มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 1488 คน
วันที่ 02 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7917 ข่าวสดรายวัน


ศูนย์การเรียนรู้ เด็กพิเศษบนดอย


สดจากเยาวชน
ณัฏฐา ทั้วสุภาพ



ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ณ ศูนย์การเรียนรู้พิเศษเพื่อเด็กพิการและขาดโอกาส ต.บ้านกาศ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน



เด็กๆ ผู้พิการพร้อมผู้ปกครองเดินทางไกลมาเพื่อร่วมพิธีเปิดศูนย์แห่งนี้ พ่อแม่หลายคนเฝ้ามองอาคารเรียนแห่งใหม่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังว่าอนาคตทางการศึกษาของลูกๆ จะสดใสขึ้น



ศูนย์การเรียนรู้เพื่อเด็กพิการและขาดโอกาสแห่งนี้อยู่ในความดูแลของนางจงจิต ไชยวงศ์ หรือ ครูต้อย คุณครูประจำศูนย์การศึกษาพิเศษแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กพิการ ตั้งอยู่ในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ครูต้อยได้รับรางวัลครูสอนดีจากสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) จึงจัดทำโครงการต่อเนื่องขึ้น



ครูต้อยเห็นว่า ในพื้นที่ทางตอนล่างของจ.แม่ฮ่องสอนนั้นเป็นพื้นที่ทุรกันดารและห่างไกล เด็กๆ ที่พิการไม่สามารถเดินทางไปเรียนได้ถึงในเมือง เพราะพ่อแม่หลายคนมีอาชีพทำไร่ทำนา ไม่สามารถทิ้งงานไปได้นาน ที่สำคัญการเดินทางมีค่าใช้จ่ายสูง



ครูต้อยจึงร่วมมือกับท้องถิ่นเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อเด็กพิการและขาดโอกาสแห่งนี้ เพื่อรองรับเด็กๆ จากอำเภอแม่สะเรียง อำเภอแม่ลาน้อย และอำเภอสบเมย โดยได้รับความสนับสนุนเป็นอย่างดีจาก นายอเนก ไชยวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษแม่ฮ่องสอน



ปัจจุบันศูนย์แห่งนี้มีครูพิเศษ 3 คน รองรับเด็กได้ 30 คน โดยศูนย์จะทำหน้าที่พัฒนาทักษะทางด้านภาษา การพูดการสื่อสาร ฝึกกล้ามเนื้อ การช่วยเหลือตนเองไม่ให้เป็นภาระต่อสังคม การฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายในบางรายที่มีความบกพร่องทางร่างกาย เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง





อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากโรงพยาบาลแม่สะเรียงในด้านนักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัด นายอำเภอแม่สะเรียง องค์กรท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยนเรศวร ช่วยในเรื่องการวิจัย



ศูนย์นี้รับดูแลเด็กพิการและผู้ปกครองในลักษณะเหมือนโรงเรียนประจำ แต่ไป-กลับ คือผู้ปกครองจะมาอยู่กับเด็กประมาณ 2 สัปดาห์ ในระยะเวลานี้จะเป็นการฟื้นฟูศักยภาพของเด็กและฝึกอาชีพให้ผู้ปกครองไปด้วย



คุณครูชนาภรณ์ พฤกษ์พนาวัลย์ หรือ ครูนันท์ อายุ 24 ปี ครูผู้ดูแล เล่าถึงเด็กๆ ที่ศูนย์แห่งนี้ว่า 'เด็กที่มาที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา หรือเด็กดาวน์ซินโดรม บางคนร่างกายอ่อนแอ ตอนนี้มาทำงานได้ 1 เดือนแล้ว การดูแลเด็กๆ ช่วงแรกจะลำบากเล็กน้อย แต่จะช่วยกันกับคุณครูคนอื่นดูแลน้องๆ ตามลักษณะอาการของเด็กแต่ละคน เด็กบางคนนั้นช่วยเหลือตนเองไม่ได้เราก็จะต้องดูแลกันเป็นขั้นตอน เพื่อให้พวกเขาดูแลตัวเองได้'



หลังจากเด็กพอช่วยเหลือตนเองได้แล้ว ศูนย์นี้จะส่งต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่งพร้าว ห้องเรียนคู่ขนานเพื่อรองรับเด็กพิการและขาดโอกาสจากศูนย์การเรียนรู้ โดยเรียนร่วมกับเด็กปกติ และเรียนรู้ทักษะต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพในขั้นต่อไป



ตอนนี้โรงเรียนยังเปิดถึงแค่ม.3 ยังต้องการการสนับสนุนเพื่อส่งเด็กๆ เหล่านี้ไปถึงระดับที่สูงขึ้นไปอีก





ด้วยระยะทางไกลกว่า 30 กิโลเมตรทั้งคดเคี้ยวและเป็นทางลูกรัง จากตัวอำเภอสบเมยไปยังบ้านนาหลุย หมู่บ้านในภูเขาที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง ทำให้มองเห็นได้ว่าโอกาสทางการศึกษาของเด็กๆ ในหมู่บ้านแห่งนี้มีเหลือน้อยเต็มที



ถึงแม้ว่าจะมีโรงเรียนประจำหมู่บ้าน แต่ไม่สามารถรองรับเด็กพิการในพื้นที่ได้ ครูต้อยจึงต้องเดินทางเข้ามาเพื่อพาเด็กๆ พร้อมพ่อแม่ออกไปเรียนที่ศูนย์ด้วยตัวเอง



น้องกาวา สตรีรัตน์ พลรุ่งเรือง อายุ 4 ขวบ เด็กหญิงตัวน้อยชาวไทยภูเขาจากบ้านนาหลุย ผู้พิการทางร่างกาย กล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง เป็นหนึ่งในเด็กอีกหลายคนที่ครูต้อยเข้าไปช่วยเหลือและรับมาเรียนที่ศูนย์การเรียนรู้ฯ ซึ่งเวลานี้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น สามารถเดินได้โดยใช้ราวช่วยเดิน



ครูต้อยเล่าให้ฟังด้วยน้ำตาแห่งความตื้นตันว่า 'ครูต้อยยอมลำบากทำงานเพื่อให้โอกาสชีวิตคน เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะสร้างคนให้เป็นคนได้ ถ้าจะรอให้คนอื่นมาทำก็นาน แต่ครูต้อยไม่รอและลงมือทำเลย ถ้าถามว่าได้อะไรจากงานนี้ ครูต้อยได้ความสุขทางใจ และได้เห็นว่าเด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ไม่ต้องเห็นเด็กโดนปล่อยไป เราต้องรีบทำงานก่อนที่เราจะไม่ได้ทำ'



เด็กๆ ส่วนใหญ่ที่เข้ามาเรียนรู้ฝึกทักษะอยู่ที่ศูนย์แห่งนี้มีทั้งที่เป็นเด็กในพื้นที่ราบและเด็กชาวเขา ความยากลำบากในการพัฒนาเด็กๆ นั้นอยู่ที่ภาษาในการติดต่อสื่อสาร และเส้นทางทุรกันดารห่างไกลจากศูนย์มาก รวมทั้งโรงเรียนที่มีอยู่ในหมู่บ้านก็ไม่มีความพร้อมมากพอที่จะรับดูแลเด็กพิการเป็นพิเศษ



พ่อสับตึงกวา ชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงสะกอ มีอาชีพทำนาและทำไร่เลื่อนลอย เล่าให้ฟังผ่านล่ามถึงน้องรมนี ลูกสาววัย 8 ขวบว่า 'การเดินทางมาส่งลูกให้เรียนหนังสือนั้นยากลำบากมาก ต้องเดินทางกว่า 3 ชั่วโมง เส้นทางก็ทุรกันดาร แต่ยังดีที่ทางโรงเรียนมีรถไปรับถึงหมู่บ้าน การส่งลูกมาที่นี่นั้นก็ด้วยความหวังว่าลูกจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ในช่วงเวลาที่ส่งลูกมาที่นี่ลูกสาวก็ดีขึ้นมาก เรียนรู้ได้ดีขึ้น'



แม่ดวงเดือน บุตราสวรรค์ ชาวไทยภูเขาเผ่าละว้า เล่าถึง น้องยูริ ลูกสาววัย 6 ขวบว่า 'ลูกสาวเป็นดาวน์ซินโดรม ตาทั้งสองข้างยังเป็นต้อกระจก ต้องผ่าตัดตั้งแต่อายุ 4 เดือน ที่ตัดสินใจส่งน้องมาที่นี่เพราะมีการเรียนการสอนแบบพิเศษที่ช่วยให้น้องมีพัฒนาการที่ดีขึ้น อยากให้ลูกได้เรียนหนังสือเหมือนปกติ ตอนนี้ลูกสาวชอบไปโรงเรียนมากเพราะได้เจอเพื่อนๆ'



'ผมมีความสุขเวลาเห็นเด็กๆ ยิ้มให้ ทุกวันนี้ผมทำงานเอง ลงพื้นที่เอง เพราะเป็นความสุขของผมที่ได้ทำเพื่อเด็กๆ เหล่านั้น' ผอ.อเนกกล่าว



ครูต้อยยืนยันหนักแน่นว่า 'ถึงแม้จะเหนื่อย แต่ถ้าเราได้เห็นว่าเด็กๆ มีพัฒนาการที่ดีขึ้น จากที่นอนอยู่เฉยๆ จนลุกขึ้นเดินเองได้ สิ่งนี้เป็นโอกาสทองของชีวิตพวกเขา และเราในฐานะที่เป็นครูจะทนนิ่งเฉยได้อย่างไร'


หน้า 24




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.