มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 2452 คน
วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7402 ข่าวสดรายวัน


"เก้า"เปรียบวงการ เป็นเหมือนบททดสอบ


สุวัฒน์ ฉัตรสง่า เรื่อง/ภาพ



ยิ่งโตยิ่งเนื้อหอม สำหรับ "เก้า"จิรายุ ละอองมณี ที่ตอนนี้มีงานแสดงภาพยนตร์ถึง 2 เรื่อง คือ "เลิฟจุลินทรีย์ รักมันใหญ่มาก" และ "ซักซี้ด ห่วยขั้นเทพ" อีกทั้งยังมีละคร "คู่แค้นแสนรัก" ทางช่อง 7 ที่กำลังถ่ายทำ

แต่ความเนื้อหอมก็มาพร้อมกับกระแสข่าวต่างๆ งานนี้ไม่รอช้า ขอเจียดเวลาหนุ่มฮอตสัมภาษณ์ถึงเรื่องราวที่มีเข้ามา

ผ่านงานแสดงมาพอสมควรแล้ว คิดว่า การแสดงของตัวเองดีขึ้นหรือเปล่า?

เก้า - "ผมพยายามพัฒนาการแสดงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ทำมาขนาดนี้จะบอกว่าไม่ชอบวงการก็ไม่ได้ คือก็รักในสิ่งที่มีอยู่ในวงการส่วนหนึ่ง การทำงานมีหลายอย่างที่ทำแล้วมีความสุข พอรู้สึกว่ามีความสุขก็อยากพัฒนาในส่วนนั้นให้ดีขึ้น"

คิดว่าคนส่วนใหญ่ชอบ "เก้า" ตรงไหนที่ทำให้เขาติดตามงานของเราจนมาถึงทุกวันนี้?

เก้า - "ไม่ทราบจริงๆ คิดว่ามีหลายๆ ส่วน บางคนอาจชอบที่หน้าตา ชอบที่การแสดง ชอบที่นิสัยส่วนตัว แต่สิ่งสำคัญที่ผมอยากให้ทุกคนอย่ามองข้าม นั่นคือผลงานของผม แล้วก็มองที่ความเป็นตัวผม ผมไม่ได้ปิดบังว่าจริงๆ แล้วผมเป็นคนนิสัยอย่างไร ผมไม่ใช่คนเฟกหรือสร้างภาพ สู้ให้เขารู้ตัวตนที่แท้จริงของเราตั้งแต่แรกเลยดีกว่า จุดนี้แหละที่ทำให้ผมยังอยู่ได้"

แล้วตัวตนที่แท้จริงของ "เก้า" เป็นอย่างไร?

เก้า - "เวลาที่ให้พูดถึงตัวเองจะพูดยากมาก ตัวผมเป็นคนที่มีหลายมุม บางวันพูดคุยสนุก บางวันมึนๆ เซ็งๆ เครียดๆ ก็ไม่ค่อยคุย แต่สุดท้ายมันก็ตั้งอยู่ในความเป็นผม ถึงผมจะมีอารมณ์อย่างไรแต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนคือผมเป็นคนที่ถึงเวลาทำงานแล้วผมทำ ไม่ว่าจะอารมณ์เป็นอย่างไร แต่พอถึงเวลางาน ผมไม่ทำให้งานเสียแน่ๆ"

มีมุมเหวี่ยงวีนบ้างหรือเปล่า?

เก้า - "ก็มีเหมือนกัน เพราะเรายังวัยรุ่น เรื่องบางเรื่องคุยกับเพื่อนได้ก็ปรับทุกข์ให้เพื่อนฟัง แต่เหวี่ยงวีนไม่เคยทำกับเพื่อน แต่กับแม่นี่จะบ่อย ไม่ใช่แม่รอง รับอารมณ์ แต่แม่เป็นคนเดียวที่เข้าใจผมที่สุด เกิดเรื่องอะไรคุยและปรึกษาแม่ได้"

คิดว่าตัวเองดังหรือยัง?

เก้า - "ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองดัง ซึ่งผมรู้สึกว่าดังหรือไม่ดังไม่สำคัญ สิ่งที่สำ คัญคือผลงานที่ออกมามาตรฐานตกลงไปหรือเปล่า หรือเรามีการพัฒนาแค่ไหน ผมจะประเมินตัวเองตลอด ผมไม่อยากอยู่กับที่ ผมอยากก้าวต่อไปเรื่อยๆ"

"ผมคิดว่าการที่เราอยู่ในวงการนี้ดังแค่ไหนก็ตาม ถ้าเราดังแบบไม่ใช่ตัวเรา ถ้าดังเพราะเป็นข่าวที่มันไม่ได้สื่อถึงความเป็นตัวเรา วันนึงก็ต้องหายไป แต่ผมว่าถ้าคนสนใจเราในแบบของเรา ผมว่ามันน่าภูมิใจกว่า"

มาวันนี้จาก "ด.ช." มาเป็น "นาย" ในวัย 15 ปีที่เพิ่งเข้ามา รู้สึกอย่างไรบ้าง?

เก้า - "ผมครบ 15 ปี เมื่อ 29 ต.ค.ปีที่แล้ว ทำบัตรประชาชนแล้ว แต่จริงๆ ชีวิตก็ยังเหมือนเดิม อยู่แบบเดิม ทำอะไรแบบเดิม ยังรู้สึกเป็นเด็กอยู่เลย บางครั้งผมก็ไม่ค่อยอยากโต เพราะยังรู้สึกว่าใช้ชีวิตตอนเด็กๆ ไม่คุ้ม เพราะฉะนั้นความรู้สึกจาก เด็กชาย เปลี่ยนมาเป็น นาย ยังเหมือนเดิม แค่มันเขียนต่างกันเท่านั้นเอง"



ทุกวันนี้ยังไปไหนกับคุณแม่ไหม?

เก้า - "คือเราโตขึ้น อาจไปไหนมาไหนเองบ้าง และที่มีคนมองว่าผมเป็นลูกแหง่ ไปไหนต้องมีคุณแม่ไปด้วย ตัวผมไม่อายนะ การที่ให้พ่อแม่ดูแลเป็นอะไรที่ปลอดภัย ซึ่งแม่ก็ไม่ได้ดูแลผมทั้งหมด แม่อยากให้ผมเรียนรู้ชีวิตเองด้วยส่วนนึง แต่ผมอายุแค่ 15 ปี แม่ยังควรจะดูแลเราอยู่ เพราะถือว่าเรายังเด็ก แต่ก็ไม่ได้เลี้ยงแบบไข่ในหิน ปล่อยเราในส่วนหนึ่ง จะไปเที่ยวไหนก็ได้ขอให้บอก แต่แม่จะซีเรียสเวลาไปค้างบ้านคนอื่น จะดึกแค่ไหนไม่ว่าแต่ขอให้กลับมานอนบ้านมันปลอดภัยกว่า"

มีข่าวออกมาค่อนข้างแรงว่าคุณแม่เก้าวุ่นวายกับการรับงาน?

เก้า - "แม่ผมก็พยายามดูแลในสิ่งที่ดีที่สุด หางานที่ดีที่สุดให้ ผมไม่ได้รู้สึกว่าแม่ทำอะไรที่ไม่ดี แม่ไม่ได้เป็นอย่างที่มีข่าวออกมา ข่าวว่าคุณแม่เรื่องมาก ซึ่งผมว่าก็ไม่นะ ด้วยความเป็นแม่มากกว่าที่ทำให้เขาโดนแบบนั้น"

ท้อหรือเปล่า ช่วงหลังๆ เจอข่าวเยอะ?

เก้า - "ไม่จำเป็นต้องท้อ แรกๆ ก็เซ็งๆ แต่เราก็ทำงานต่อไป ไม่มีผลสำหรับเราอยู่แล้ว ทุกวันนี้มีแฟนคลับที่เป็นกำลังใจให้เรา หรือเพื่อนๆ ญาติๆ คนที่รู้จักเราเป็นกำลังใจ มันทำให้เราทำงานต่อไปไม่มีท้อแท้ครับ"

ณ วันนี้ มองวงการบันเทิงอย่างไร หลังเข้ามาทำงาน 10 กว่าปีแล้ว?

เก้า - "วันแรกที่เข้ามา ผมมองวงการนี้แคบ เราถ่ายหนังไปแบบเด็กๆ ไม่รู้ว่าข้างนอกเป็นอย่างไร พอวันหนึ่งโตขึ้นก็รู้ว่าวงการบันเทิงมีอะไรอีกหลายอย่างซึ่งเราไมรู้ ทั้งเรื่องข่าวต่างๆ ที่ได้เรียนรู้มาเรื่อยๆ ซึ่งผมรู้สึกว่าวงการบันเทิงมีทั้งสิ่งดีและไม่ดี ซึ่งก็เป็นเสน่ห์ของมัน"

"วันนี้ผมมองวงการเป็นเหมือนแบบทดสอบความเป็นตัวเราว่าเราจะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้หรือไม่ ผมว่าวงการเป็นสถานที่ที่โหด เราใช้ชีวิตยากเหมือนกัน อย่างถ้าเราทำอะไรพลาดไปนิดเดียวก็มีการเข้าใจผิดมีการเป็นข่าวแล้ว ผมเลยรู้สึกว่าถ้าเราผ่านแบบทดสอบนี้ไปได้ เราไปใช้ชีวิตข้างนอกเราจะเข้มแข็ง"

"ซึ่งวิธีในการแก้ปัญหาในแบบทดสอบนี้คือการที่เราเป็นตัวของตัวเอง ตัวตนที่แท้จริงเราเป็นอย่างไรก็ต้องเป็นแบบนั้น"

ตอนนี้มองอนาคตในวงการบันเทิงไว้อย่าง ไรบ้าง?

เก้า - "ทำต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังมีความสุขอยู่ เจอประสบการณ์ต่างๆ ก็เก็บเกี่ยวไป วันหนึ่งผมอาจจะมีความฝันหรือโตขึ้นไปอยากทำโน่นทำนี่ค่อยว่ากันอีกที ตอนนี้ทำงานเก็บเงินไปก่อน ถึงเวลาจะได้มีเงินเก็บแล้วไปทำอะไรที่อยากทำ"

นี่คือเสี้ยวหนึ่งของ "เก้า-จิรายุ" ที่เรียนรู้ชีวิตจากเด็กชาย จนเป็นนาย และปรับตัวจนเข้าใจวงการมายา





ไม่ยึดติดมายา

เริ่มงานด้วยการถ่ายโฆษณาภาพนิ่งตอนอายุ 2 ขวบ แต่ถ้าให้นับการเข้าวงการจริงๆ หนุ่มโจ๋ "เก้า"จิรายุ ละอองมณี บอกน่าจะเป็นตอนอายุ 6 ขวบ ได้เล่นละครเรื่อง "ผีขี้เหงา"

จากนั้นก็มีงานละครมาเรื่อยๆ แต่ที่เป็นเรื่องเป็นราวเห็นจะเป็นละคร "ฟ้ากระจ่างดาว" ซึ่งได้ร่วมงานกับ "ป๋อ"ณัฐวุฒิ สกิดใจ และ "นุ่น"วรนุช วงษ์สวรรค์ ทำให้คนรู้จักมากขึ้น

และเป็นเรื่องที่ทำให้ "ท่านมุ้ย"ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล เห็นและเรียกมาแคสต์หนังเรื่องแรก "ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" กับบท "บุญทิ้ง"

"ตั้งแต่วันแรกที่ผมได้งานชิ้นแรก ผมพูดจริงๆ ไม่ได้พูดแบบดารา ผมไม่ได้เข้าไปแคสต์ แม่ผมไปส่งเด็กอีกคนไปแคสต์โฆษณา แล้วผมไปด้วย และพี่ที่แคสติ้งเขาถ่ายรูปผมไว้ด้วย ปรากฏผมได้แต่เด็กคนนั้นไม่ได้ เราได้งานมาแบบฟลุกๆ ตั้งแต่แรก"

"แต่ก็ดีใจว่าไอ้ความฟลุกตอนนั้นให้อะไรเราหลายอย่าง ให้งานเราต่อๆ มา ได้ทำให้เรามีชีวิตใหม่ๆ และได้ประสบการณ์" เก้ากล่าว

นักแสดงเด็กบางคนที่อยู่ระหว่างจะโตก็ไม่โต จะเด็กก็ไม่เด็ก ทำให้หายไปจากหน้าจอ แต่ "เก้า" กลับมีงานอย่างต่อเนื่อง พระเอกโจ๋กล่าวว่า

"โชคดีครับที่ผมโตขึ้นมาหน้าตาไม่เปลี่ยนจากเดิม รวมถึงตัวสูงด้วย แต่แม่จะสอนตลอดว่าถ้าโตขึ้นมาแล้วไม่มีงานอย่าไปยึดติดกับมัน เราต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง ถ้าไม่มีงานในวงการบันเทิงเราต้องอยู่ได้ ผมก็เลยไม่เคยยึดติด เราต้องตั้งใจเรียน ต้องมีสิ่งที่อยากเป็นในอนาคต ไม่ได้ฝากฝังชีวิตไว้กับงานวงการบันเทิง"

"ทุกวันนี้ยังมีงานอยู่เราก็ทำต่อไปเรื่อยๆ แต่วันหนึ่งถ้าไม่มี เราก็ต้องมีสิ่งที่มารองรับตัวเรา นั่นคือการเรียนครับ"

ถามว่าเป็นเพราะอะไร "เก้า" ถึงอยู่ได้มาถึงวันนี้ เจ้าตัวยกผลประโยชน์ให้กับ "ดวง"

"ผมว่าส่วนหนึ่งมาจากดวง ดวงผสมกับสิ่งที่ทำ การกระทำของเรามันมีผลกับเราอยู่แล้ว แต่มันก็อยู่ที่ดวงว่าไอ้สิ่งที่เราทำ คนจะชอบหรือเปล่า และบังเอิญว่าคนส่วนหนึ่งชอบมันและติดตามผลงานของเราอยู่ ก็เลยทำให้เรามีกำลังใจทำงานต่อไปครับ" เก้าสรุป



สเป๊กสาวชอบเซอร์ๆ ลุยๆ ที่สำคัญโตกว่า

แม้อายุเพียง 15 ปี แต่หนุ่ม "เก้า"จิรายุ ละอองมณี ก็ดูจะเนื้อหอม ตกเป็นข่าวคราวกับสาวหลายคน ซึ่งเจ้าตัวถ่อมตัวแบบยิ้มๆ ว่า "ก็มีนิดหน่อยครับ"

แล้วก็ไล่เรียงให้ฟังว่า "มีข่าวกับ พี่มิน-พีชญา(วัฒนามนตรี), มิ้นต์-ชาลิดา(วิจิตรวงศ์ทอง) ล่าสุดก็มีข่าวกับ โม(มนชนก แสงฉายเพียงเพ็ญ) ที่เล่นหนัง "เลิฟจุลิน ทรีย์ฯ ด้วยกัน"

"อย่างข่าวกับพี่มินไม่รู้มีที่มาจากอะไร ผมรู้จักพี่มิน เคยเจอและร่วมงานกันแค่ไม่กี่ครั้ง เจอพี่มินในงานถ่ายหนังสือเล่มหนึ่ง และไปออกรายการ วันวานยังหวานอยู่ แค่นั้น"

"ส่วนมิ้นต์ ผมเคยร่วมงานกับมิ้นต์ตอนเล่นละคร สุดแต่ใจจะไขว่คว้า ก็มีข่าวออกมา ผมจำไม่ได้ว่ามีข่าวกับเขาได้อย่างไร"

"และล่าสุดกับ โม คนนี้จำได้ว่าข่าวเกิดขึ้นมาจากการที่เราเล่นเฟซบุ๊ก เหมือนเราแกล้งแหย่เพื่อนในเฟซบุ๊ก มันมีการตั้งสถานะว่าใครคบกับใคร ผมก็ตั้งฮาๆ ว่าคบกับโม แต่จริงๆ ไม่มีอะไร เราคุยกันในเฟซบุ๊กทำให้เกิดการเข้าใจผิด จริงๆ เราไม่ใช่แฟนกัน เราเป็นเพื่อนกัน"

"มิน-มิ้นต์-โม" ถามว่า 3 คนนี้ใครตรงสเป๊ก เจ้าตัวออกอาการเขินก่อนกล่าวว่า "ผมว่าพี่มินนิสัยดี ดูไม่ค่อยเป็นผู้หญิง แมนๆ ลุยๆ ดี ผมชอบผู้หญิงลุยๆ ถ้าผู้หญิงที่รักสวยรักงามมากไปผมไม่ค่อยชอบ ผมชอบผู้หญิงเซอร์ๆ หน่อย ส่วนมิ้นต์ผมไม่ค่อยได้คุย สำหรับโมจะฮาๆ ดี เป็นเพื่อนครับ ในนี้มีพี่มินคนเดียวที่เข้าข่ายลักษณะผู้หญิงที่ผมชอบ"

อย่างตอนนี้อายุ 15 ปีแล้ว คิดว่ามีแฟนได้หรือยัง "จริงๆ ก็มีแฟนได้ แต่เราต้องคิดให้ดีๆ ว่าจะดูแลเขาได้หรือเปล่า การมีแฟนต้องใส่ใจกัน ผมเองทำงานไม่มีเวลาให้ เลยคิดว่ายังไม่ใช่ตอนนี้ครับ ก็มีคุยแบบเพื่อนๆ ไปก่อนไปเรื่อยๆ"

ในวัย 15 ปีมุมมองความรักเป็นอย่างไร "ความรักก็ดี เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข เหมือนเป็นกำลังใจให้เรา ความรักมีเรื่องที่ทำให้เราเสียใจ แต่บางทีก็ทดแทนด้วยความสุขที่เราได้รับจากความรัก ผมว่าความรักก็ดีมีหลายแบบ ทั้งความรักจากเพื่อน ความรักจากญาติและคนในครอบครัว พ่อแม่"

ความรักแบบปั๊บปี้เลิฟล่ะ เคยมีหรือเปล่า เก้าพยักหน้า "เคยมีเหมือนกัน อย่างของผมประมาณว่าคุยโทรศัพท์กับรุ่นพี่ เราเด็กๆ จะชอบคนที่โตกว่า ผมชอบคนที่ดูแลเราได้ คุยกันสนุกสนาน กับรุ่นพี่คนนี้ห่างกันประมาณ 3 ปี ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดผมอยู่ ม.2 เราก็คุยกัน พอถึงเวลามันก็ไม่มีอะไร สุดท้ายเป็นพี่เป็นน้องเป็นเพื่อนกัน ตอนนั้นก็เศร้าครับ เพราะไปด้วยกันไม่ได้ เราก็ทำใจ ตอนนั้นยังไม่คบกันครับ"

ทำไมถึงชอบผู้หญิงอายุเยอะกว่า "เหมือนเขาเข้าใจเรา ถ้าอายุใกล้ๆ กันบางทีเด็กทั้งคู่เดี๋ยวจะล่มกันไป(หัวเราะ) ผมชอบคนที่มีความเป็นผู้ใหญ่ จะเด็กกว่าเราก็ได้ แต่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่ก็ได้เหมือนกัน ตรงนี้อยู่ที่นิสัยครับ"

สเป๊กต้องเป็นอย่างไร "ผมชอบผู้หญิงที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ชอบคนแอ๊บแบ๊ว ชอบคนแมนๆ ห้าวๆ ไปไหนไปกัน ชอบคนเซอร์ๆ ไม่ชอบคนหน่อมแน้ม ผมชอบผู้หญิงลุยๆ ส่วนหนึ่งเพราะแม่ผมก็ลุยๆ ครับ"

ต้องผ่านการสกรีนและการเห็นชอบจากคุณแม่ด้วยไหม "ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ผมว่าทุกคนชอบผู้หญิงนิสัยดีอยู่แล้ว แค่นิสัยดีก็พอแล้ว คือถ้าเข้ากับผมได้ก็น่าจะเข้ากับคุณแม่ได้ เพราะนิสัยผมกับแม่ไม่ค่อยต่างกันครับ"

อีกนานหรือเปล่ากว่าจะมีความรัก "ผมยังไม่รู้ว่าจะเมื่อไหร่ ตอนนี้ขอไปเรื่อยๆ ก่อน เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นครับ"

เรียกว่ายังอีกนาน


หน้า 17




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.