มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 8497 คน
วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7998 ข่าวสดรายวัน


เยือนนาข้าวญี่ปุ่น ทึ่งเกษตรกรรุ่นใหม่


ปัทมา ทองสิน รายงาน



โครงการจำนำข้าวของรัฐบาล ยังเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายจับตาว่าสุดท้ายแล้วชาวนาได้ประโยชน์จริงหรือไม่



ด้วยแนวนโยบายที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไทยเป็นเรื่องที่เราไม่ควรมองข้าม



เพราะประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็น "อู่ข้าวอู่น้ำของโลก" ด้วยภูมิประเทศเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร



และข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย โดยมีพื้นที่ปลูกคิดเป็นร้อยละ 50 ของพื้นที่ถือครองทางการเกษตรของประเทศ



แต่อดีตจนถึงปัจจุบัน "ชาวนาไทย" ยังต้องต่อสู้กับความยากลำบาก ถูกเอารัดเอาเปรียบ เหมือนสมัยหนึ่งที่ชาวนาญี่ปุ่นเคยประสบ แต่กับญี่ปุ่นสถานการณ์ค่อยๆ เปลี่ยนไปนับจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเกิดการรวมตัวของชาวนาและรัฐบาลเข้าอุ้มผลผลิตอย่างเต็มรูปแบบ



เมื่อวันที่ 4-8 ต.ค. การร่วมทริปไปญี่ปุ่นของบริษัทสยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องจักรกลทางการเกษตรรายใหญ่ในไทย จึงเป็นโอกาสสัมผัสกับชีวิตของชาวนาญี่ปุ่นในปัจจุบัน



ที่จังหวัดโทชิงิ ในภูมิภาคคันโต บนเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น มีเกษตรกรตัวอย่างที่ชื่อ มาซายูกิ วาตานาเบะ ปัจจุบันอายุ 44 ปี ประกอบอาชีพเกษตรกรมากว่า 26 ปี นับตั้งแต่จบการศึกษาในระดับมัธยม ร่วมทำการเกษตรมากับพ่อและแม่ โดยประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนที่จะสืบทอดและยึดอาชีพของบรรพบุรุษในการเลี้ยงชีพและครอบครัว



ตลอด 26 ปีที่ผ่านมาได้ฝ่าฟันอุปสรรคมาตลอด จนถึงปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกพืชเกษตรกว่า 718 ไร่ พืชที่เพาะปลูก ได้แก่ ข้าว ถั่วเหลือง และข้าวบาร์เลย์ ทำรายได้ต่อปีได้ถึง 100 ล้านเยน หรือกว่า 40 ล้านบาท เรียกว่าชาวนาเศรษฐีเลยทีเดียว



รายได้ระดับร้อยล้านเยนของวาตานาเบะ เกิดจากการปลูกข้าวเป็นหลัก และเป็นการเพาะปลูกเพียงลำพัง ไม่ต้องจ้างแรงงานแม้แต่คนเดียว แต่สิ่งที่ วาตานาเบะ นำมาเป็นผู้ช่วยในการเพาะปลูก คือ เครื่องจักรกลการเกษตร ปัจจุบันมีรถแทรกเตอร์ 5 คัน รถเกี่ยวนวดข้าว 2 คัน และรถดำนาแบบนั่งขับ 1 คัน



ทั้งหมดเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของตนเองล้วนๆ แม้ว่าในระยะแรกต้องใช้เงินกู้เพื่อซื้อเครื่องจักร แต่ก็ใช้ระยะเวลาไม่นาน เมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้นทำให้สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ทำให้ซื้อเครื่องจักรได้โดยไม่ต้องใช้เงินกู้อีกต่อไป

1.มาซายูกิ วาตานาเบะ

2.บริเวณบ้านของเศรษฐีชาวนา

3.ดูแลรักษาอย่างดี

4.รถเกี่ยวข้าวสุดทันสมัย





วาตานาเบะกล่าวว่า การนำเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาช่วยทำเกษตรกรรมได้ดีมาก และแน่นอนการใช้เครื่องจักรทำให้ต้นทุนเพิ่ม แต่พยายามขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นด้วย และบริหารพื้นที่เพาะปลูกตามฤดูกาล สภาพอากาศ



อย่างฤดูกาลปลูกข้าวของญี่ปุ่นจะเริ่มในฤดูใบไม้ผลิ หรือช่วงปลายเดือนมี.ค.ไปจนถึงปลายพ.ค. และเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หรือช่วงเดือนก.ย.จนถึงเดือนพ.ย. หลังจากนั้นจะปลูกถั่วเหลือง สลับกับข้าวบาร์เลย์สำหรับผลิตเบียร์ หรือข้าวสาลี ทำให้เพาะปลูกและมีผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ที่สำคัญสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้นด้วย



นอกจากนี้ วาตานาเบะยังได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มสหกรณ์ฮิโมสุเกะ ในจังหวัดโทชิงิ ซึ่งเป็นสมาชิกอยู่



สหกรณ์ดังกล่าวถือเป็นการรวมกลุ่มของเกษตรกรที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด มีสมาชิกรวม 21,000 คน มีพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด 20,000 เฮกเตอร์ (122,000 ไร่) มียอดขายรวมกันต่อปีอยู่ที่ 10,500 ล้านเยน หรือราว 4,000 ล้านบาท มีทั้งคนที่ทำอาชีพเกษตรกรรมอย่างเดียว และคนที่ทำเกษตรกรรมรวมทั้งอาชีพอื่นด้วย โดยวาตานาเบะถือเป็นเกษตรกรระดับท็อปของกลุ่มสหกรณ์นี้



บทบาทสำคัญของสหกรณ์คือ ช่วยเหลือเกษตรกรที่มีปัญหาหรืออุปสรรคในการเพาะปลูก รวมทั้งช่วยกันเพิ่มผลผลิตของสมาชิก และยังมีหน้าที่ช่วยเหลือในเรื่องจัดสรรเงินทุนที่รับจากรัฐบาลให้กับเกษตรกรที่ต้องการเงินกู้ซื้อเครื่องจักร หรือเครื่องมือด้านการเกษตร ตลอดจนยังรับซ่อมเครื่องจักรด้วย เนื่องจากเกษตรกรทุกคนใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยเหลือในการเพาะปลูก



แม้เกษตรกรญี่ปุ่นจะสร้างรายได้ต่อปีมากมายแค่ไหน แต่สิ่งที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังประสบอยู่ขณะนี้คือ สัดส่วนของชุมชนที่ทำงานในสายงานเกษตรกรรมมีจำนวนลดลง และอายุของเกษตรกรชาวญี่ปุ่นเฉลี่ยอยู่ที่ 65 ปี



เนื่องจากครัวเรือนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักและเพื่อการค้ามีจำนวนลดลง โดยชุมชนและครัวเรือนที่มีอาชีพทำนาข้าวมีอัตราขาดแคลนมากที่สุด ขณะที่เกษตรกรส่วนใหญ่ในสัดส่วน 90% ประกอบอาชีพอื่นด้วย ซึ่งจุดนี้แตกต่างจากประเทศไทยมาก ที่อาชีพเกษตรกรมีแนวโน้มสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน จากการให้ข้อมูลของ เคนจิ นิิอิโนะ ไที่ปรึกษาด้านเทคนิคของคูโบต้า ประเทศญี่ปุ่น ในฐานะที่เคยเป็นที่ปรึกษากระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ในสมัย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ เมื่อปีพ.ศ.2548-2550



สําหรับข้อมูลด้านเกษตรกรล่าสุดของญี่ปุ่น จากการสำรวจจำนวนประชากรที่ทำเกษตรกรรมและป่าไม้ โดยกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง (MAFF) พบว่า มีอายุเพิ่มขึ้นและมีจำนวนลดลง



ประชากรญี่ปุ่นที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักมีจำนวนทั้งหมด 2.61 ล้านคนในปี 2553 ลดลง 33% จาก 10 ปีก่อน และลดลง 22% จาก 5 ปีก่อน



อายุโดยเฉลี่ยของเกษตรกรเพิ่มขึ้นจาก 61.1 ปี เป็น 63.2 ปี และ 65.8 ปี



ดังนั้นทางรัฐบาลญี่ปุ่นจึงพยายามกระตุ้นและพัฒนาความสามารถของคนรุ่นใหม่ในธุรกิจการเกษตร โดยใช้โรดแม็ปที่คิดค้นโดยฝรั่งเศส เป็นเกณฑ์วัดการพัฒนาความสามารถในการผลิตและความสามารถในการแข่งขันทางการเกษตรมาใช้



ฝรั่งเศสคิดค้นระบบการให้เงินชดเชยตลอดชีพแก่เกษตรกรที่เลิกประกอบอาชีพและยกทรัพย์สินในการทำงานเกษตรกรรมให้แก่ลูกหลาน รวมถึงระบบการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรและการให้กู้เงิน โดยคิดดอกเบี้ยต่ำแก่เกษตรกรหนุ่มสาว



เป็นวิธีช่วยเหลือด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 40 ปี ในด้านการฝึกอบรม จัดเตรียมวางแผนการพัฒนาการว่าจ้างในธุรกิจการเกษตรและการเข้าสู่ธุรกิจนี้ภายใน 1 ปี หลังจากได้รับเงินช่วยเหลือ



ในปี 2552 เงินช่วยเหลือทางด้านการเกษตรอยู่ที่ 10,700 ล้านเยน หรือราว 4,150 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 1.8 ล้านเยน หรือ 7 แสนบาทต่อเกษตรกร 1 ราย เป็นจำนวนทั้งหมด 6,000 ราย



ระบบเหล่านี้ทำให้สัดส่วนผู้ที่ประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นอาชีพหลักที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปีในฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นประมาณ 30%



ด้วยความสำเร็จของชาวนาญี่ปุ่น ทางสยามคูโบต้าจึงนำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้กับชาวนาไทย ตามวิสัยทัศน์ของบริษัทแม่ของ คูโบต้า ในประเทศญี่ปุ่น ที่ต้องการมุ่งยกระดับคุณภาพพัฒนาการเกษตร และเกษตรกร



กับโครงการส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองหลังการเก็บเกี่ยวข้าวในภาคอีสาน โดย "ถั่วเหลือง" เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ ไทยต้องนำเข้าทั้งในรูปเมล็ด และกากถั่วเหลืองเป็นมูลค่ารวมกว่า 55,000 ล้านบาท ต่อปี เพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย อาทิ น้ำมันถั่วเหลือง ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส และน้ำนมถั่วเหลือง เป็นต้น ส่วนกากถั่วเหลืองนำมาใช้ผลิตเป็นอาหารสัตว์



ในขณะที่ผืนนาของภาคอีสานของประเทศไทยมากกว่า 30 ล้านไร่ ถูกปล่อยทิ้งว่างเปล่าหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าว สยามคูโบต้าจึงริเริ่ม "โครงการส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองหลังการเก็บเกี่ยวข้าว" เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้พื้นที่นาว่างเปล่าหลังการเก็บเกี่ยวข้าวให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งส่วนใหญ่ทำนาเพียงครั้งเดียว



โครงการดังกล่าวยังช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างน้อย 3,500 บาทต่อไร่ และช่วยบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นพืชที่ต้องการน้ำไม่มาก เมื่อเทียบกับการทำนาปรัง



สยามคูโบต้าเริ่มต้นโครงการส่งเสริมการปลูกถั่วเหลือง ตั้งแต่ปีการปลูก 2553/2554 เป็นต้นมา โดยการส่งเสริมในรูปของกลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพ ซึ่งในปีการปลูก 2555/2556 มีการส่งเสริมในจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ขอนแก่น และอุดรธานี



พื้นที่ในการส่งเสริมประมาณ 7,500 ไร่ มีแนวทางการดำเนินโครงการ ตั้งแต่คัดเลือกพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม โดยพื้นที่ต้องมีน้ำเพียงพอในปริมาณ 500 ลบ.ม.ต่อไร่



พร้อมกันนี้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ต้องรวมกลุ่มกันอย่างน้อย 500 ไร่ และมีผู้นำกลุ่มที่บริหารจัดการภายในกลุ่มอย่างเป็นระบบ



ขณะเดียวกันการส่งเสริมจากสยามคูโบต้า จะอบรมให้ความรู้ แนะนำการปลูก การดูแลรักษา การจัดหาเมล็ดพันธุ์ ตลอดจนจัดหาตลาดรับซื้อผลผลิต นับว่าเป็นการดูแลเกษตรกรที่ร่วมโครงการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ



ด้วยความมุ่งมั่นว่า จะช่วยยกระดับชาวนาไทยให้มีคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้น



เพราะวันหนึ่งเราอาจได้เห็นชาวนาระดับเศรษฐีของไทย ผงาดเทียบชั้นชาวนาญี่ปุ่น


หน้า 21




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.