มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | ศูนย์อบรมอาชีพและธุรกิจมติชน |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 2501 คน
วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7873 ข่าวสดรายวัน


ฉือจี้


คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com



เคยได้ยินเรื่องแนว คิดและประวัติของฉือจี้ พุทธนิกายหนึ่งที่ไต้หวัน

Chang 32

ตอบ Chang 32

ได้คำตอบจากข้อเขียนของคุณหมอนักปฏิบัติธรรม ศิษย์ท่านพุทธทาส น.พ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ สรุปความว่า "ฉือจี้" คือสำนักพุทธหมายเลขหนึ่งของไต้หวัน ในบรรดาสำนักพุทธกว่า 10 สำนัก ถือได้ว่าเป็นสำนักที่ใหญ่และทรงพลังที่สุด มูลนิธิฉือจี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2509 เป็นองค์กรแกนกลางดำเนินงานใน 4 ภารกิจหลัก คือ 1.การทำกิจกรรมสังคมสงเคราะห์ 2.การจัดบริการรักษาพยาบาล 3.การจัดการศึกษา และ 4.การส่งเสริมวัฒนธรรม

มูลนิธิฉือจี้ดำเนินงานด้วยเงินบริจาคอย่างสม่ำเสมอจากสมาชิกราว 10 ล้านคน มีระบบบริหารจัดการการเงินโปร่งใสมากจนเป็นที่เชื่อถือ จึงมีเงินมาใช้ทำกิจกรรมต่างๆ อย่างไม่รู้จบสิ้น ด้วยแต่ละงานจำเป็นต้องใช้เงินมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการจัดการศึกษา การสร้างโรงพยาบาล การก่อตั้งธนาคารไขกระดูก การทำสถานีโทรทัศน์ ฯลฯ

ที่สำคัญคือทุนมนุษย์และทุนทางจิตวิญญาณของสมาชิกและอาสาสมัครฉือจี้ที่รวมกันเป็น "มหาเมตตา-มหากรุณา" มีความตั้งใจและพร้อมลงมือทำงานสารพัดเพื่อช่วยเหลือผู้มีทุกข์ให้พ้นทุกข์ ตั้งแต่เรื่องง่ายๆ เช่น งานทำความสะอาด การสงเคราะห์ผู้ยากไร้ ไปจนถึงการช่วยเหลือกรณีภัยพิบัติทั้งในและนอกประเทศ ทั้งยังมีอาสาสมัครฉือจี้ที่เป็นมืออาชีพในสายงานหลายแขนงเข้าร่วมบริหารงานมูลนิธิ ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ฉือจี้เติบโตถึงจุดนี้ได้อย่างไร ต้องย้อนไปดูที่จุดเริ่มต้น "ท่าน ธรรมาจารย์ เจิ้งเหยียน" ภิกษุณีประมุขของชาวฉือจี้ เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 ที่ตำบลชิงสุ่ย เมืองไทจุง ตอนกลางของไต้หวัน เมื่ออายุ 15 ปี แม่ท่านป่วย ท่านตั้งจิตอธิษฐานขอให้หายป่วยโดยขอลดอายุตนลง 12 ปี และจะกินมังสวิรัติสร้างกุศล

ต่อมาเมื่ออายุได้ 20 ปี บิดาของท่านก็ล้มป่วยและเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ท่านอาจารย์สะเทือนใจมาก ตัดสินใจปลงผมตนเองถือบวช เร่ร่อนไปทางแถบตะวันออกซึ่งเป็นเขตทุรกันดาร ผู้คนยากจนมาก ท่านไม่ออกรับบิณฑบาตเพราะไม่ต้องการให้ชาวบ้านเดือดร้อน ดำรงชีวิตด้วยการเก็บถั่วลิสงและมันเทศที่หลงเหลือจากการเก็บเกี่ยวของชาวบ้านมาเป็นอาหาร

จนกระทั่ง พ.ศ.2504 เดินทางไปพำนักที่เมืองฮั่วเหลียน ได้พบพระอาจารย์ยิ่นซุ่น รับเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ และสั่งสอนหลักสั้นๆ ว่า "เมื่อบวชแล้ว จงทำทุกอย่างเพื่อพุทธศาสนาและมวลมนุษย์"

หลังจากนั้นพร้อมอุบาสกสวีซงหมินเพื่อนของท่านได้มาสร้างกระท่อมเล็กๆ หลังวัดผู่หมิงที่ฮั่วเหลียนเป็นที่พำนัก มีศิษย์ไม่กี่คนติดตามมาด้วย ท่านอาจารย์และศิษย์ต้องทำงานหนัก ต่อสู้กับภัยธรรมชาติทุกรูปแบบ อดมื้อกินมื้อ ตามกฎ "วันใดไม่ทำงาน วันนั้นจะไม่กิน" คือนอกจากปลูกผักไว้กินเอง ยังทำสินค้าจำหน่ายหาเงินประทังชีวิตด้วย เช่น นำด้ายจากโรงงานที่ทิ้งแล้วมาถักเป็นเสื้อกันหนาว ถักรองเท้าเด็ก เย็บถุงใส่อาหารสัตว์ เป็นต้น

ต้นปี 2509 ท่านอาจารย์ไปเยี่ยมอุบาสกที่โรงพยาบาลเอกชน ท่านพบกองเลือดกองใหญ่นองบนพื้น สอบถามได้ความว่ามีหญิงชนบทแท้งลูก ญาติพามาโรงพยาบาลใช้เวลาเดินทาง 7-8 ชั่วโมง แต่ก็ต้องพาต่อไปรักษาที่อื่นเพราะไม่มีเงิน 8,000 เหรียญจ่ายค่ามัดจำก่อนผ่าตัด เหตุการณ์นั้นทำให้ท่านตั้งปณิธานว่าจะต้องทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ขาดที่พึ่งพิง ท่านเกิดความคิดรวบรวมชาวพุทธมาร่วมกันสร้างกุศลกรรมด้วยความเมตตา กรุณา ไม่หวังประโยชน์ตอบแทน ความทุกข์ยากในโลกจะได้บรรเทาเบาบางลง

ท่านอาจารย์ใช้หลัก "ลงมือทำทันที" ด้วยการชักชวนสานุศิษย์ที่เป็นแม่บ้าน 30 คน ให้ออมเงินคนละ 50 เซ็นต์ต่อวัน เก็บไว้ในกระปุกไม้ไผ่ โดยมีคำขวัญว่า "แม้เงิน 50 เซ็นต์ ก็ช่วยเหลือผู้ยากไร้ได้" จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธาในความดีงาม ความเมตตากรุณา ความมุ่งมั่นจากจิตใจของท่านอาจารย์และกลุ่มแม่บ้าน การออมเงินวันละเล็กละน้อยเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองฮั่วเหลียน มีผู้คนสมทบทุนมากขึ้นตามลำดับ

กระทั่ง 24 มีนาคม 2509 มูลนิธิฉือจี้ได้ถือกำเนิดขึ้นที่นั่น ถึงวันนี้เวลาผ่านไปกว่า 40 ปี มูลนิธิขยายกิ่งก้านสาขา มีอาสาสมัครหลายแสนคน มีเงินบริจาคต่อเนื่อง มีกิจกรรมทางมนุษยธรรมและทางจิตวิญญาณแพร่กระจายไปทั่วเกาะไต้หวันและทั่วโลก

ส่วนสมณาราม (วัด) จิ้งซือ ของท่านธรรมาจารย์ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองฮั่วเหลียน ยังคงดำรงอย่างสมถะ ไม่รับบริจาค ไม่ใช้เงินของมูลนิธิ ไม่รับบิณฑบาต ยึดหลักการพึ่งพาตนเองทั้งหมด ภิกษุณี อาสาสมัครและผู้มาฝึกฝน ต้องทำงานหารายได้เล็กๆ น้อยๆ มาใช้จ่ายในกิจการของสมณารามเอง ทั้งเจ้าอาวาสและลูกวัดไม่สะสมพอกพูนทั้งทรัพย์สินและลาภยศ


หน้า 24




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.