มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
จำนวนคนอ่านล่าสุด 5144 คน
วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6781 ข่าวสดรายวัน


ยางรถยนต์


คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชาติ nachart@yahoo.com



อยากรู้ส่วนประกอบและประเภทต่างๆ ของยางรถยนต์

ลูกคนปะยาง

ตอบ ลูกคนปะยาง

โครงสร้างยางรถยนต์ประกอบด้วย 1.หน้ายาง เป็นส่วนสัมผัสถนน โดยหน้ายางจะทำเป็น 3 ส่วน คือ 1.1 ดอกยาง เป็นส่วนสัมผัสถนน ทำหน้าที่ยึดเกาะถนน 1.2 ร่องยาง ทำหน้าที่ระบายน้ำและรีดโคลน 1.3 ร่องเล็กบนดอกยาง ช่วยในการเกาะถนน เพิ่มความยืดหยุ่นในดอกยาง 2.ไหล่ยาง ทำหน้าที่ระบายความร้อน 3.แก้มยาง ทำหน้าที่เพิ่มความยืดหยุ่นและให้เกิดความนุ่มนวล 4.ขอบยาง ทำหน้าที่รัดยางกับกระทะล้อ

ยางรถยนต์จำแนกประเภทตามการวางของชั้นผ้าใบ 3 แบบ ดังนี้ 1.แบบชั้นผ้าใบวางเฉียงสลับกัน (Bias Ply) หรือโครงสร้างของยางแบบธรรมดา ภายในประกอบด้วยชั้นผ้าใบวางซ้อนกัน โดยแต่ละชั้นจะวางเฉียงจากขอบข้างหนึ่งไปยังขอบอีกข้างหนึ่ง ทำมุม 35 องศากับแนวเส้นรอบวงขอบยาง และชั้นผ้าใบถัดมาจะวางตั้งฉากกับชั้นผ้าใบชั้นแรก วางเฉียงอย่างนั้นสลับกันไป โครงสร้างของยางแบบนี้จะแข็งแรงบริเวณแก้มยางและดอกยาง รับแรงสะเทือนจากถนนได้ดี เกาะถนนได้ดีทั้งขณะเลี้ยว ออกตัวและเบรก แต่โครงสร้างแบบนี้จะเกิดความร้อนกับยาง เพราะดอกยางที่แตะกับพื้นถนนจะหดตัว หรือดิ้นได้ ส่งผลให้ดอกยางสึกหรอเร็วกว่าปกติ



2.โครงสร้างยางแบบเรเดียล (Radial Ply) มีชั้นผ้าใบ 2 ชั้น แต่ละชั้นจะวางเส้นใยในแนวตั้งฉากกับขอบยาง ลักษณะการวางแบบนี้จะไม่มีเส้นใยยึดตามขวางของยางเลย จึงจำเป็นต้องมีชั้นผ้าใบ เป็นเข็มขัดรัดตามแนวเส้นรอบวงของยาง 2-4 ชั้น แต่ละชั้นทำมุมกัน 10-12 องศาจากแนวเส้นรอบวงยาง เส้นใยนี้อาจเป็นไนลอน ผ้า หรือเส้นใยไฟเบอร์กลาสซึ่งเหนียวและแข็งแรง แต่บางครั้งอาจเป็นลวดเหล็กเหนียวเส้นเล็กๆ ซึ่งใช้กับยางที่ใช้งานหนักและความเร็วสูง

3.โครงสร้างยางแบบไบแอส เบลเต็ด (Bias Belted) เป็นการนำข้อดีของยางแบบธรรมดาและยางเรเดียลมารวมกัน โดยโครงยางเป็นเหมือนแบบยางธรรมดาคือมีเส้นใยวางเฉียงเป็นมุมประมาณ 33 องศา เส้นใยอาจเป็นเรยอง ไนลอน หรือโพลีเอสเตอร์ วางสลับกัน 2 หรือ 4 ชั้น และมีชั้นผ้าใบรัดในแนวเส้นรอบวงเหมือนยางเรเดียลอีก 2 หรือ 4 ชั้น โดยวางเป็นมุม 29-30 องศา เป็นยางที่มีอายุการใช้งานยาวนาน เพราะชั้นผ้าใบที่รัดช่วยไม่ให้ดอกยางดิ้นขณะสัมผัสกับพื้นถนน ยางชนิดนี้จะวิ่งไม่เรียบในความเร็วต่ำ แต่ให้ความปลอดภัยมากกว่ายางธรรมดา 2 เท่า เหมาะกับการใช้ความเร็วสูง และยังเกาะถนนได้ดี ไม่ลื่นไถล ทั้งช่วยลดการสึกของดอกยางได้มากกว่ายางธรรมดา

สำหรับดอกยาง การเลือกคุณสมบัติที่เหมาะสมจะช่วยให้การใช้งานมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความปลอดภัย แบ่งเป็น 4 แบบ คือ

1.ดอกละเอียด (Rib Pattern) ลายดอกและร่องคดโค้งหรือเป็นเหลี่ยม เป็นแถวยาวตามเส้นรอบวงของยาง ร่องยางที่ตื้นช่วยระบายความร้อน เกาะถนนดี ขับขี่บังคับเลี้ยวได้ง่าย ป้องกันการลื่นไถลออกด้านข้างดีเยี่ยม เหมาะกับรถโดยสาร

2.ดอกบั้ง (Lug Pattern) มีลักษณะลายดอก ร่องยางเป็นแนวขวางกับเส้นรอบวงของยาง โดยร่องยางจะลึก เนื้อยางมีมาก เวลารถเคลื่อนจะเกิดแรงกรุยสูง และมีอายุการใช้งานทนทานกว่าดอกยางแบบอื่นๆ เหมาะกับรถบรรทุกขนาดใหญ่(ล้อหลัง) รถจี๊ป หรือรถที่วิ่งในอัตราความเร็วปานกลางจนถึงต่ำ

3.ดอกผสม (Rib-Lug Pattern) เป็นการผสมระหว่างยางดอกละเอียดและลายดอกบั้ง ตรงกลางของหน้ายางจะเป็นลายแบบยางดอกละเอียด แต่ด้านซ้ายและขวาเป็นลายดอกบั้ง ยางดอกผสมจึงทั้งเกาะถนน ป้องกันรถไถลออกด้านข้าง มีแรงกรุยดี ใช้ได้ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง วิ่งบนทางขรุขระหรือลาดยางก็ได้ เหมาะกับรถที่วิ่งด้วยความเร็วปานกลาง

4.ดอกบล็อก (Block) มีหน้ายางเป็นลักษณะก้อนเหลี่ยมหรือโค้งมน เรียงตัวคล้ายอิฐบล็อกปูทางเดิน แต่มีช่องว่างระหว่างบล็อก ซึ่งถ้ามองตามเส้นรอบวงของยางจะเห็นร่องเหมือนกับยางดอกละเอียด เหมาะกับทุกสภาพถนน ไม่ว่าพื้นทรายหรือโคลน เกาะถนนดีมาก บังคับเลี้ยวหยุดได้ง่าย นิยมใช้กับยางเรเดียลที่ใช้ความเร็วสูงโดยเฉพาะรถเก๋ง


หน้า 26




Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.