มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | ศูนย์อบรมอาชีพและธุรกิจมติชน |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 1075 คน
วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7262 ข่าวสดรายวัน


ระบำ-รำ-ลิเก ดินแดนสุวรรณภูมิ





การแสดงทางวัฒนธรรมกลับมาอีกครั้ง หนนี้เป็น "ระบำ รำ ลิเก ในดินแดนสุวรรณภูมิ" ตอน "สำเนียงภาษาในนาฏกรรม" โดยคณะกรณ์กัญจนรัตน์ นำโดย อาจารย์ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ไทย ระดับพระเอกของกรมศิลปากร อาจารย์กัญจนปกรณ์ แสดงหาญ นักวิชาการสำนักการสังคีต กรมศิลปากร และ อาจารย์วัชรพงศ์ ปานเสนชุติพันธุ์

โดยจัดแสดงที่หอประชุมศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่ต้องการรวบรวมความรู้ด้านมานุษยวิทยา ประกอบด้วย วิถีชีวิต วัฒนธรรมของผู้คนในสังคม

ในครั้งนี้ทางคณะผู้จัดร่วมกันทำบท จัดหาชุดแสดงที่ผสมผสาน วัฒนธรรมไทย ลาว เขมร พม่า ไว้ในรูปแบบละครพันทาง โขน ลิเก การบรรเลงดนตรีและขับร้องเพลงในสำเนียงของแต่ละประเทศ

ก่อนเข้าสู่การแสดง นายศิวัช นนทะวงษ์ เจ้าหน้าที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ในฐานะผู้ประ สานงานการแสดง เกริ่นให้ฟังว่า เป็นครั้งแรกที่เหล่าบรรดาปรมาจารย์ด้านนาฏศิลป์ ได้มาร่วมแสดง และนำเสนอชุดการแต่งกายโบราณ ที่ผสมผสานทางวัฒนธรรมในดินแดนสุวรรณภูมิ เมื่อประมาณเกือบ 3,000 ปีมาแล้ว ทั้งไทย ลาว เขมร พม่า เข้าไว้ด้วยกัน

เพื่อสร้างความเข้าใจ และต้องการให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของผู้คนในดินแดนสุวรรณภูมิ ที่เคยเป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย ที่ล้วนมีความสัมพันธ์ลักษณะเครือญาติ ทั้งทางสังคมและวัฒน ธรรม ซึ่งต่างก็เป็นบรรพชนของคนไทยทุกวันนี้



ด้าน อาจารย์กัญจนปกรณ์ ร่วมเสริมว่า การแสดงชุดนี้จะเริ่มด้วยการบรรเลงและขับร้องเพลงลาว-ไทยปณิธาน ที่อาจารย์มนตรี ตราโมท ศิลปินแห่งชาติ ประพันธ์บทและทำนองไว้ โดยมีเนื้อร้องว่า "ผองพวกเราลาว-ไทยใช่ใครอื่น ร่วมเผ่าพื้นพงศ์มาก่อนเก่า ต้องแยกย้ายไปตามภูมิลำเนา ทำให้เราเหินห่างทางเขตแดน" แสดงให้เห็นว่าลาวและไทยมีสัมพันธ์กันมาช้านาน

ต่อด้วยละครพันทาง เรื่อง "พญาผานอง" ตอน "รักสามเส้า" มีฉากเป็น "สวนดอกไม้ในวรนคร" ระหว่างพญางำเมือง ขุนไสยศ และนางอั้วสิม เป็นเรื่องในตำนานพงศาวดารของเมืองน่าน ที่แสดงถึงเชื้อชาติภาษา โดยพัฒนามาจากละครนอก ส่วนเพลงที่ใช้มีสำเนียงไทย-ลาว ได้แก่ ลาวรำพึง ลาวชมดง รวมทั้งขับเสภาลาว

ส่วนดนตรีนาฏศิลป์แบบไทย-เขมรนั้น ผู้ชมได้สัมผัสการบรรเลง และขับร้องเพลงตับพระประทุม เป็นเพลงที่อยู่ในการบรรเลงสิบสองภาษา ซึ่งมี 2 เพลง คือ เขมรเหลือง กับ เขมรเร็ว เนื้อร้องมาจากเรื่อง "ขอมดำดิน" ที่ว่า "บ้างก็ร้องพระประทุมสุริยวงศ์ จะจับองค์พระร่วงให้จงได้ ใช้ทหารให้ตามดำดินไป พบพระร่วงที่ในเขตอาราม"



จากนั้นต่อด้วยการแสดงโขน รามายณะ (ฉบับเขมร) ตอน "พรของนิทราเทพี" ที่อาจารย์เสรี หวังในธรรม ศิลปินแห่งชาติ ประพันธ์ไว้ และจัดแสดงที่โรงละครแห่งชาติมาแล้ว

ส่วนการแต่งกายจะคล้ายเขมร โดยเนื้อเรื่องตอนนี้ คือเมื่อครั้งพระรามรับปากพ่อออกเดินป่าสิบสี่ปี พระลักษมณ์ได้เสด็จไปด้วย ในฐานะที่พระลักษมณ์มีหน้าที่ดูแลอารักขา และจะนอนหลับไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ทำให้องค์นิทราเทพีสงสาร จึงเข้าสิงให้พระลักษมณ์นอน แต่พระลักษมณ์กลับรู้สึกพระองค์ และล่วงรู้เหตุการณ์ จึงอัญเชิญองค์นิทราเทพี ปรากฏตัว และให้พรพระลักษมณ์อิ่มทิพย์ มีฤทธิ์อำนาจ ปราศจากโรคภัย

ส่วนสำเนียงสุดท้าย คือ พม่า เป็นการบรรเลงและขับร้อง เพลงพม่า-ไทย อธิษฐาน ที่ อาจารย์มนตรี ตราโมท ได้แต่งบท ร้องไว้ ส่วนเนื้อร้องภาษาพม่า มี อาจารย์วิชิต มณไทวงศ์ เป็นผู้ถอดภาษาพม่า โดยคำร้องที่ประพันธ์ไว้เป็นความรักของคนไทยกับพม่า ที่ว่า "เราพี่น้องผองประชาพม่าไทย ขอน้อมใจอัญชลิตอธิษฐาน จะรักกันมั่นคงดำรงนาน จวบจนกาลฟ้าดินสูญสิ้นไป" และต่อด้วยภาษาพม่า

ถัดมาเป็นการแสดงลิเกลูกบท เรื่องผู้ชนะสิบทิศ ตอน กลับตองอู เป็นวรรณกรรมของยาขอบ เป็นลิเกที่พัฒนามาจากลิเกทรงเครื่อง ผสมผสานระหว่างเนื้อเรื่อง สำเนียงภาษาและเพลงดนตรี รวมถึงการแต่งกายจะแตกต่างจากลิเกทั่วไป ในปัจจุบันที่เน้นให้เห็นภาพของตัวละครแต่ละตัวไว้เด่นชัด

โดยอาจารย์ปกรณ์ รับบทแสดงเป็น มังฉงาย หรือจะเด็ด อาจารย์กัญจนปกรณ์เป็นมังตรา หรือพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ และอาจารย์วัชรพงศ์ รับบทเป็นกษัตริย์มอญ เนื้อเรื่องกล่าวถึงจะเด็ดปลอมตัวไปสืบราชการลับที่เมืองแปร ใช้ชื่อใหม่ว่า "มังฉงาย"

ด้าน อาจารย์วัชรพงศ์ เล่าเสริมเรื่องการแต่งกายการแสดงลิเกลูกบทเรื่องผู้ชนะสิบทิศ ว่าต้องการให้ผู้ชมได้เห็นถึงการแต่งกายของตัวละครแต่ละตัว ที่แตกต่างกันตามฐานันดรศักดิ์ อย่างเช่น ศีรษะของกษัตริย์มอญ จะใส่หัวมอญ เป็นหัวน้ำเต้า

ส่วนตะเบ็งชะเวตี้ใส่หัวกษัตริย์พม่า เป็น "เฉวียง" ไม่โพกผ้า ถ้าโพกผ้าจะเป็นตัวอุปราช ขณะที่จะเด็ดเป็นนายทัพจะโพกผ้าด้านข้างจะไม่เห็นมวยผม ถ้าเป็นนายทัพของมอญจะโพกผ้าไปข้างหลังและเห็นมวยผม เป็นต้น

ในส่วนเสื้อผ้าของนักแสดงจะแยกชัดเจนว่าเป็นพม่า เป็นมอญ เพื่อต้องการอนุรักษ์และเป็นต้นแบบให้เยาวชนไทยรุ่นหลังได้รับรู้ว่าต้นแบบจริงๆ เป็นอย่างไร ดังจะเห็นว่าการแต่งกายลิเกปัจจุบัน จะแต่งสวยงามอย่างเดียว แต่ไม่เข้าใจฐานะของตัวละคร ที่จะต้องแยกให้ผู้ที่ชมได้เห็นภาพด้วย


หน้า 5




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.