มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 1496 คน
วันที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 23 ฉบับที่ 8197 ข่าวสดรายวัน


พืชมงคล-แรกนาขวัญ ราชพิธีสำคัญเกษตรกรไทย


สำนักงานนวัตกรรมทางวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม



วันพืชมงคล คือวันที่กำหนดจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพระราชพิธีที่เก่าแก่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยโบราณ มุ่งหมายเสริมสร้างให้เกิดขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกรของชาติ ซึ่งพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรก นาขวัญนั้น ประกอบด้วยพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ



พระราชพิธีพืชมงคล เป็นพิธีสงฆ์อย่างหนึ่ง เป็นพิธีทำขวัญเมล็ดพืชพันธุ์ต่างๆ เช่น ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่ว งา เผือก มัน เป็นต้น เพื่อให้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นปราศจากโรคภัย และให้อุดมสมบูรณ์เจริญงอกงามดี และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีพราหมณ์



สำหรับพระราชพิธีพืชมงคลนั้นจะประกอบพระราชพิธีวันแรกในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตน ศาสดาราม ส่วนพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนั้น จะประกอบพระราชพิธีในวันรุ่งขึ้น ณ มณฑลท้องสนามหลวง



พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือจะให้เรียกสั้นๆ ว่า พิธีแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีที่มีมาแต่โบราณ ตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งในสมัยกรุงสุโขทัยนั้น พระมหากษัตริย์ไม่ได้ลงมือไถนาเอง พระองค์เพียงแต่เสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานในพระราชพิธีเท่านั้น ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ไม่ได้เสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานเหมือนกับสมัยกรุงสุโขทัย แต่ได้มอบอาญา สิทธิ์ให้ และจะทรงจำศีลเงียบ 3 วัน ซึ่งวิธีนี้ได้ใช้ตลอดมาถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา



เมื่อถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีการประกอบพระราชพิธีนี้ขึ้น ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 แต่ผู้ที่ทำการแรกนาขวัญ เปลี่ยนเป็นเจ้าพระยาพหลเทพคู่กับการยืนชิงช้า (ยืนชิงช้า หมายถึง การเรียกข้าราชการที่เป็นประธานในพิธีโล้ชิงช้าแทนพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งจะมีชื่อเรียกว่า พระยายืนชิงช้า) แต่พอถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ให้ถือว่าหากผู้ใดยืนชิงช้า ให้ผู้นั้นเป็นผู้แรกนาขวัญด้วย ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีสงฆ์ พระราชพิธีต่างๆ ทุกพิธี ดังนั้นพระราชพิธีพืชมงคล จึงได้เริ่มมีขึ้นนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา



ในการประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพระราชพิธีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเกษตรกรนั้น จะต้องมีพระโคในการประกอบราชพิธี เพื่อเสี่ยงทายก่อนฤดูกาลแห่งการทำนาและเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึง พระโคที่ใช้ประกอบในพระราชพิธี ส่วนมากจะเป็นโคพันธุ์ขาวลำพูน เพราะได้รับการยอมรับว่าเป็นโคที่มีลักษณะดีตรงตามตำรา ขนสวยเป็นมัน เขาโค้งงามสีน้ำตาลส้ม ขนตา ขอบตา ผิว หาง จะเป็นสีขาว สูงไม่ต่ำ กว่า 150 ซ.ม. น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 700 ก.ก. มีอายุประมาณ 5-6 ปี และยังไม่ได้ทำหมัน เพราะจะไม่สามารถขยายพันธุ์ได้



โดยการประกอบพิธีถูกกำหนดขึ้นโดยโหรหลวง ในระหว่างพิธีก็จะมีการทำนายปริมาณน้ำฝนในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง แล้วพระยาแรกนาก็จะเลือกผ้านุ่ง 3 ผืน ที่มีความยาวต่างกัน ถ้าพระยาแรกนาเลือกผ้านุ่งผืนที่ยาวที่สุดก็จะทายว่า ปีนี้ปริมาณน้ำฝนจะมีน้อย ถ้าเลือกผืนที่สั้นที่สุดก็จะทายว่า ปีนี้ปริมาณน้ำฝนจะมาก และถ้าเลือกผืนที่มีความยาวปานกลาง ก็จะทายว่ามีปริมาณน้ำฝนพอประมาณ





หลังจากที่สวม "ผ้านุ่ง" เรียบร้อยแล้ว พระยาแรกนาก็จะไถลงไปบนพื้นดินท้องสนามหลวงด้วยพระนังคัล (คันไถ) สีแดงและสีทอง ซึ่งลากโดยพระโค ตามขบวนด้วยเทพีทั้ง 4 ผู้ซึ่งหาบกระเช้าทองและกระเช้าเงินที่บรรจุด้วยเมล็ดข้าวเปลือก นอกจากนี้ก็มีคณะพราหมณ์เดินคู่ไปกับขบวนพร้อมทั้งสวดและเป่าสังข์ไปพร้อมกัน



เมื่อเสร็จจากการไถแล้ว พระโคก็จะได้รับการป้อนพระกระยาหารและเครื่องดื่ม 7 ชนิด คือ เมล็ดข้าว ถั่ว ข้าวโพด หญ้า เมล็ดงา น้ำ และเหล้า ซึ่งพระกระยาหารแต่ละชนิดจะมีคำทำนายแตกต่างกัน เช่น พระโคกินข้าวหรือข้าวโพด ก็จะพยากรณ์ว่าธัญญาหาร ผลาหารจะบริบูรณ์ดี พระโคกินถั่วหรืองา ก็จะพยากรณ์ว่าผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี พระโคกินน้ำหรือหญ้า จะพยากรณ์ว่าน้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์



พระโคกินเหล้า ก็จะพยากรณ์ว่าการคมนาคมจะสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง แต่ไม่ว่าพระโคจะเลือกกินหรือดื่มสิ่งใด ก็จะทายว่าปีนี้จะอุดมสมบูรณ์ด้วยสิ่งที่พระโคเลือกนั้น ซึ่งหลังจากที่เสร็จพิธีแล้ว ประชาชนก็จะพากันแย่งเก็บเมล็ดข้าวที่หว่านโดยพระยาแรกนา ถือว่าเป็นเมล็ดข้าวที่ศักดิ์สิทธิ์ อันจะนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์และความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่มีไว้ในครอบครอง ชาวนาก็จะใช้เมล็ดข้าวนี้ผสมกับเมล็ดข้าวของตน เพื่อให้พืชผลอุดมสมบูรณ์



ปัจจุบันแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหมาะสมสำหรับงานเกษตรกรรม เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระและเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกรอย่างมาก แต่ธรรมชาติก็ยังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้น ภัยธรรมชาติอย่างอุทกภัย หรือภัยแล้ง จึงล้วนส่งผลกระทบกับงานเกษตรกรรมทั้งสิ้น



ด้วยเหตุนี้ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อเกษตรกรที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อของท้องถิ่นอย่างมุ่งมั่นว่า การนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การนับถือธรรมชาติ หรือแม้แต่ความเชื่อทางศาสนา จะช่วยให้พืชพันธุ์ธัญญาหารมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เกษตรกรไทยอีกด้วย



วันที่ 13 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวัน "พืชมงคล" ประจำปี 2556 นี้ เป็นวันที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิตของผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลักที่ใช้เลี้ยงชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้นการประกอบพระราชพิธีเนื่องในวันพืชมงคล จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ชาวนา ชาวไร่ และผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ได้มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีความเชื่อมั่นต่อผลผลิตที่จะเจริญงอกงามในอนาคต



กรมส่งเสริมวัฒนธรรมขอเชิญชวนคนไทยช่วยกันอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมที่ทรงคุณค่านี้ไว้ให้แก่ลูกหลาน เยาวชนคนรุ่นปัจจุบัน ตลอดจนชาวต่างชาติได้เข้าใจและให้ความสำคัญต่อเกษตรกร ผู้ที่ผลิตอาหารหลัก หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนทั้งประเทศ ให้ดำรงวิถีชีวิตเกษตรกร เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง และประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืนตลอดไป


หน้า 21




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.