มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 3098 คน
วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 23 ฉบับที่ 8201 ข่าวสดรายวัน


หอมแผ่นดิน วิถีเกษตรกรผู้กล้า





จากสถิติพบว่าพ่อแม่ 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องการให้ลูกหลานเป็นชาวนา แต่ "ซะห์"วินิตา มูณีมูสี เด็กสาวมุสลิมที่บ้านทรายขาว จ.ปัตตานี กลับเลือกวิถีที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ



กลางเดือนเมษายน ที่ประเทศไทยกำลังร้อนระอุ "ซะห์" ที่เพิ่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ยังคงออกไปเกี่ยวหญ้ามาเลี้ยงวัวขุนของเธอทั้ง 3 ตัวในคอก



สาเหตุที่เธอเลือกจะเป็นเกษตรกรมากกว่าออกทำงานในออฟฟิศ ก็เพราะรักในอาชีพเกษตรกร เธอบอกเพียงแค่ว่า อาชีพเกษตรกรทำให้มีความสุขอยู่กับสวน การเลี้ยงสัตว์ และได้ดูแลพ่อแม่ใกล้ชิด



แต่จะมีนักศึกษาจบใหม่สักกี่คนที่หลงกลิ่นดิน กลิ่นหญ้าอย่างเธอ และจะมีพ่อแม่สักกี่คนที่ส่งเสียลูกหลานให้เรียนหนังสือ แล้วอยากให้ลูกออกมาทำงานเป็นชาวนา



ข้อมูลจากสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยพบว่า ในปีพ.ศ.2532 ประเทศไทยมีจำนวนเกษตรกรอยู่ 67 เปอร์เซ็นต์ และในปีพ.ศ.2552 ลดลงเหลืออยู่เพียง 40 เปอร์เซ็นต์



ในขณะที่ข้อมูลของกรมแรงงานฟ้องว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า (2553-2557) ภาคเกษตรกรรม คือภาคส่วนที่ต้องการตลาดแรงงานมากที่สุด อายุเฉลี่ยของเกษตรกรคือ 45 ปี แต่คนรุ่นใหม่สนใจสัมผัสกลิ่นดินน้อยลงทุกวัน หรือต้องรอให้ถึงอายุ 45 แล้วถึงลงมือจับจอบ จับเสียม



นี่เป็นเพียงปัญหาหนึ่งที่สะท้อนหลายๆ ปัญหาที่แทรกซึมอยู่ในภาคส่วนเกษตรกรรมของไทย



ไทยเคยประกาศตัวเองว่าจะเป็นครัวของโลก นั่นคือเป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรกรรมที่จะผลิตอาหารเลี้ยงคนทั้งโลก แต่เราก็ไม่เคยมีมาตรการใดๆ เด่นชัดที่จะไปสู่เป้าหมายนั้น แม้แต่เพียงเป้าหมายสั้นๆ ที่อีกเพียงไม่กี่ปี เราก็จะก้าวเข้าสู่ตลาดการค้าเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือที่เรียกกันว่า "เออีซี"



ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะหันมา ทบทวนกันขนานใหญ่ว่า ประเทศไทยพร้อมเข้าสู่ตลาดการแข่งขันกันขนาดไหน โดยเฉพาะภาคของการเกษตรกรรม ซึ่งเป็นภาคที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต และกำหนดถึงอนาคตของคนไทยมากที่สุด





ปัจจุบัน นอกจากจะประสบปัญหาว่า มีผู้สนใจประกอบอาชีพเกษตรกรรมน้อยลงทุกวัน เรายังเผชิญกับปัญหาสินค้าที่มาจากการใช้ปุ๋ยและสารเคมีเพื่อปราบศัตรูพืช จนทำให้คุณภาพของสินค้าลดลง ต้นทุนทางการเกษตรเพิ่มสูงขึ้น ตัวเกษตรกรเองเต็มไปด้วยหนี้สิน



ปีพ.ศ.2554 เกษตรกรไทยมีหนี้สินครัวเรือนเฉลี่ย 130,047 บาทต่อครอบครัว เพิ่มขึ้นจากปีพ.ศ.2553 จำนวน 6.6 เปอร์เซ็นต์ และเป็นหนี้นอกระบบอยู่ถึง 39.1 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าสูงสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่ในด้านสุขภาพ เกษตรกรไทย 80 เปอร์เซ็นต์ ก็เผชิญกับปัญหาสารเคมีตกค้างในเลือด



ที่ผ่านมา รัฐบาลทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร แต่มาตรการช่วยเหลือชาวนาด้วยโครงการจำนำข้าว ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าได้ไม่คุ้มเสีย



"ผมว่าต่อให้รัฐให้ราคาจำนำข้าวเกวียนละ 15,000 บาท ไปอีก 10 ปี 20 ปี เราก็ยังช่วยตัวเองไม่ได้ เพราะต้นทุนการผลิตเรายังสูงอยู่ เราควรช่วยตัวเองด้วยการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าของสินค้า ทำเป็นอาหารปลอดภัยและทำนาเป็นแบบอินทรีย์ ถ้าปี 2558 เรายังไม่เตรียมการ และไม่ทำอะไรเลย เราจะล่มสลายทั้งภาคการเกษตรอย่างรุนแรง และถ้าภาคการเกษตรล้มเมื่อไหร่ เศรษฐกิจของประเทศเราจะแย่อย่างแน่นอน"



นี่เป็นความเห็นของ พุฒิพงษ์ นันโท อดีตกำนัน ต.โรงช้าง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา จากรายการโทรทัศน์ชื่อ "หอมแผ่นดิน" ที่ออกอากาศเวลา 21.30 น. ทางช่องโมเดิร์นไนน์ ทุกวันอาทิตย์ ที่บอกว่า ถ้าเกษตรกรไทยไม่ปรับเปลี่ยนวิธีทำเกษตรแบบใหม่ ก็ไม่มีวันหลุดพ้นออกจากวงเวียนของปัญหานั้นได้



การเดินทางเพื่อพบปะพูดคุยกับเกษตรกรเพื่อผลิตรายการ "หอมแผ่นดิน" ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา ทีมงานได้ความจริงข้อหนึ่งที่เห็นว่า เกษตรกรที่กล้าบอกว่าตัวเองมีความสุขอยู่ได้ถึงวันนี้ ก็เพราะเป็นการทำการเกษตรแบบพอเพียงตามพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีการปรับปรุงเทคนิคการทำเกษตรแบบใหม่ เช่น เปลี่ยนจากนาดำเป็นการทำนาแบบโยนกล้าเพื่อลดเมล็ดพันธุ์ หรือการเลี้ยงเป็ดโดยปล่อยให้ลงไปกินวัชพืชในนาข้าวแทนการใช้ปุ๋ยเคมี

1.ซะห์-วินิตา มูณีมูสี

2.ฟาร์มโคขุนของซะห์

3.ลุงสมนึก ชูศรี

ให้เป็ดกินวัชพืชในนาข้าว

4.ครอบครัวกำนันพุฒิพงษ์ นันโท แห่งอยุธยา

5.ลุงวีระพันธ์ เกษตรกรแม่ฮ่องสอน









และร้อยทั้งร้อยของเกษตรกรที่พูดอย่างนี้ได้ มีการปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานของตนเองเป็นแบบอินทรีย์ นั่นคือใช้ปุ๋ยจากพืชและสัตว์ที่มีอยู่ และใช้ยาปราบศัตรูพืชที่ปราศจากสารเคมี



"คนอื่นเขาทำนาบอกว่าได้ข้าวไร่ละ 100-120 ถัง แต่ใช้สารเคมี ส่วนของผมนี่ได้แค่ไร่ละ 60 ถัง ก็ถือว่าได้เยอะกว่าเขา เพราะผมไม่มีต้นทุนเป็นยาเคมี" ลุงสมนึก ชูศรี ชาวนาทระนง ที่ จ.ลพบุรี เล่าให้ทีมงานฟังหลังจากปฏิเสธทำนาด้วยการใช้สารเคมีมาโดยตลอด ด้วยการให้เป็ดลงไปกินวัชพืชในนาข้าว



ลุงสมนึกไม่ใช้สารเคมีในนาข้าว เพราะเห็นว่าตั้งแต่อดีตมา บรรพบุรุษของเราก็ไม่ได้ใช้ยา ใช้ปุ๋ยเคมีที่ไหน ใช้แต่ขี้วัว ขี้ควาย แต่ชาวนาทุกวันนี้ต้องการผลผลิตมากๆ อยากได้ข้าวไร่ละ 100-200 ถัง จึงโหมใช้สารเคมี แล้วนาข้าวที่ใช้ยาเคมีก็มีปลาตายกันเห็นๆ บางครั้งงูเลื้อยจากฝั่งโน้นมาตายอีกฝั่งเพราะสารเคมี ลุงสมนึกจึงตั้งคำถามว่า ขนาดสัตว์ในนาข้าวยังตาย แล้วชีวิตคนจะเป็นอย่างไร



"ประเทศไทยนี่ข้าวปลอดสารกำลังแพ้ แต่ไม่ประคอง แล้วไปขาดทุนอะไรรู้ไหม ขาดทุนชีวิตของคน ที่ต้องมาเจ็บไข้" ลุงสมนึกย้ำ



แม่พระธรณีกำลังถูกทำร้ายอย่างหนักด้วยสารเคมี กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่หลายคนจึงปรับเปลี่ยนการทำอาชีพของตนเสียใหม่ เปลี่ยนวิธีคิดจากการเอาแต่กอบโกยผลผลิตจากแผ่นดิน มาเป็นการเติมแต่งบำรุงดินด้วยสารอินทรีย์ แต่ละที่แต่ละแห่งก็มีสูตรธาตุอาหารแตกต่างกันไป



เช่น ลุงวีระพันธ์ ที่ จ.แม่ฮ่องสอน เอาปุ๋ยคอกมาผสมกับแกลบดำและน้ำหมักชีวภาพ เพื่อใช้กับสวนผลไม้



กำนันพุฒิพงษ์ใช้ขี้ค้างคาวผสมแกลบสำหรับนาข้าว



น้องซะห์ ใช้มูลและเยี่ยววัวจากคอกวัวขุนที่ตนเองเลี้ยง แกลบดำ กากน้ำตาลมาเป็นปุ๋ยในสวนผลไม้



ขณะที่ วารี วงศ์ขวัญ ที่ จ.จันทบุรี ใช้เปลือกผลไม้ในสวนมาหมักทำน้ำหมักชีวภาพ และใช้บำรุงดินในสวนผลไม้ของตนเอง



ส่วน สุรชัย บุญคง เกษตรกรสวนมะม่วง จ.ฉะเชิงเทรา ก็ใช้น้ำยาล้างจานผสมกับพริกแกงร่วมกับเปลือกผลไม้ที่มีรสฝาดกำจัดเพลี้ยแป้ง ด้วยการฉีดพ่นสวนมะม่วงน้ำดอกไม้ และยังใช้หญ้าแฝกปรับสภาพดิน สร้างชีวิตใหม่ให้กับสวนผลไม้



การใช้ปุ๋ยอินทรีย์อาจจะไม่เห็นผลฉับพลันเช่นเดียวกับปุ๋ยเคมี แต่สิ่งที่ดีขึ้นทันตาเห็น คือความเป็นอยู่และสุขภาพของคนทำ และไม่ว่าจะเป็นสูตรไหน ราคาของปุ๋ยอินทรีย์ก็ถูกกว่าปุ๋ยเคมีหลายเท่าตัว นอกจากนี้ยังช่วยปรับดินที่เสื่อมสภาพเพราะปุ๋ยเคมี กลับมาเป็นดินที่นุ่ม หอม มีชีวิตชีวา



อนาคตใหม่ของเกษตรกรในวันนี้ จึงต้องอาศัยความกล้าหาญบวกกับความเชื่อมั่นว่า ผืนแผ่นดินที่ตัวเองทำกินอยู่นี้ ยังคงมีคุณค่าและให้ผลผลิตเพียงพอกับความต้องการของตนเองได้ ตราบใดที่เรายังคงอยู่กับความพอเพียง และเคารพในผืนแผ่นดินที่ทำกิน



เรื่องราวชีวิตเกษตรกรผู้กล้าที่ซาบซึ้งในคุณค่าของแผ่นดินทั้งหลาย ดำเนินอยู่ในรายการ "หอมแผ่นดิน" ที่มีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นผู้สนับสนุนรายการ ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 21.30 น. ทางช่อง 9 อสมท โมเดิร์นไนน์ ทีวี


หน้า 21




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.