มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 2055 คน
วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 22 ฉบับที่ 8082 ข่าวสดรายวัน


ไทยจับมือเยอรมัน หนุนลาวปลูก"ปอสา"


ปัณณพร นิลเขียว



1.ตัวอย่างเปลือกปอสาแห้งส่งโรงงานเพื่อแปรรูป

2.-3.ตลาดเช้าในเมืองหงสา

จากข้อมูลขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ระบุว่าไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์กระดาษสาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ร้อยละ 95 ของต้นปอสา พืชวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมการผลิตกระดาษสาของไทยนั้นส่งตรงมาจากประเทศลาว ขณะที่อีกร้อยละ 5 มาจากประเทศพม่า



แม้ว่าต้นปอสาในประเทศไทย จะมีคุณภาพทัดเทียมกับของลาว แต่เนื่องด้วยกฎหมายด้านการอนุรักษ์ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถตัดปอสาที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในป่ามาใช้ได้



ปอสาที่ไทยนำเข้าจากลาวส่วนใหญ่ รวบรวมจากแขวงหลวงพระบาง และจากแขวงไซยะบูลี ซึ่งกำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกปอสาหลัก เนื่องจากผู้ประกอบการในหลวงพระบางเริ่มลดการส่งออกและผลิตกระดาษสาลง โดยส่งเข้ามาผ่าน 3 เส้นทาง คือ ทาง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ทางห้วยโก๋น จ.น่าน และผ่านทางอ.ท่าลี่



การซื้อขายปอสาระหว่างผู้ประกอบการในไทยและพ่อค้าคนกลางในลาว ยังคงมีปัญหาติดขัดในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเก็บปอสาของเกษตรกรที่ยังไม่ได้มาตรฐาน การค้าขายปอสาระหว่างไทยและลาวที่ไม่มีกลไกคุ้มครอง ทำให้เกิดปัญหาการกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง รวมถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดกับเกษตรกรผู้ปลูกปอสาในลาว



องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประเทศไทย จึงร่วมมือกับสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) ส่งเสริมความร่วมมือไตรภาคี ลาว-ไทย-เยอรมัน จัดทำโครงการห่วงโซ่อุปทานกระดาษสา เพื่อพัฒนาศักยภาพและทักษะการปลูกและเก็บเกี่ยวปอสาให้กับเจ้าหน้าที่และเกษตรกรลาว สร้างมาตรฐานคุณภาพและราคาปอสาระหว่างคู่ค้าไทย-ลาว ส่งเสริมการลงทุนโรงงานแปร รูปปอสา รวมถึงพัฒนาศักยภาพ ทักษะการทำกระดาษสา และผลิตภัณฑ์จากกระดาษสาให้กับชาวลาวในเมืองหงสา



แม้จะกำลังมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้า และใช้เวลาเดินทางเพียง 40 นาทีจากด่านห้วยโก๋น จ.น่าน เมืองหงสาก็ยังจัดเป็นเมืองเล็กๆ ที่ค่อนข้างห่างไกลความเจริญทางตอนเหนือของแขวงไซยะบูลี โดยพืชที่มีการเพาะปลูกเป็นหลักในเมืองนี้ คือ "ข้าว" ซึ่งยืนยันได้ด้วยภาพทุ่งนาตลอดริมสองฝั่งถนน ส่วนที่นิยมปลูกรองลงมา ได้แก่ กระเทียม ข้าวโพด งาขาว และลูกเดือย



ในปัจจุบัน มีเกษตรกรเมืองหงสา เพียง 2-3 ราย เท่านั้น ที่ปลูกปอสาอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ การก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหินในเมืองหงสา ยังทำให้แนวโน้มการเก็บปอสาลดลง เพราะค่าแรงที่โรงไฟฟ้าจ่ายให้คนงานค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับรายได้ที่เกษตรกรจะได้จากปอสา



"ที่ผ่านมา เกษตรกรลาวมีรายได้จากปอสาค่อนข้างน้อย ทำให้ไม่ค่อยมีใครสนใจปลูกหรือเก็บ ขณะที่ทางไทยเองก็ขาดแคลนผลผลิต การค้าข้ามพรมแดนก็ยังไม่มีมาตร ฐาน มีพ่อค้าคนกลางหลายจุด อย่างปีที่ผ่านมา เกษตรกรลาวได้ราคาปอสาแค่ 4-8 บาทต่อกิโลกรัม แต่เมื่อมาถึงโรงงานในไทย ราคาขึ้นสูงถึง 40-45 บาท ต่อกิโลกรัม โครงการเราจึงมาดูว่าทำอย่างไรให้เกษตรกรลาวมีรายได้มากขึ้น" จารุกาญจน์ ราษฎร์ศิริ ผู้จัดการโครงการความร่วมมือไตรภาคี ประเทศไทย เล่า



ผู้จัดการโครงการความร่วมมือไตรภาคี ยังเสริมว่า เนื่องจากเนื้อที่ส่วนใหญ่ในแขวงไซยะบูลีเป็นพื้นที่สูง รัฐบาลลาวจึงอยากส่งเสริมให้คนลาวในแขวงไซยะบูลีเปลี่ยนจากการทำไร่เลื่อนลอยมาปลูกพืชอย่างอื่นบ้าง เช่น ลูกเดือย หรือมันสำปะหลัง รวมถึงปอสาที่มีแนวโน้มว่าอาจช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หากปลูกแซมกับพืชอื่นๆ



ด้าน ดร.เพิ่มศักดิ์ สุภาพรเหมินทร์ นักวิชาการเกษตรชำนาญพิเศษด้านปอสา จากศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ เล่าระหว่างพาเดินชมพื้นที่ปลูกปอสาในเมืองหงสา ว่าปอสาเป็นพืชพื้นเมืองในเขตเอเชีย โดยจัดเป็นพืชเส้นใยชนิดหนึ่งในตระกูลมัลเบอร์รี่ (Mullberry) ส่วนใหญ่พบขึ้นเองตามธรรมชาติในพื้นที่ป่า และมักอยู่ใกล้แหล่งน้ำ



ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์คือส่วนเปลือกของต้น ซึ่งจะนำมาแปรรูปเป็นกระดาษ รวมถึงเยื่อและเส้นใยต่างๆ ซึ่งการปลูกปอสาต้องรอให้มีอายุครบปีก่อน จากนั้นเกษตรกรสามารถตัดได้ทุกๆ 6 เดือน ซึ่งหากมีระบบการจัดการที่ดี ปอสาจะมีอายุได้ถึง 30 ปี

1.โรงไฟฟ้าหงสาที่กำลังก่อสร้างอยู่ในปัจจุบัน

2.ไร่ปอสาของลุงจันทา ปลูกแซมกับพืชชนิดอื่นในป่าริมลำห้วย

3.สภาพเมืองหงสา

4.ตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากกระดาษสาที่ชาวบ้านหมู่บ้านโพนจันทดลองแปรรูป

5.ข้าวเป็นพืชเพาะปลูกหลักในเมืองหงสา

6.ดร.เพิ่มศักดิ์และเจ้าหน้าที่กสิกรรมป่าไม้เมืองหงสาหารือกับชาวบ้าน

7.ดร.เพิ่มศักดิ์ สุภาพรเหมินทร์





ลุงจันทา ทองดี ก็เป็นเกษตรกรอีกรายหนึ่งในเมืองหงสา แขวง ไซยะบูลี ที่แม้จะทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่ก็ปลูกปอสาอยู่บนเนินเขา พื้นที่กว่า 2 เฮกตาร์ หรือประมาณ 12 ไร่ มาลอกขายเป็นรายได้เสริม ซึ่งที่ผ่านมา ลุงจันทาบ่นว่า ราคาปอสาที่ได้รับยังค่อนข้างต่ำ ขณะที่กรรมวิธีการลอกเปลือกปอสาค่อนข้างลำบากและใช้เวลานาน



รักศักดิ์ ล้อสีเมฆ ตัวแทนจากบริษัทสยามพรหมประทาน ผู้ประกอบการด้านกระดาษสารายใหญ่ ใน จ.เชียงใหม่ ร่วมสะท้อนถึงปัญหาการซื้อขายปอสา ระหว่างไทย-ลาว ว่าชาวบ้านและนายทุนต่างก็รอดูราคาอยู่ เพราะขณะนี้ยังไม่มีราคากลางของปอสา ด้วยเหตุที่ผลผลิตยังมีน้อย เกษตรกรเลยมักเก็บผลผลิตไว้ขายให้กับพ่อค้าที่ให้ราคาสูงสุด ทั้งนี้ต้องรอดูปริมาณผลผลิตทั้งหมดของเกษตรกรก่อนจึงจะทราบว่าราคากลางจะตกอยู่ที่เท่าไร



ราคาปอสาที่ยังไม่มีมาตรฐาน รวมถึงการสั่งซื้อที่ไม่สม่ำเสมอ จึงน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรในเมืองหงสาไม่นิยมปลูกและเก็บปอสาส่งขาย ทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการจำนวนมากจากฝั่งไทย และทำให้เกิดปัญหาการตัดหน้าซื้อปอสากันระหว่างผู้ประกอบการ



โครงการห่วงโซ่อุปทานกระดาษสาเล็งเห็นว่าทาง ออกหนึ่งที่อาจช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ คือ การจัดตั้งโรงงานแปรรูปปอสาในแขวงไซยะบูลี โดยการร่วมทุนระหว่างไทย-ลาว เพื่อให้เกษตรกรชาวลาวมีโอกาสจำหน่ายปอสาโดยที่ไม่ถูกกดราคา และเป็นอาชีพอีกทางเลือกหนึ่งให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ขณะที่ผู้ประกอบการจะได้รับผลผลิตที่แน่นอนและมีคุณภาพมากขึ้น



ชาญวิทย์ เทพอุโมงค์ นักวิชาการอุตสาหกรรมชำนาญการ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 (IPC1) เชียงใหม่ มองว่า การตั้งโรงงานแปรรูปปอสาขึ้นในพื้นที่ จะทำให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญของปอสาและหันมาปลูกปอสาเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็จะช่วยให้ราคาปอสามีเสถียรภาพ



นอกจากการสนับสนุนให้มีการตั้งโรงงานแปรรูปแล้วนั้น โครงการห่วงโซ่อุปทานกระดาษสา ยังร่วมกับบริษัทสยามพรหมประทาน สนับสนุนความรู้ให้กับเกษตรกรลาวเกี่ยวกับการเก็บรักษา การคัดแยกเกรดปอสา และการแปรรูปกระดาษสาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเลือกหมู่บ้านโพนจัน เมืองหงสา แขวงไซยะบูลี เป็นหมู่บ้านนำร่อง



เนื่องจากชาวบ้านที่นี่จำนวนหนึ่งเคยเข้าไปทำงานในโรงงานผลิตกระดาษสาที่จ.น่าน จึงน่าจะช่วยให้พัฒนาทักษะต่างๆ โดยเฉพาะการแปรรูปกระดาษสาเป็นผลิต ภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ได้ง่าย นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ชาวบ้านต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับขายเป็นของที่ระลึก โดยจะมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 เข้ามาช่วยเหลือด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านให้มีเอกลักษณ์มากขึ้น



การสนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกปอสาและพัฒนาทักษะในการประดิษฐ์เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อส่งขาย ถือเป็นการเพิ่มอีกทางเลือกหนึ่งของอาชีพและรายได้ให้กับชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม หากปลูกปอสาจำนวนมากเพื่อส่งโรงงานแปรรูปที่จะตั้งขึ้นในอนาคต แม้จะทำให้ผู้ประกอบการได้รับผลผลิตที่เพียงพอ ขณะที่ชาวบ้านได้ราคาที่เป็นธรรม แต่ความต้องการปอสาที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้มีการถางป่าเพื่อปลูกพืชชนิดนี้อย่างจริงจัง จนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้



นอกจากนี้ การตั้งโรงงานแปรรูปปอสาที่ถึงแม้จะเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก แต่หากไม่มีการจัด การที่ดี ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาต่อพื้นที่โดยรอบได้ในภายหลัง เหล่านี้คือสิ่งที่เกษตรกร ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่ดูแลต้องให้ความสำคัญและวางแผนในการจัดการให้รัดกุม เนื่องจากบางครั้งเราจำเป็นต้องมอบความเป็นธรรมให้กับธรรมชาติด้วยเช่นกัน


หน้า 21




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.