มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 672 คน
วันที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7068 ข่าวสดรายวัน


อิทธิปาฏิหาริย์กับพระพุทธศาสนา


พุทธศาสนา ทรรศนะและวิจารณ์
ศาตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก / ราชบัณฑิต


(ต่อจากฉบับที่แล้ว)



พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑ พูดถึงฤทธิ์ ๒ ระดับ คือ

๑.ฤทธิ์ที่มิใช่อริยะ หมายถึง การสำแดงฤทธิ์แปลกๆ พิสดารต่างๆ ตามที่เข้าใจกันทั่วไป เช่น เหาะเหินเดินอากาศ คนเดียวแปลงเป็นหลายคนได้ ล่องหนหายตัวได้ เป็นต้น ความสามารถดังกล่าวปุถุชนสามารถทำได้ และผู้มีฤทธิ์ระดับนี้ไม่เกี่ยวกับการลดหรือดับกิเลสได้ เช่น เหาะได้แล้วไม่ได้หมายความว่าจะหมดกิเลสได้ ตรงกันข้าม สำหรับผู้ไม่ระมัดระวัง อาจเป็นทางเพิ่มกิเลสให้หนาขึ้นกว่าเดิมก็ได้ ทำให้เหิมเกริม ลืมตัว ใช้ฤทธิ์เดชที่มีทำความเดือดร้อนและพินาศฉิบหายแก่คนอื่นก็ได้

นึกดูหยั่งผม ขณะนี้ไม่มีฤทธิ์อะไร ก็สงบเสงี่ยมเจียมตัวดี อยู่ในศีลในธรรมได้พอสมควร ลองมีฤทธิ์สามารถบิดไส้คนได้เมื่อไหร่ รับรองว่านักการเมืองที่โกหกตอแหลประชาชนเก่งๆ คงโดนผมบิดไส้ขาดกระจุยเป็นแม่นมั่น

ฤทธิ์ที่มิใช่อริยะมันอันตรายอย่างนี้แหละครับ

๒.ฤทธิ์ที่เป็นอริยะ หมายถึง ฤทธิ์ที่ไม่มีกิเลส ไม่ทำให้เกิดทุกข์ คนที่ได้ฤทธิ์นี้เป็นคนที่ไม่มีกิเลส ไม่มีทุกข์ และไม่เป็นทุกข์โทษแก่ใครๆ ทั้งสิ้น พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ความสามารถของคนที่เป็นอริยะนั่นแหละ จัดเป็นฤทธิ์ระดับนี้ และความสามารถชนิดนั้นคนทั่วไปอาจมองไม่เห็นว่ามันสำคัญ แต่ถ้าพิจารณาด้วยสติปัญญาอันลึกซึ้งแล้วจะเห็นว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่กว่าเรื่องอื่นใดทั้งสิ้น

เช่น สามารถระงับความโกรธ ความอิจฉาริษยาได้โดยสิ้นเชิง ใครด่าก็เฉย ใครทำร้ายแม้กระทั่งถึงชีวิตก็เฉย ไม่ผูกโกรธ อาฆาตมาดร้าย มิหนำซ้ำยังแผ่เมตตาความรักความสงสารให้เสียอีก อย่างพระพุทธองค์ถูกพระเทวทัตจองล้างจองผลาญต่างๆ นานา พระองค์ก็ไม่ถือสา กลับตรัสว่าพระองค์ทรงมีความรักความสงสารพระเทวทัตพอๆ กับพระราหุลพุทธโอรสเสียด้วยซ้ำ

การดำเนินชีวิตแบบมนุษย์ทั่วไปนี่แหละ มนุษย์เดินดินกินข้าวแกงไม่ใช่มนุษย์ประหลาดเหาะเหินเหมือนนก เป็นต้น แต่สามารถบังคับจิตใจของตนมิให้ตกอยู่ในอิทธิพลของกิเลส ไม่ตกอยู่ในอำนาจความรัก ความชัง ความหลง อย่างนี้แหละนับเป็นผู้มีฤทธิ์อริยะ

ในจำนวนฤทธิ์ ๒ ประเภทที่กล่าวมานี้ ประเภทแรกพระพุทธเจ้ามิได้ทรงเห็นความสำคัญ แม้ว่าพระองค์จะทรงทำได้ (และทำได้ดีกว่าคนอื่น) ก็มิได้ทรงใช้บ่อยนัก ในกรณีที่ทรงแสดงฤทธิ์ (ในบางครั้ง) ก็ทรงใช้ฤทธิ์เป็นฐาน หรือแนวทางชักจูงคนให้เข้าถึงพระธรรม ได้ละทิ้งฤทธิ์มาสู่สิ่งอื่นที่ดีงามกว่าเท่านั้น มิใช่แสดงฤทธิ์เพื่อโอ้อวดคนอื่น

การแสดงฤทธิ์อวดคนอื่น หรือแสดงเพื่อวัตถุประสงค์อื่นใด นอกเหนือจากเป็นเครื่องมือชักจูงคนเข้าถึงพระธรรม พระพุทธองค์ทรงห้ามมิให้สาวกแสดง ถ้าขืนแสดงทรงปรับอาบัติ (คือเป็นความผิดทางวินัย) ดังเรื่องพระปิณโฑละ หรือที่จีนเรียกว่า "ปินโท่ล่อ" เป็นตัวอย่าง

เศรษฐีเมืองราชคฤห์คนหนึ่งได้บาตรไม้จันทน์อย่างดีมาใบหนึ่ง เกิดความคิดขึ้นมาว่าในเมืองนี้มีสมณะชีพราหมณ์หลายคนอ้างตัวว่าเป็นพระอริยะบรรลุธรรมขั้นนั้นขั้นนี้ ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ เราอยากพิสูจน์ว่าปัจจุบันนี้มีพระอรหันต์จริงหรือเปล่า

คิดได้ดังนั้น ก็สั่งให้ลูกน้องเอาบาตรไปแขวนบนยอดเสาที่เอาไม้ไผ่ผูกต่อๆ กันให้สูงเลยหลังคาบ้าน แล้วประกาศว่า บาตรไม้จันทน์ใบนี้ข้าพเจ้ามอบถวายพระอรหันต์ ใครเป็นอรหันต์มีอิทธิฤทธิ์จงเหาะมาเอาเถิด

คำประกาศนี้ดังกระฉ่อนไปทั่วพระนครราชคฤห์ นัก "อรหันต์นิยม" ทั้งหลายต่างก็แห่แหนกันมาอออยู่หน้าบ้านเศรษฐีคอยชมบารมีของอรหันต์ที่จะเหาะมาเอาบาตร

เดียร์ถีย์ (แปลว่าเจ้าลัทธิ) หลายท่านที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เช่น ท่านปูรณะกัสสป มักขลิโคสาล อชิตเกสกัมพล เป็นต้น อยากได้บาตรไม้จันทน์เต็มแก่ จึงพากันมาหาเศรษฐี กล่าวว่า

"อุบาสก บาตรใบนี้ควรแก่อาตมา ถวายอาตมาเถอะ"

"โยมประกาศถวายแก่พระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์ ถ้าท่านอยากได้ก็เหาะไปเอาเถิด หรือว่าท่านไม่เป็นพระอรหันต์ ถ้าอย่างนั้นก็อดได้ละซิ" เศรษฐีสัพยอก

"ใครบอกว่าไม่ใช่ อาตมานี่แหละพระอรหันต์เต็มขั้นล่ะ มีอิทธิฤทธิ์ ถ้าโยมไม่เชื่อถามลูกศิษย์อาตมาดูได้"

"ไม่จำเป็นหรอก พระคุณเจ้า ถ้าท่านเหาะไปเอาบาตรได้โยมก็เชื่อแล้ว นิมนต์เลยครับ"

"แต่การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ควรใช้ในกรณียิ่งใหญ่กว่านี้นะ โยม แค่บาตรใบเดียว จะให้แสดงนี่มันไม่คุ้มนะ ไปปลดมาให้อาตมาเสียเถอะ อาตมาเป็นพระอรหันต์แน่ๆ (ปลุกเสกพระเครื่องมาแยะแล้ว ว่างั้นเถอะ)"

"โยมไม่สนใจว่าแค่ไหนควรแสดง ไม่ควรแสดง ใครเหาะไปเอาบาตรได้ ก็จะนับถือว่าเป็นอรหันต์จริง หาไม่โยมจะถือว่าในโลกนี้ไม่มีพระอรหันต์จริง มีแต่พวกอวดอุตริมนุสสธรรม"

ขณะนั้นท่านมหาโมคคัลลานะ กับท่านปิณโฑละ ภารัทวาชะ เดินเข้าไปบิณฑบาตในเมืองได้ประสบเหตุเข้า ท่านปิณโฑละบอกให้ท่านมหาโมคคัลลานะเหาะไปเอาบาตร เพื่อให้เศรษฐีหายสงสัย แต่ท่านมหาโมคคัลลานะเกี่ยงว่าท่านปิณโฑละดีกว่า

ท่านปิณโฑละจึงเหาะไปเอาบาตรจากเสาไม้ แล้วเหาะเวียนรอบเมืองราชคฤห์ 3 รอบ เศรษฐีและบรรดาพวก "อรหันต์นิยม" ทั้งหลายต่างโห่ร้องแสดงความยินดีปรีดาที่ได้พบพระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์แท้จริง ติดตามท่านทั้งสองกลับไปพระอาราม

พระพุทธเจ้าทรงสดับเสียงอึกทึกของประชาชน จึงตรัสถามพระอานนท์ว่าเกิดอะไรขึ้น พระอานนท์กราบทูลให้ทรงทราบ

พระพุทธองค์จึงตรัสเรียกพระปิณโฑละเข้าไปเฝ้า ตรัสถามว่า จริงหรือไม่ที่เขาว่าเธอเหาะไปเอาบาตรเศรษฐี เมื่อพระปิณโฑละกราบทูลตามความสัตย์ จึงตรัสตำหนิด้วยคำแรงๆ ว่า

"ภารัทวาชะ ที่เธอกระทำไปนั้นไม่เหมาะ ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ไฉนเธอจึงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์อันเป็นธรรมอันยิ่งยวดแก่คฤหัสถ์ เพราะเหตุเพียงจะเอาบาตรไม้ การกระทำของเธอไม่ต่างอะไรกับมาตุคาม (ผู้หญิง) แสดงของลับเพราะอยากได้เงิน...ต่อไปนี้ภิกษุรูปใดแสดงอิทธิปาฏิหาริย์อันเป็นธรรมอันยิ่งยวดแก่คฤหัสถ์ ต้องอาบัติทุกกฎ"

เสร็จแล้วทรงรับสั่งให้ทำลายบาตรไม้จันทน์เสีย

ทรงถือว่า ของที่แสดงฤทธิ์ได้มา ไม่ต่างกับผู้หญิงพรรค์อย่างว่าเปิดอย่างว่าแลกเงิน

เจ็บแสบดีแท้


หน้า 31




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.