มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 824 คน
วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 8017 ข่าวสดรายวัน


ชาวนา


คอลัมน์ วัฒน์ วรรลยางกรู



"เหงื่อรินหยด หลั่งลงรดแผ่นดินไทย

จนผิวพรรณเกรียมไหม้ แดดเผามิได้อุทธรณ์

เพิงพักกายมีควายเคียงนอน

สาบควายกลิ่นโคลนเคล้าโชยอ่อน

ยามนอนหลับแล้วใฝ่ฝัน"



ฮัมเพลงฮิตแห่ง พ.ศ. 2496 เพลงกลิ่นโคลนสาบควาย หลังจากอ่านบทความเกี่ยวกับนโยบายรับจำนำข้าว ในหนังสือ พิมพ์มติชนรายวัน เช้าวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เขียนโดย อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์



เพิงพักกายมีควายเคียงนอน...เนื้อเพลงแบบนี้ มิใช่กลอนพาไป หากเป็นความจริงของชาวนายุคคลาสสิค คนกับควายนอนในโรงนาหรือ "โรงทึม" เดียวกัน



หมายความว่า โรงทึมนี้เป็นทั้งบ้านคนและบ้านควาย เหตุที่ต้องอยู่ด้วยกันมิใช่พิศวาสเสน่หาอะไร แต่เป็นเพราะกลัวโจรมาลักควาย โรงทึมไม่ใช่กระท่อม แต่เป็นโรงเรือนกว้างและสูง พื้นเป็นดินอัดแน่น มุงหลังคาและข้างฝาด้วยใบตาลแห้ง หากมีใครมารุกล้ำ ใบตาลแห้งจะมีเสียงแกรกกรากให้ "ตาสี" ผู้เป็นเจ้าของควายได้ตื่นขึ้นมาดูความเรียบร้อย



เมื่อปี 2529 ผมเขียนสารคดีเกี่ยวกับ "โคกตาสี" ตีพิมพ์ในหนังสือศิลปวัฒนธรรม โดยเดินทางไปยังทุ่งเชียงรากใหญ่ ด้านหลังของบ้านท้องคุ้ง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ ครูไพบูลย์ บุตรขัน ผู้ประพันธ์เพลง กลิ่นโคลนสาบควาย ที่ขึ้นต้น "อย่าดูหมิ่นชาวนาเหมือนดั่ง ตาสี"



ทำไมต้องเป็น "โคก" เพราะท้องทุ่งที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นที่ลุ่มต่ำ



เมื่อน้ำหลากท่วมทุ่งและชุมชนหมู่บ้านริมน้ำ ก็ต้องมี "โคก" เป็นดินสูงสำหรับพักสัตว์เลี้ยง



ตาสีแห่งทุ่งเชียงรากใหญ่ แกอยู่กับควายบนโคกของแก อยู่ได้ตลอดปี ทุกฤดู นั่นคือตำนานโคกตาสีมีอยู่จริง ปัจจุบันย่านนั้นคือ ระหว่างหลังหมู่บ้านท้องคุ้ง และหลังวัดบัวหลวง ต.เชียงรากใหญ่ อ.สามโคก จ.ปทุม ธานี มีถนนไฮเวย์ตัดผ่าน เลียบแม่น้ำเจ้าพระยา จากปทุมฯ ถึงบางปะอิน



ขับรถผ่านไปทางนั้นคราใด ผมนึกถึงคำบอกเล่าของรุ่นตายายว่า ทุ่งที่ลุ่มแถวนั้น สมัยก่อนเคยมี "สมัน" วิ่งหลบซ่อนไปตามสุมทุมป่าทุ่งที่ลุ่ม



สมันสูญพันธุ์ไปแล้ว เป็นสัตว์จำพวกเก้งกวาง มีเรือนเขาสวยงาม ขายได้ราคา คนจึงล่าสมันไปขายจนสูญพันธุ์ เขาสมันยังมีประดับข้างฝาบ้านเรือนเศรษฐีรุ่นโบราณ



อาชีพชาวนาอย่าง ตาสี ก็เกือบจะสูญพันธุ์เช่นกัน ไม่ต้องอื่นไกลหรอก ตัวผมเองก็ไม่อยากเป็นชาวนาอย่างตา



สมัยเป็นเด็กเล็กก็ได้ตามไปนอนนากับตา สนุกสิครับ ตามประสาเด็ก ทำกระโจมฟางนอนนาหน้าหนาว อุ่นและสนุกแปลกใหม่กว่านอนที่บ้าน



นอนนา ตื่นเช้ามาก็ไปยามหลุมโจน หลุมดินซึ่งลึกแค่ช่วงแขน ตาขุดทำไว้ริมลำรางน้ำ ปรากฏว่ามีปลาทุ่งลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่ในหลุมโจนมากเหลือกิน ส่วนมากก็ปลาหมอไทย กับปลาดุก และปลาช่อนป๊อก (ปลาช่อนพันธุ์เล็ก)



ปลาหมอไทย ทางอีสานเรียก ปลาเข็ง ย่างไฟทั้งเกล็ด พอสุกแล้วตัวจะงอขึ้น ก็จับพลิกอีกด้านจนกว่าจะงออีกครั้ง ก็นับว่าสุกพอดี ปลาจะอุดมไขมัน ย่างไฟไขมันหยดเสียงดัง ฉ่า - ฉ่า และส่งกลิ่นหอม กินกับสะเดา น้ำปลาหวาน นั่นของโปรดของตาผมเลย



อ่านบทความของ อ.นิธิ บอกว่า โครงการรับจำนำข้าว หากรัฐบาลทำต่อเนื่องได้สักสามปี สถานะของชาวนาจะเข้มแข็งขึ้น



อ่านบทความแล้ว ผมคิดต่อว่า คราวนี้ละ ลูกหลานชาวนาก็จะไม่คิดละทิ้งอาชีพของตายายพ่อแม่ตัวเอง ดังเช่นคนรุ่นผม



วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2555 แรม 12 ค่ำ เดือน 11 ปีมะโรง


หน้า 6




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.