มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
จำนวนคนอ่านล่าสุด 1554 คน
วันที่ 03 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 22 ฉบับที่ 8071 ข่าวสดรายวัน


"4เซียน"จับยามสามตา เศรษฐกิจไทยปีงูเล็ก


คอลัมน์ รายงานพิเศษ



สมคิด จาตุศรีพิทักษ์/ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล/ทนง พิทยะ/ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

เศรษฐกิจไทยปี 2556 มีปัญหาท้าทายทั้งจากปัจจัยภายในและนอกประเทศมากมาย "ข่าวสด" จึงสัมภาษณ์ 4 อดีตรมว.คลังว่ามี มุมมองอย่างไร



สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

ขณะนี้ไทยมีโอกาสเหนือกว่าหลายๆ ประเทศ ในเรื่องเศรษฐกิจและความก้าวหน้าของประเทศชาติ ช่วงจากนี้อีก 3-4 ปีข้างหน้านับจากนี้ไปโอกาสของประเทศไทยกำลังถูกเปิดให้กับเมืองไทย ให้กับคนไทย และเอกชนไทย แต่เรื่องโอกาสของประเทศไทยมันเหมือนเป็นนาทีทอง

หากผ่านมาแล้วไทยหรือรัฐบาลไม่ตั้งรับโอกาส หรือนาทีทองของประเทศไทยจะเกิดขึ้นในช่วง 3-4 ปีข้างหน้านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องตั้งรับต้องไขว่คว้า ต้องสร้างความมั่นใจในการลงทุนในประเทศไทยให้ได้ สิ่งไหนที่ควรทำเพื่อให้เกิดประโยชน์ ก็ต้องเร่งเพื่อให้ใช้โอกาสหรือนาทีทองตรงนี้ให้เต็มที แต่สิ่งไหนที่ไม่ควรทำ ก็ยังไม่ต้องทำ เพราะมันจะเป็นปัญหาสืบเนื่องและยาวนานอีกมากมาย อาทิ เรื่องรถคันแรก

การที่ไทยจะเติบโตและก้าวผ่านปัญหาไปได้มีมากกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ โดยไทยต้องใช้โอกาสที่จะเข้ามาพร้อมกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) เพราะ เออีซี จังหวะและเวลากำลังเข้าข้างประเทศ ไทย ไทยต้องใช้ประโยชน์สูงสุด ที่จะมาพร้อมเออีซี โดยไม่ต้องมองเรื่องการเติบโตของผลิต ภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) การเร่งและสร้างฐานในการพัฒนาประเทศในช่วงจังหวะที่เหมาะสม จะทำให้ไทยเป็นดาวเด่น เพราะขณะนี้ทั้งจีน อเมริกา ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ กำลังใช้ประโยชน์จากการเปิดเออีซี ดังนั้นไทยต้องเตรียมตัวไทยให้ดี ต้องสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน

อย่างไรก็ตามเวลานาทีทองมันผ่านมาแล้วมันก็ผ่านไป โอกาสทองอาจไม่หมุนมาอีกเลย เมื่อจังหวะและโอกาสของไทยมีเหนือกว่าประเทศ อื่นๆ ขณะนี้ต้องบอกว่าเหนือกว่าประเทศอื่นนิดหน่อย รัฐบาลต้องเตรียมตัวเองให้พร้อม เร่งสร้างความเชื่อมั่น เรื่องของตัวเลขจีดีพี หรือดัชนีเศรษฐกิจ ไม่ได้บอกอะไรกับเรา ว่าประเทศเราเข้มแข็ง รัฐบาลต้องทำในสิ่งที่สมควรจะทำ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศชาติ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเอกชน เพราะขณะนี้เอกชนไทยต่างคนต่างทำ ทำคนละทิศคนละทาง ขาดแกนนำ ขาดความชัดเจนในเชิงลึก รัฐบาลต้องทำ ต้องรวมเอาปีพลังของประชาชนมาใช้

"ขณะนี้ญี่ปุ่นมีปัญหาอย่างหนักกับจีน ญี่ปุ่นต้องมาที่ไทยแน่นอน หากรัฐบาลขาดความยั้งคิด ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ นักลงทุนจะมองผ่านประเทศไทย แค่รัฐบาลจำและตระหนักไว้ว่า เวลาจะลดน้ำในต้นพืชให้เติบโต ต้องลดน้ำที่ราก ไม่ต้องลดน้ำที่ใบเพราะมันไม่เกิดอะไร ทำในสิ่งที่ควรในเวลาที่เหมาะสม ประเทศไทยเราก็เติบโตได้แล้ว" นายสมคิดกล่าว



ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

เศรษฐกิจไทยปี 2556 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 4.5-5% ซึ่งถือว่าเอกชนไทยเก่งมาก แต่หากมองภาพรวมเศรษฐกิจของไทย ต้องมองจากภายนอกเข้ามาภายในคือ ตลาดยุโรปและตลาดอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของประเทศไทย ที่ผ่านมามีปัญหา แต่ล่าสุดน่าจะผ่านจุดที่เลวร้ายที่สุดของยุโรปและอเมริกาไปแล้ว ปัญหาในยุโรปเริ่มทุเลาลง สหรัฐเริ่มกระเตื้องขึ้น

ส่วนตลาดเอเชียและตลาดในประเทศ ไม่น่าเป็นห่วง รายได้เกษตรกรสูงขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อจากต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นเศรษฐกิจของไทยจะโตได้ด้วยกำลังซื้อที่มาจากรากหญ้า ที่มีรายได้จากพืชเกษตรที่ราคาสูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มและจับจ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สำหรับการลงทุนไม่น่าจะดีนัก เพราะต้องยอมรับว่าพื้นที่และทรัพยากรในประเทศไทยเริ่มมีจำกัด การลงทุนภาคเอกชนของอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ไม่เกิดขึ้น มีเพียงการขยายกำลังการผลิตเล็กๆ น้อยๆ และการลงทุนยังมีอุปสรรคจากค่าแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนของอุตสาหกรรมสูงขึ้น ดังนั้นจะเห็นว่าการลงทุนของภาคเอกชนหลายๆ ด้านเริ่มทยอยไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะเพื่อนบ้าน เพื่อไปใช้ทรัพยากรที่ยังอุดมสมบูรณ์อยู่ของเพื่อนบ้าน

"สินค้าเกษตรไทยจำนวนมาก สร้างเงินทองเข้าประเทศไม่น้อย ถือเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอันดับต้นๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นข้าว น้ำตาล ยางพารา อาหารทะเล และอีกมาก มาย ซึ่งไทยต้องเดินหน้าพัฒนาพันธุ์ และขยายตลาดออกไปโดยใช้ประเทศเพื่อนบ้านเป็นฐานการผลิต เพื่อให้ไทยมีปริมาณการ ส่งออกเพิ่มขึ้น เร่งพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร และเมื่อสินค้าเกษตรไทยเติบโตได้ รายได้ก็จะกลับเข้าสู่กระเป๋าของเกษตรกร การบริโภคภาคประชาชนก็จะเกิดขึ้น และกระจายไปในชนบท"

ส่วนการลงทุนภาครัฐยังคงต้องเดินหน้าต่อ ในเรื่องการขับเคลื่อนนโยบายใหญ่ๆ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเรื่องถนน รถไฟ โครงสร้างเกี่ยวกับชลประทาน โรงไฟฟ้า แต่รัฐบาลต้องคำนึงตลอดเวลาในการดำเนินนโยบายคือ อย่าให้มีหนี้สินเยอะเกินตัว เพราะจะทำให้ประเทศอ่อนแอ การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งสำคัญคือต้องรักษาวินัยทางการคลัง เพราะที่ผ่านมารัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขาดเรื่องวินัยทางการคลังมากที่สุด

"ปัจจัยการเมืองในประเทศ ไม่ใช่ปัจจัยชี้นำเศรษฐกิจเพราะการเมืองของไทยผ่านจุดเลวร้ายที่สุดมาแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน ดังนั้น เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ โดยไม่ยึดติดกับการเมือง ขอเพียงการเมืองอย่าสร้างอุปสรรคให้เอกชน เนื่องจากการโตของจีดีพีของประเทศกว่า 80% เติบโตจากการขับเคลื่อนของเอกชน เศรษฐกิจไทยเดินได้โดยไม่ต้องอาศัยรัฐบาล" ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว



ทนง พิทยะ

ปี 2556 เศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้ประมาณ 5% ภายใต้รัฐบาลต้องเร่ง ผลักดันใน 2 เรื่อง คือ 1. การส่งออก ที่รัฐบาลต้องเร่งหาตลาดใหม่ๆ เพื่อทดแทนตลาดเก่าที่มีปัญหา อย่าง สหรัฐ และยุโรป ซึ่งไทยจะหากินกับตลาดเก่าๆ ไม่ได้อีกแล้ว

และ 2. รัฐบาลต้องเร่งอัดฉีดงบประมาณ ลงไปในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า หรือโครงการน้ำ หรือโครง การที่ต้องก่อให้เกิดการบริโภคในภาครัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้หากรัฐบาลไม่เร่งดำเนินการ เป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจีดีพีของประเทศไทยจะเติบโตได้ 5% คงเป็นไปได้ยาก

ทั้งนี้การแจกเงินจากนโยบาย ประชานิยมของภาครัฐที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนี้ ถือเป็นสิ่งที่สร้างการบริโภค ทำให้เศรษฐกิจเกิดการใช้จ่ายเงิน แต่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตในระยะสั้นๆ ไม่เข้มแข็งและยั่งยืน เพราะรัฐบาลยังไม่มีนโยบายประชานิยมที่เป็นโครงการ ที่ทำให้รากหญ้าเข้มแข็ง หรือประชานิยมของรัฐบาล ก็ทำเพียงการแจกเงินเท่านั้น

ดังนั้น การจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้ รัฐบาลต้องปรับปรุงหรือคิดโครงการประชานิยมที่ให้เกิดประโยชน์ จ่ายเงินงบประมาณของภาครัฐไป ต้องสนับสนุนนโยบายรากหญ้าที่ทำให้รากหญ้าเข้มแข็ง

การเร่งดำเนินการทั้งนโยบายการส่งออก และการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หากจะทำต้องทำให้เร็ว เพราะถ้าช้า การเติบโตของจีดีพีของประเทศก็จะยืดเวลาออกไปอีก

ส่วนนโยบายรากหญ้า ต้องบอกตรงๆ ว่า รัฐบาลยังไม่ทำอะไรมีแต่แจกเงินไปวันๆ อยากให้รัฐบาลคิดทบทวนนโยบายรากหญ้าที่มุ่งหาเสียงไปวันๆ เป็นนโยบายที่ทำให้รากหญ้าไม่เป็นรากหญ้าที่ไม่มีการเติบโต

แต่รัฐบาลต้องคิดโครงการประชานิยมที่ให้รากหญ้าแข็งแรงเติบโตเป็น ต้นไม้ใหญ่ซะที



ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ปี 2556 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยน่าจะเติบโตได้ประมาณ 4% เนื่องจากความกดดันในวิกฤตเศรษฐกิจต่างประเทศเริ่มลดลง ทั้งยุโรป อเมริกา แต่ความเสี่ยงที่จะเป็นอุปสรรคในการเดินหน้าของเศรษฐกิจไทย คงเป็น 4 ปัจจัยภายในประเทศที่เกิดจากการทำงานของรัฐบาลคือ

1. หนี้สาธารณะ ที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล อาทิ เรื่องโครงการรับจำนำข้าว โครงการรถคันแรก เป็นต้น ทั้งหมดล้วนจะสร้างภาระให้กับหนี้สาธารณะของประเทศในระยะต่อจากนี้ไป จะสร้างความกังวลให้กับเอกชนและนักลงทุน เพราะนโยบายประชานิยมของรัฐบาลเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่หวังผลในระยะสั้นๆ แต่ปัญหาไม่จบเร็ว รัฐบาลต้องประเมินผลของโครงการทุกๆ ไตรมาส ประเมินราคาตลาดของโครงการและประกาศให้ประชาชนรู้ตลอดเวลา เพื่อช่วยขจัดความกังวลของ ประชาชน และทำให้การทำงานของรัฐบาลมีความโปร่งใสขึ้น

2.หนี้สินภาคครัวเรือน ที่อาจมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น รากหญ้าเป็นหนี้มากขึ้น เพราะนโยบายประชานิยมที่รัฐบาลดำเนินการมาเป็นนโยบายที่เน้นการบริโภค การจับจ่ายใช้สอยเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อต้องการกระตุ้นสิ่งที่ตามมาคือการก่อหนี้ทั้งระบบ ทั้งหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบของภาคครัวเรือน ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไม่ได้เป็นไปตามคาด เมื่อรัฐบาลปรับเงินเดือน เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ แต่ผลไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแรง ดังนั้นตลอดปี 2556 ความกังวลเรื่องหนี้เสียยังจะกดดันเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง

3.รัฐบาลต้องมุ่งพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเปลี่ยนมาตรการกระตุ้น โดยกระตุ้นหรือสนับสนุนให้ธุรกิจมีการใช้สมองเพื่อให้เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการบริโภคของประชาชนควรหยุดได้แล้ว เพราะไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน



และ 4.การเมืองคงยังเป็นปัจจัยที่กดดันการเติบโตของประเทศอยู่ตลอดทั้งปี แต่เรื่องการเมือง ถือเป็นการวัดฝีมือภาครัฐ ว่าจะสามารถบริหารจัดการการเมืองไม่ให้มากระทบเศรษฐกิจได้อย่างไร หากทำไม่ได้ การเมืองคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สร้างความกังวลให้เศรษฐกิจไทยต่อไป


หน้า 9




Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.