มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 16226 คน
วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6875 ข่าวสดรายวัน


กลยุทธ์ 4P


คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com



อยากทราบว่ากลยุทธ์ 4P ในวงการตลาดหมายถึงอะไรคะ

PP

ตอบ PP

โฟร์พี 4P คือ ส่วนผสมทางการตลาดเพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ประกอบไปด้วย

P-product คือ สินค้า หรือบริการ ที่ต้องดูว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการอะไร โดยทั่วไปแนวทางที่จะทำสินค้าให้ขายได้มีอยู่สองอย่างคือ

1.1 สินค้ามีความแตกต่าง เช่น คุณสมบัติพิเศษ รูปลักษณ์ การใช้งาน ความปลอดภัย ความคงทน

1.2 สินค้าที่มีราคาต่ำ โดยยอมลดคุณภาพในบางด้านที่ไม่สำคัญลงไป เช่น สินค้าที่ผลิตจากจีนจะมีคุณภาพไม่ดี พอใช้งานได้ แต่ถูกมากๆ หรือสินค้าที่เลียนแบบแบรนด์ดังๆ สำหรับนักธุรกิจมือใหม่ควรเลือกสร้างความแตกต่างมากกว่าการเป็นสินค้าราคาถูก เพราะหากเป็นด้านการผลิตแล้วรายใหญ่จะมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่ารายย่อย แต่หากเป็นด้านบริการอาจจะเริ่มต้นที่ราคาถูกก่อน แล้วค่อยๆ หาตลาดที่รายใหญ่ไม่สนใจ

P-price คือ ราคาของสินค้า ต้องตั้งให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์และกลุ่มเป้าหมาย เช่น หากขายน้ำผลไม้ที่จตุจักรราคาอาจจะต้องถูกหน่อย แต่หากขายที่สยาม ถ้าตั้งราคาถูกเกินไปกลุ่มเป้าหมายอาจจะไม่ซื้อ แต่คนที่ซื้ออาจจะเป็นคนอีกกลุ่มซึ่งมีน้อยกว่า และไม่คุ้มต้นทุนที่จะขายในสยาม ยิ่งไปกว่านั้นหากราคาและรูปลักษณ์สินค้าไม่เข้ากันลูกค้าก็จะเกิดความข้องใจและกังวลที่จะซื้อ เพราะราคาคือตัวบ่งบอกภาพลักษณ์ของสินค้าที่สำคัญที่สุด วิธีกำหนดราคามี ดังนี้

2.1 กำหนดตามลูกค้า คือกำหนดราคาตามที่คิดว่าลูกค้าจะเต็มใจจ่าย ซึ่งอาจจะได้มาจากการทำสำรวจ หรือแบบสอบถาม

2.2 กำหนดตามตลาด คือการกำหนดราคาตามคู่แข่งในตลาด ซึ่งอาจจะต่ำมากจนกำไรน้อย ดังนั้น หากคิดจะกำหนดราคาตามตลาดอาจจะต้องมานั่งคิดคำนวณย้อนกลับว่า ต้นทุนสินค้าควรเป็นเท่าไรเพื่อจะได้กำไรตามที่ตั้งเป้าแล้วมาหาทางลดต้นทุนลง

2.3 กำหนดราคาตามต้นทุน+กำไร วิธีนี้เป็นการคำนวณว่าต้นทุนอยู่ที่เท่าใด แล้วบวกค่าขนส่ง ค่าแรงบวกกำไร จึงได้มาซึ่งราคา แต่หากราคาที่ได้มาสูงมากอาจจำเป็นต้องทำประชาสัมพันธ์ หรือปรับภาพลักษณ์ให้เข้ากับราคานั้น

P-place คือ สถานที่ หรือทำเลที่ตั้ง ที่จะขายสินค้าและบริการ หลักการเลือกวิธีกระจายสินค้าไม่ใช่ขายให้มากสถานที่ที่สุดจะดีเสมอ เพราะขึ้นอยู่กับว่าสินค้าคืออะไร และกลุ่มเป้าหมายคือใคร เช่น สินค้าระดับไฮเอนด์ควรจะจำกัดการขายไม่ให้มีมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้เสียภาพลักษณ์ สิ่งที่ควรคำนึงถึงอีกอย่าง คือ ต้นทุนการกระจายสินค้า เช่น การขายสินค้าใน 7-11 อาจจะกระจายได้ทั่วถึง แต่อาจจะมีต้นทุนที่สูงกว่า

p-promotion คือ แผนการส่งเสริมการขาย ทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อบอกลูกค้าถึงลักษณะสินค้า เช่น โฆษณา หรือทำกิจกรรมที่ทำให้คนสนใจ เช่น ลดราคาประจำปี วิธีในการเลือกสื่อ นอกจากจะดูเรื่องค่าใช้จ่ายควรดูเรื่องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย


หน้า 26




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.