มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 2398 คน
วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 8022 ข่าวสดรายวัน


โลกใบใหม่"เด็กแอลดี" สอนภาษาด้วยภาพ





สื่อการสอน

ปัญหา "เด็กบกพร่องการเรียนรู้" หรือ Learning Disabilities (LD) ไม่ว่าจะ เป็นภาวะสมาธิสั้น เรียนช้า และออทิสติก มีประมาณ 12-13 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนเด็กทั้งหมดและมีแนวโน้มมากขึ้น ตามสัดส่วน ของประชากรที่เพิ่มขึ้น



ปัจจุบันเด็กที่มีความบกพร่องการเรียนรู้อาจจะพบปนอยู่กับเด็กทั่วไปในห้องเรียน แต่จะพบว่ามีความบกพร่องในด้านต่างๆ เช่น อารมณ์ การอ่าน การเขียน และการเข้าสังคมกับเด็กคนอื่นแสดงออกมา



สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) จึงจัดเสวนา "สถาน การณ์เด็ก LD ในสังคมไทย:รู้ทัน กันได้ ให้ทางเด็กทุกคน" เพื่อให้ผู้ปกครองและสถานศึกษาร่วมกันทำความเข้าใจ "เด็กบกพร่องการเรียนรู้" ให้มากขึ้น



พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ผอ.สถาบันราชานุกูล กล่าวว่า ปัจจุบันจำนวนเด็กบกพร่องการเรียนรู้จากภาวะทางสมองและการค้นพบ เด็กมีมากขึ้น เด็กกลุ่มนี้มีความสามารถในการเรียนรู้ แต่มีวิธีการเรียนที่แตกต่างไปจากเด็กคนอื่นๆ หากไม่ได้รับการดูแลหรือไม่ถูกยอมรับก็จะเกิดพฤติกรรมก้าวร้าว แปลกแยกจากกลุ่มเพื่อน หรืออาจเสียโอกาสทางการศึกษา ดังนั้น ครู ผู้ปกครอง ต้องสร้างการเรียนรู้ที่เหมาะกับความสามารถของเขา



การดูแลกลุ่มเด็กบกพร่องการเรียนรู้ มี 3 ขั้นตอนคือ



1.การคัดกรองเด็กสำหรับครูและผู้ปกครอง หากพบเด็กได้เร็วก็มีโอกาสพัฒนาเด็กได้มากขึ้น



2.การส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ทั้งนักจิตวิทยา แพทย์ หรือครูการศึกษาพิเศษคัดกรอง



3.การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสำหรับเด็กแต่ละกลุ่ม โดยมีแบบฝึกหัดเป็นแนวทางสำหรับผู้ปกครองและครู ที่ต้องร่วมมือกัน



โรคนี้ผู้ที่รักษาได้ดีคือ พ่อ แม่ และครู ซึ่งสสค.ออกแบบคู่มือเบื้องต้นให้ พร้อมทั้งอบรมให้ครูในระดับปฏิบัติการ เพื่อสร้างความเข้าใจในการใช้เครื่องมือ โดยทั้ง 3 ขั้นตอน จะต้องเชื่อมโยงกัน



เพื่อแนะแนวการสอนเด็กบกพร่องการเรียนรู้แต่ละกลุ่ม สสค.และสถาบันราชานุกูล จึงทำ "คู่มือ" เด็กแต่ละกลุ่มขึ้น ให้พ่อแม่และผู้ปกครองดูแลเด็กอย่างถูกต้องและเหมาะสม



คู่มือดังกล่าวมี 8 เล่ม แบ่งแยกเป็น "คู่มือสำหรับครู" เน้นการสอนที่เหมาะสมกับเด็ก และ "คู่มือสำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง" เน้นการดูแลและอยู่ร่วมกับเด็กแต่ละกลุ่ม



คู่มือนี้รวบรวมจากตำราและข้อมูลที่ได้จาก การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ปกครอง ครู และครูการศึกษาพิเศษ ที่มีประสบการณ์กับเด็ก ที่มีปัญหาการเรียนรู้ ลักษณะอาการที่พบได้บ่อยในแต่ละช่วงวัย ปัญหาอื่นๆ รวมถึงแนวทางการดูแลช่วยเหลือและเทคนิคการสอนเด็ก



ดร.ผดุง อารยะวิญญู นายกสมาคมแอลดีแห่งประเทศไทย บอกว่า กลุ่มเด็กพิการทางสมองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มที่เป็นออทิสติก ในทุก 500 คน จะเกิดขึ้น 1 คน ส่วนแอลดีแท้ มี 5 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนเด็กทั้งหมด ขณะที่แอลดีแฝงหรือกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องการอ่าน มี 10 เปอร์ เซ็นต์ ของประชากรเด็กทั้งหมด



โดยพบข้อมูลการเพิ่มขึ้นในกลุ่มออทิสติก มาจากหลายสาเหตุ เช่น ระบบย่อยอาหารถูกดูดซึมที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งรวมของเสีย แบคทีเรียจึงถูกดูดซึมขึ้นสมอง การแพ้นมวัว ขณะที่เด็กแอลดี ส่วนหนึ่งเกิดจากสารตะกั่ว ปรอท กรรมพันธุ์ และสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม สำหรับสมาธิสั้น เกิดจากกลไกการควบคุมทางสมองบกพร่อง

1.ทดสอบนับเลข

2.สอนภาษาด้วยภาพ

3.ฝึกการสัมผัส

4.ผดุง อารยะวิญญู





"วิธีการสังเกตอาการของเด็กว่าอยู่ในกลุ่มแอลดีหรือไม่ จะรู้เมื่อเข้าเรียนแล้ว ในเด็กอนุบาลจะไม่เข้าใจคำสั่ง มีปัญหาเรื่องการแปลสัญลักษณ์ ครูและผู้ปกครองต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมขึ้นใหม่ ถ้าดูแลอย่างดีตั้งแต่ต้น เด็กจะดีขึ้น แต่จะไม่หายขาด ในกลุ่มออทิสติก จะไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง นิ่ง เงียบ หากไปหาหมอก่อน 4 ขวบ จะช่วยพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ส่วนเด็กสมาธิสั้น จะมีพฤติกรรมไม่นิ่ง"



สำหรับวิธีการรักษา ดร.ผดุงบอกว่า รักษาด้วยการทานยาปรับสมดุล ปัญหาในปัจจุบันคือ เด็กส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงการคัดกรอง เพราะขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขคัดกรองเด็กได้ 140,000 คน แต่มีเด็กที่มีสัญญาณอีกถึง 900,000 คน รวมถึงขาดแคลนโรงเรียนที่มีครูสอนเด็กพิเศษรองรับด้วย



ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาสสค. ให้ข้อมูลว่า สสค. ร่วมกับสถาบันราชานุกูล พัฒนาตัวแบบเชิงระบบการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กกลุ่มพิเศษที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ และการจัดทำเครื่องมืออย่างง่ายสำหรับครูและผู้ปกครองเพื่อ คัดกรองเด็กในเบื้องต้น และจะส่งต่อไปยังสถานพยาบาล และกลับเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนที่เหมาะสมสำหรับเด็กในแต่ละกลุ่ม โดยพัฒนาครูให้มีความรู้ในการประเมินเด็กที่มีความต้องการพิเศษ รวมถึงการจัดการสอนที่เหมาะสม และสร้างความเข้าใจของผู้ปกครอง โดยเริ่ม 4 ภาค ประกอบด้วย ภาคกลาง จ.สุพรรณบุรี และกทม. ภาคเหนือ จ.นครสวรรค์ ภาคใต้ จ.สุราษฎร์ธานี และภาคอีสาน จ.มหาสารคาม ทั้งหมดเพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้เด็ก 2 ล้านคน



พ่อแม่ถือเป็นคนสำคัญที่จะดูแลรักษาโรคนี้ให้กับเด็กที่ป่วย



นางปิยนุช โชติกเสถียร ผู้ปกครองเด็กพิเศษ มูลนิธิครอบครัว บอกว่า พบว่าน้องไตเติ้ลลูกชาย มีพัฒนาการที่ถดถอยตอนอายุ 2 ขวบ คือมีพฤติกรรมแปลกๆ แยกตัวออกไป ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ไม่สนใจแม่ ทำอะไรซ้ำๆ กินอะไรซ้ำๆ พอเปลี่ยนอาหารให้ก็ไม่กิน จึงพาไปพบหมอด้านร่างกาย หมอตรวจทุกสิ่งทุกอย่างใช้เวลาอยู่นานก็ไม่พบ พอลูกอายุ 10 ขวบ ก็เริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าวขึ้น ไม่พอใจอะไรจะร้องกรี๊ดและทำลายสิ่งของ ตนจึงพาไปพบหมอด้านจิตเวช หมอตรวจพบว่าลูกเราเป็นออทิสติก



"ตอนนั้นตกใจและก็ดีใจพร้อมกัน ดีใจที่หาสาเหตุว่าลูกเราเป็นอะไร จะได้รักษาได้ถูก หมอแนะนำให้ลูกเข้าโรงเรียนเฉพาะทาง เพราะก่อนหน้านี้ลูกเรียนที่โรงเรียนอนุบาล เมื่อลูกเข้าเรียนที่โรงเรียนพญาไท ในชั้น ป.1 ครูก็เอาใจใส่ลูกเราอย่างมากในการปรับพฤติกรรม ซึ่งพ่อแม่ต้องร่วมมือด้วยในการทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ตนหวังว่าอยากให้ลูกจบม.3 แล้วเรียนสายอาชีพตามถนัด จะได้อยู่ในสังคมได้ หากพ่อแม่คนไหนมีลูกป่วยเป็นออทิสติกไม่ควรอาย แม้ว่าจะรักษาไม่หาย แต่ถ้ารู้เร็วก็มีโอกาสปรับตัว และทำให้เด็กเป็นเหมือนคนปกติได้มากขึ้น" ผู้ปกครองเด็กพิเศษกล่าว



หากพ่อแม่และครูเอาใจใส่ดูแลเด็กกลุ่มนี้ เชื่อว่าจะอยู่ร่วมกับเด็กในสังคมได้อย่างดี


หน้า 21




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.