มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | ศูนย์อบรมอาชีพและธุรกิจมติชน |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 885 คน
วันที่ 04 เมษายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 22 ฉบับที่ 8162 ข่าวสดรายวัน


'นารีนครา'พระนิพนธ์แปล ใน'สมเด็จพระเทพฯ'





สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงประทับตราและลงพระนามาภิไธยบนหนังสือ

"ข้าพเจ้าแปลวรรณกรรมจีนมาหลายเรื่องแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้อธิบายเรื่องที่แปลนั้นด้วยตนเอง อาจจะสู้ผู้เชี่ยวชาญที่มาช่วยก่อนหน้านี้ไม่ได้ แต่จะมีความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งในฐานะคนแปล เรื่องราวในหนังสือนี้สะท้อนสังคมจีน บทบาท และความผูกพันของตัวละครหลัก 3 รุ่น ส่วนรายละเอียดนั้นข้าพเจ้าไม่อยากเล่ามาก เพราะถ้ารู้เรื่องหมดเดี๋ยวจะไม่มีใครอ่านกัน"



สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตรัสอย่างเป็นกันเองในงานแนะนำหนังสือเรื่อง "นารีนครา" พระราชนิพนธ์แปลจากเรื่อง "ทา เตอ เฉิง" ของ ฉื่อลี่ นักเขียนหญิงชื่อดังชาวจีน โดยบริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระราชานุญาตจัดพิมพ์ โดยมี นายกวน มู่ เอกอัคร ราช ทูตจีนประจำประเทศไทย, นางสุวดี จงสถิตวัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด, มาดามหลี เสี่ยวหลิน นายกสมาคมมิตรภาพวิเทศสัมพันธ์แห่งประชาชนจีน, นายหวัง จุนเจิ้ง รองผู้ว่าการมณฑลหูเป่ย และประชาชนร่วมเข้าเฝ้าฯ ที่โรงแรมแชงกรี-ลา



สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตรัสว่า "ที่เลือกแปลเรื่องนี้เพราะมีอยู่วันหนึ่งเดินทางไปประเทศจีน และได้อ่านหนังสือที่เขาวางไว้ให้บนเครื่องบิน ก็มีหน้าศิลปวัฒนธรรม เขียนถึงผลงานของคุณฉื่อลี่ พอเห็นเลยถามครูจู ครูสอนภาษาจีนคนก่อนซึ่งตอนนี้กลับไปทำงานที่จีนแล้ว ท่านบอกว่าคุณฉื่อลี่เป็นนักเขียนที่มักจะเขียนเกี่ยวกับบทบาทสตรีจีน ซึ่งข้าพเจ้ามองว่าเป็นอีกด้านของวัฒนธรรมจีนที่น่าสนใจ



การชอบแปลหนังสือนั้นมีประโยชน์ ประการแรกคือรู้จักคำศัพท์และสำนวนต่างๆ ทำให้เข้าใจภาษาจีนดีขึ้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ครั้นเมื่อแปลแล้วแทนที่จะทิ้งไว้เฉยๆ ก็นำมาเขียน นำมาพิมพ์ และขอให้ผู้รู้ช่วยแนะนำขัดเกลา





การอ่านวรรณคดีไม่ว่าจะของชาติใด นอก จากจะให้ความรู้แก่ผู้อ่านแล้ว ยังช่วยให้เข้าใจถึงวิถีชีวิตของคนในประเทศนั้นๆ เรื่องราวของจีนไม่ได้มีเพียงบุคคลสำคัญที่ประวัติ ศาสตร์จารึกไว้ แต่การที่เราจะเข้าใจคนชาตินั้นได้ดีต้องเข้าใจความเป็นอยู่ ความนึกคิด และชีวิตของคนธรรมดาในแง่มุมของสังคมที่แตกต่าง



ข้าพเจ้าอ่านมาแล้วหลายเรื่องทั้งเก่าและใหม่ ทำให้เข้าใจจิตใจคนจีนในยุคสมัยต่างๆ ว่าทำไมถึงคิดและทำอย่างนั้น หากมองในแง่มุมของเราบางครั้งจะรู้สึกไม่ชอบใจ แต่เมื่ออ่านเล่มนี้และได้ซึมซับถึงสิ่งที่ผู้เขียนถ่ายทอดออกมาก็สัมผัสได้ถึงจิตใจและเห็นใจผู้ที่มีบทบาทหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์บ้านเมืองครั้งยิ่งใหญ่สมัยนั้น



อยากให้คนไทยที่ไม่เคยมีโอกาสอ่านประวัติศาสตร์และชีวิตของชาวจีนได้อ่าน เพราะจะได้เข้าใจคนจีนดีขึ้น ถือเป็นส่วนเล็กๆ ที่ช่วยเพิ่มพูนความสัมพันธ์กับจีน ครูจูนำนิตยสารรวมนวนิยายขนาดสั้นและเลือกผล งานของฉื่อลี่มาให้แปล เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่ท่านนักเขียนประพันธ์ทีหลัง เพราะยังไม่มีการนำไปแปลเป็นภาษาอื่นซึ่งจะใช้เปรียบเทียบได้ บางครั้งเวลาแปลเรื่องที่พิมพ์มานานแล้วก็ได้อาศัยฉบับแปลภาษาต่างประเทศมาตรวจสอบ แต่เมื่อไม่มีก็เท่ากับเป็นการแปลเองจริงๆ



นอกจากเรื่องนี้จะเป็นชีวิตของสตรี 3 วัยที่มีความคิดคนละแบบแต่ต้องเกี่ยวข้องกัน ยังสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันของผู้เขียนซึ่งเป็นชาวเมืองอู่ฮั่นในมุมมองที่ไม่เคยเห็นหรืออ่านเจอจากวรรณกรรมเรื่องไหน เพราะส่วนใหญ่จะพูดถึงมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น แต่เรื่องของคุณฉื่อลี่เป็นวิถีชีวิตชาวบ้านและแม่ค้าที่มีบรรพบุรุษอยู่ในเมืองอู่ฮั่นมานาน

1.แก้วตาโบ๋

2.ปลาเค็มน้ำแดง

3.ยอดผักผัดไข่

4.ก๋วยเตี๋ยวแห้ง





มีมุมน่าสนใจอย่างประวัติวรรณกรรมจีนในอู่ฮั่นกับถนนสายวรรณกรรม มีทั้งสำนักพิมพ์และร้านขายหนังสือของผู้เขียนที่มีอุดมการณ์ทางการเมือง เมื่อข้าพเจ้าค้นหาเพิ่มเติมในอินเตอร์เน็ตก็พบว่าบุคคลเหล่านี้มีตัวตนจริง และมีบทบาทต่อการสร้างสรรค์จีนจนเป็นจีนในปัจจุบันวันนี้



ส่วนวัฒนธรรมความเป็นอยู่ก็นำเสนอผ่านตัวเอกของเรื่อง คือ มี่เจี่ย หญิงกลางคนซึ่งโศกเศร้ากับการเสียชีวิตของสามีจนไม่ยอมทำอะไร อาจรู้สึกผิดเพราะตอนที่สามีอยู่มี่เจี่ยแอบนอกใจไปนิดๆ ซึ่งคนที่เข้ามาช่วยเตือนสติก็คือแม่สามี แม้จะเป็นคนแก่ แต่ก็มีความคิดความอ่าน สร้างชีวิตด้วยตัวเอง และถึงจะรู้ว่ามี่เจี่ยประพฤตินอกลู่นอกทางไปบ้างแต่ก็ไม่ปริปากบอกเพราะต้องการรักษาครอบครัวเอาไว้



เมื่อแม่สามีสนับสนุนให้มี่เจี่ยเปิดกิจการ มี่เจี่ยก็เกิดกำลังใจลุกขึ้นมาทำงาน ธุรกิจที่เลือกก็น่าสนใจนั่นคือร้านขัดรองเท้า ก็ไม่เคยเห็นในเมืองไทย ที่จีนเองยังมีหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถือว่าเป็นเรื่องแปลกที่จะต้องมีร้านขัดรองเท้าอย่างจริงจัง เพราะปกติเราก็ขัดเอง ไม่ก็มีคนทำให้



ในเรื่องยังพูดถึงการตกแต่งร้าน การรับลูกจ้าง และสาวคนสุดท้ายที่รับไว้ก็เป็นสาวอีกรุ่นที่มีปัญหาครอบครัว เลยตัดสินใจออกมาทำงานประชดสามี หวังว่าสามีจะเห็นใจแต่ก็ไม่เป็นไปตามที่คิด คนที่ต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหาก็คือแม่สามีและมี่เจี่ย สายสัมพันธ์ของคนที่ไม่ได้เป็นญาติแต่มีความผูกพันจึงเกิดขึ้น



อีกสิ่งที่น่าสนใจมากๆ ในหนังสือคืออาหารอู่ฮั่น พออ่านแล้วรู้สึกน้ำลายไหล แต่ก็ไม่เข้าใจว่าอาหารที่กล่าวถึงมันรสชาติเป็นอย่างไร จึงขอให้ท่านทูตกวน มู่ ช่วยบอกให้พ่อครัวทำอาหารอู่ฮั่นให้ชิม เพราะแปลแล้วก็อยากจะรู้รสชาติ ก็ทำอย่างที่ข้าพเจ้าทำบ่อยๆ คือเชิญตนเองไปที่สถานทูต



แต่ท่านทูตบอกว่าเชฟทำไม่เป็นเลยติดต่อไปยังเมืองอู่ฮั่นเพื่อส่งคนมาทำให้ชิม เพราะไม่เพียงแต่สูตรอาหารที่ไม่รู้จักแต่วัตถุดิบบางอย่างไม่มีในบ้านเรา จึงเป็นโอกาสดีที่คนไทยจะได้รู้จักวัฒนธรรมการกินอยู่และบทบาทของผู้หญิงต่างวัยที่เติบโตมาต่างยุค



ขอให้ท่านไปอ่านต่อเอาเอง เพราะมีปมต่างๆ อีกมาก ไม่เล่าแล้ว เดี๋ยวไม่สนุก"



สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตรัสทิ้งท้ายก่อนเสด็จฯ ชมนิทรรศการ "เทพรัตนวัฒนาจีนวิทยา" จากนั้นทรงลงพระนามาภิไธย "สิรินธร" เป็นภาษาจีนและประทับตราในหนังสือนารีนคราฉบับพิเศษ ก่อนเสด็จฯ ไปเสวยพระกระยาหารต้นตำรับหูเป่ยในงาน "หูเป่ย คูซีน เฟสติวัล" ที่มีเมนูในพระราชนิพนธ์แปลเล่มนี้ด้วย ทั้งขนมแก้วตาโบ๋ ยอดผักผัดไข่ เหล้าข้าว และ ก๋วยเตี๋ยวแห้งอู่ฮั่น



ติดตามเรื่องราวของ "นารีนครา" ใจหญิงแท้จริงอย่างเหล็กกล้า พระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป เล่มละ 185 บาท


หน้า 25




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.