มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 7210 คน
วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6992 ข่าวสดรายวัน


ต้อนรับ"ไตรรงค์" กรีด"รถ"! กลางทำเนียบฯ


เสื้อแดงรุกหนัก"บิ๊กแอ้ด" ขู่บุกบ้านทุกองคมนตรี ชทพ.-ภท.ออกแถลงร่วม กดดันแก้รธน.2ประเด็น



วันแรก - นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯ เกือบพลัดตกบันไดระหว่างให้สัมภาษณ์เพลินไปหน่อย ในการเดินทางมาประชุมครม.นัดแรก ที่ทำเนียบฯ แถมรถประจำตัวยังโดนมือมืดกรีดจนเสียหาย เมื่อวันที่ 19 ม.ค.

"มาร์ค"กำชับครม.-รมต.ใหม่ ยึดพระราชดำรัสเรื่องซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งกฎเหล็ก 9 ข้อ ตั้ง"กอร์ปศักดิ์"เป็นประธานติดตามงานมติ ครม. ยังแทงกั๊กแก้รธน. นัดเคลียร์พรรคร่วมก่อน 28 ม.ค. ชทพ.-ภท.จับมือออกแถลงการณ์ร่วม แก้รธน. 2 ประเด็น "เทือก"โต้รัฐบาลจัดงานเทิดพระเกียรติ ตลอดทั้งปี"53 ไม่เกี่ยวสกัดม็อบเสื้อแดง "สามสี"เข้าทำงานวันแรก เจอมือมืดกรีดรถในทำเนียบฯ เพื่อไทยเล็งยื่นญัตติเชือดปลายก.พ. "เหลิม"จองกฐิน"มาร์ค-กษิต" เสื้อแดงโชว์เทปเสียงพยานปากเอก แฉเบื้องหลัง"สุรยุทธ์"ฮุบเขายายเที่ยง ลั่นบุกทำเนียบฯ วันนี้ พร้อมยื่นหนังสือถึงราชเลขาธิการ "อริสมันต์"ฮึ่มพาม็อบเยี่ยมบ้านองคมนตรีรายคน "ณัฐวุฒิ"เผยนัดชุมนุมสนามบินสุวรรณภูมิสัปดาห์หน้า

มาร์คย้ำครม.ยึด"ราชดำรัส"

เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ถึงบรรยากาศก่อนการประชุม ครม. วันเดียวกันนี้ เป็นไปอย่างคึกคัก รัฐมนตรี ใหม่ทั้ง 5 คน เดินทางมาร่วมประชุมพร้อมเพรียง นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ที่เดินทางมาเป็นคนแรก ตั้งแต่เวลา 08.20 น. ตามมาด้วย นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รมช.สาธารณสุข เวลา 08.40 น. และนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ กับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข ทุกคนให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ถึงความพร้อม ในการทำงาน ยกเว้นนายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร รมช.คมนาคม ที่ให้รถยนต์ขับลงไปจอดชั้นใต้ดินเพื่อขึ้นลิฟต์ไปยังห้องประชุม ครม.ทันที

ภายหลังประชุม เมื่อเวลา 12.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงการมอบนโยบายการทำงานให้รัฐมนตรีใหม่ ว่า ยืนยันไปแล้วว่ากฎ 9 ข้อใช้กับทั้งคนเก่าและคนใหม่แบบเท่าเทียมกันเหมือนเดิม และเมื่อวันที่ 18 ม.ค. การเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน พระบรมราโชวาทเรื่องการยึดมั่นในความซื่อ สัตย์สุจริต เป็นสิ่งที่ตนเน้นย้ำกับครม.คนอื่นๆ ด้วย และความตอนหนึ่งของกระแสพระราชดำรัสคือการไม่ปฏิบัติตามนี้ เป็นสาเหตุทำให้เกิดการตำหนิและความเสียหายต่อรัฐบาลโดยรวม ไม่ใช่เฉพาะตัวคนที่ไม่ยึดถือ เมื่อถามว่ามั่นใจแค่ไหนว่าครม.จะปฏิบัติตามได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนมีหน้าที่ดูแลให้เป็นเช่นนั้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายรายงาน ว่าทรงเป็นห่วงในประเด็นใดบ้าง นายกฯ กล่าวว่า "ผมเข้าเฝ้าฯถวายรายงานตามปกติ และขออนุญาตว่าเรื่องการถวายรายงาน เป็นเรื่องที่ไม่พึง เปิดเผยโดยมารยาท"

ตั้ง"กอร์ปศักดิ์"จี้งานครม.

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้รัฐมนตรีเกือบทุกกระทรวงส่งการบ้านที่มอบหมายให้ไปทำมาแล้ว ขาดเพียงกระทรวงสาธารณสุข ต้องอนุโลม ให้ และได้ดูรายงานที่ส่งมาบางส่วนไปแล้ว หลายกระทรวงทำมาค่อนข้างดีในการสรุปสิ่งที่เป็นจุดเน้นสำคัญและปัญหาอุปสรรค รวมถึงงานที่จะทำต่อไป แต่มีบางกระทรวงคงต้องเชิญมาคุย เพราะไม่ได้เขียนแนวที่จะทำข้างหน้าที่ชัดเจน หรืออาจจะกำลังดำเนินการอยู่ เช่น กระ ทรวงการคลังส่งการบ้านมาพูดถึงปีหน้า แต่มีอีกหลายเรื่องที่เพิ่งแถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 18 ม.ค. แต่ไม่อยู่ในรายงานที่ส่งมา

นายกฯ กล่าวถึงการแต่งตั้งนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ เป็นประธานคณะกรรมการประสานงานและขับเคลื่อนการดำเนินงานตามมติครม. (ปคค.) ว่า ไม่ใช่เป็นการแต่งตั้งครม.น้อย เพราะในข้อเท็จจริง ครม.เป็นผู้บริหารดูในเรื่องนโยบาย ส่วนคณะกรรมการที่นายกอร์ปศักดิ์ เป็นประธาน จะทำหน้าที่ติดตามงานประสานงานให้เป็นไปตามนโยบายและมติ ครม. และเป็นคนละชุดกับคณะกรรมการ ที่มีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนัก นายกฯ เป็นประธาน ที่ทำหน้าที่ทำรายงานและประมวลงานต่างๆ เหตุผลที่ต้องมีคณะกรรมการ ชุดนายกอร์ปศักดิ์ เพราะหลังจากทำงานมา 1 ปี มีนโยบายและมติครม.โครงการต่างๆ ค่อนข้างมาก จำเป็นต้องติดตามเป็นการเฉพาะโดยฝ่ายการเมือง จะสามารถเข้าไปตามได้เพื่อเร่งรัดและประเมิน ขณะที่ครม.มีภาระในการทำนโยบาย ใหม่ตลอดเวลา

ปชป.ยังแทงกั๊กร่วมแก้รธน.

เมื่อถามว่ากรอบการทำงานต้องดำเนินการอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่จะให้นายกอร์ปศักดิ์ เข้ามาเป็นเลขาธิการนายกฯ เพราะนายกอร์ปศักดิ์ เข้าใจนโยบายช่วง 1 ปีที่ผ่านมาอย่างดี จึงเหมาะสมในการไปติดตามเพื่อให้การทำงานบรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบาย

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เตรียมเดินสายนัดหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลเป็นรายพรรคและพรรคฝ่ายค้าน ในการร่วมลงชื่อแก้รัฐธรรมนูญ 2 ประเด็น คือ เรื่องระบบเลือกตั้งส.ส. และมาตรา 190 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของสภา และเป็นการแก้ไขในประเด็นที่ไม่มีข้อขัดแย้ง พรรคประชาธิปัตย์จะสัมมนาพรรคในวันที่ 23-24 ม.ค. เพื่อกำหนดแนวทางเรื่องนี้

ต่อข้อถามว่าในส่วนของการแก้ไขมาตรา 190 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วย จะร่วมลงชื่อกับพรรคร่วมเพื่อเสนอแก้ไขด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ส่วนเรื่องระบบเลือกตั้ง ตรงนี้ยังไม่ตรงกัน เมื่อถามว่าแสดงว่าหลังการสัมมนาพรรคน่าจะมีคำตอบ และเป็นไปได้หรือไม่ว่าคำตอบจะตรงข้ามกับพรรคร่วมรัฐบาล นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า น่าจะ เป็นอย่างนั้นเพราะน่าจะหาข้อยุติได้ แต่คงบอกล่วงหน้าไม่ได้ว่ามติของพรรคจะเป็นอย่างไร

นัดคุยพรรคร่วมก่อน28ม.ค.

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากมติพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยจะมีปัญหากับพรรคร่วมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คงจะคุยและอธิบายกัน แต่เรื่องนี้ทุกพรรคร่วมรัฐบาลพูดตรงกันว่าไม่ใช่นโยบายรัฐบาล เมื่อถามว่าที่ผ่านมานายกฯ พูดเสมอว่าไม่ค่อยเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของพรรคร่วม นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนมีความคิดเห็นของตัวเอง ส่วนที่เคยบอกว่าหากจะแก้รัฐธรรมนูญต้องผ่านประชามติก่อนนั้น เป็นคนละประเด็นกัน กรุณาลำดับเรื่องที่พูดให้ตรง ไม่อย่างนั้นจะไปวิจารณ์กันว่าเปลี่ยน ไปเปลี่ยนมา ตนไม่มีเปลี่ยน ตนบอกว่าการทำประชามติจะทำเฉพาะการแก้ไขใน 6 ประเด็น หรือประเด็นใดที่นำไปสู่ความขัดแย้งในวงกว้างของสังคม ส่วนการแก้ไข 2 ประเด็น คือ มาตรา 190 และระบบเลือกตั้งส.ส. ไม่กระทบกระ เทือนกับความขัดแย้งของสังคม

เมื่อถามว่าหากสัมมนาพรรคเสร็จแล้วจะนัดหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลหารือเมื่อใด นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คงจะได้คุย จริงๆ อยากคุยกันก่อน เปิดประชุมสภา เพราะตอนแรกเข้าใจว่าวันที่ 21 ม.ค. นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาอาจยังไม่เรียกประชุม แต่ปรากฏนายชัย เรียกประชุมในวันนั้น แต่ก็ไม่เป็นไร และคงคุยกันได้ก่อนวันที่ 28 ม.ค. เมื่อถามว่านายกฯ ไม่เป็นห่วงเรื่องการทำงานของรัฐบาลและรัฐสภา หากพรรคร่วมรัฐบาลมีความเห็นไม่สอดคล้องกันเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เฉพาะ ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับฝ่ายบริหารก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติที่จะทำไปได้อยู่แล้ว

มั่นใจไม่ทำรัฐบาลแตกแยก

ต่อข้อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะเข้าใจการตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องคุยกัน และยังไม่ทราบว่ามติพรรคจะเป็นอย่างไร ตนฟังเสียงส.ส.ในพรรคซึ่งก็มี 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่อยากให้เป็นเขตเล็ก และฝ่ายที่อยากให้เป็นเขตใหญ่ เมื่อถามว่าหากแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ทำประชามติ จะอธิบายประชาชนอย่างไรว่าการแก้ไขเรื่องระบบเลือกตั้งไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ทางการเมืองและพรรคการเมือง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ประโยชน์ทางการเมืองนั้นไม่มีอยู่แล้ว การแก้ไขระบบเลือกตั้งนั้น เป็นเพียงแค่เปลี่ยนแปลงกติกาการแข่งขัน ซึ่งมองได้สองมุม เพราะเขตเล็กดูแลประชาชนได้ทั่วถึงมากกว่าและส.ส.จะลงพื้นที่ได้ทั่วถึงมากกว่า ส่วนเขตใหญ่นั้นฝ่ายสนับ สนุนมองภาพรวมเรื่องแก้ปัญหาการแข่งขันและแตกแยกที่รุนแรง รวมทั้งได้นักการเมืองที่อิงนโยบายระดับชาติมากกว่า เป็นความเห็นที่ต่างกัน และไม่มีการระบุว่าเขตเล็กหรือเขตใหญ่เป็นประโยชน์กับนักการเมืองมากกว่ากัน

เมื่อถามว่าการเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญช่วงที่พรรคร่วมรัฐบาลยังไม่มีเอกภาพ และฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะเป็นแรงกดดันในการร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ ตนให้เกียรติคนที่ร่วมงานกัน เราทำความเข้าใจตรงกันว่าเรื่องของรัฐบาลก็เป็นเรื่องของรัฐบาล เรื่องของสภา พรรคการเมืองก็มีอิสระ เมื่อถามว่าแน่ใจหรือไม่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลแตกแยก นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ได้คุยทำความเข้าใจกันแล้ว และต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน

จัดงานเทิดพระเกียรติทั้งปี"53

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงการทำงานครม.ชุดใหม่ว่า นายไตรรงค์ ทำให้การบริหารงานรัฐบาลคึกคักขึ้น อธิบายนโยบายเศรษฐกิจให้ประชาชนเข้าใจง่าย รวมถึงการประสานกับฝ่ายต่างๆ ระดมความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่ผ่านมา 1 ปีรัฐบาลปูพื้นฐานไว้อย่างดีเยี่ยม เมื่อนายไตรรงค์เข้ามาต่อยอด จะสามารถฟื้นเศรษฐกิจไทยได้ ปี"53 ไทยจะลุกขึ้นยืนได้อย่างแข็งแรง ปัญหาหนักของตนคือการรับผิดชอบเรื่องสังคมและความมั่นคง ต้องทำงานให้มากและหนักขึ้น จากนี้ให้ทุกฝ่ายติดตามการทำงาน ของครม.ใหม่ ตนโฆษณาเอาไว้ก่อนเพราะรู้จักฝีไม้ลายมือกันดี และจะเดินหน้าสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคี ขอพระบารมีเป็นที่พึ่ง เพราะปีนี้เป็นปีที่ 60 ในพิธีบรมราชา ภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเชิญชวนรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชนทุกหมู่เหล่าที่เคยจัดงานเฉลิมพระเกียรติ 5 ธันวาฯ เมื่อปีที่แล้ว ร่วมกันหารือเพื่อจัดทำกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ จะทำกิจกรรมตลอดทั้งปี ให้โอกาสคนไทยร่วมทำความดีกันทั้งปี สร้างความ สมานฉันท์เป็นประโยชน์ต่อประเทศ

เมื่อถามถึงการจัดงานดังกล่าวตลอดทั้งปีเพื่อสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า เป็นคนละเรื่อง งานเฉลิมฉลอง เป็นการทำความดีถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้คนไทยแสดงความจงรักภักดี เรื่องกลุ่มผู้ชุมนุม รัฐบาลมีวิธีแก้ไขปัญหาต่างหาก ไม่เกี่ยวกัน กรณีประกาศชุมนุมเป็นจุดๆ เป็นกลุ่มๆ รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลไม่ให้กระทำฝ่าฝืนกฎหมาย ทั้ง 2 ส่วนต้องแยกกัน วิธีการ มาตร การเตรียมการก็ชัดเจน ตนรับผิดชอบทั้งสองส่วน

"เติ้ง"รุกแก้รธน.-ไม่มีปัญหา

นายสุเทพ กล่าวถึงกรณีนายบรรหาร เตรียมเดินสายหารือพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ ว่า ไม่น่าแปลกใจ ท่าทีพรรคร่วมชัดเจนว่าต้องการแก้ไขเพียง 2 ประเด็น ตนแจ้งคณะกรรมการบริหารและสมาชิกพรรคแล้ว จะให้คำตอบชัดเจนก่อนเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ เมื่อถามว่าการสัมมนาพรรคประชาธิปัตย์ที่ จ.กระบี่ วันที่ 22-24 ม.ค. จะได้ข้อสรุปหรือไม่ นาย สุเทพกล่าวว่า ตั้งใจว่าประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมดจะชัดเจน มีคำตอบให้พรรคร่วมเมื่อกลับกรุงเทพฯ เมื่อถามว่าหากมติพรรคไม่เห็นด้วยจะมีปัญหากับพรรคร่วมหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า อย่าเพิ่งคาดการณ์ สุดท้ายแล้วพรรคเห็นอย่างไรจะเปิดเผยต่อสื่อมวลชน

เมื่อถามว่าการเดินสายของนายบรรหาร เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุน 114 เสียง เป็นการบีบพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ไม่บีบคั้นอะไร ตนพบและหารือกับนายบรรหาร ประจำ เข้าใจกันดี ไม่มีอะไรเป็นปัญหา นายบรรหารแสดงท่าทีชัดเจนตั้งแต่ต้น พยายามผลักดันให้แก้ไข เมื่อถามว่าการแก้ไข 2 ประเด็น เป็นประโยชน์เฉพาะฝ่ายการเมือง จะตอบสังคมอย่างไร นายสุเทพกล่าวว่า หากแก้ไขทั้ง 6 ประเด็น มีเรื่องที่ต้องเปลี่ยนแปลงและมีผลกระทบต่อประชาชน ถือเป็นการแก้ใหญ่ ต้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือและประชาชนเห็นชอบด้วย การทำประชามติ ส่วนการแก้ไข 2 ประเด็นเป็นการแก้ไขเล็ก ไม่มีผลต่อประชาชนโดยตรง เมื่อถามถึงหลายฝ่ายเป็นห่วงว่าแม้แก้เพียง 2 ประเด็นแต่อาจขยายนำไปสู่ประเด็นการนิรโทษกรรม นายสุเทพกล่าวว่า จุดยืนของพรรคชัดเจน คือไม่มีเรื่องนิรโทษกรรม

เผยโครงสร้างกรรมการ"ปคค."

รายงานข่าวเผยว่า ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายอภิสิทธิ์ กล่าวแสดงความยินดีกับรัฐมนตรีใหม่ทั้ง 5 คน โดยขอให้น้อมรับกระแสพระราชดำรัสเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตไปปฏิบัติ ส่วนกฎเหล็ก 9 ข้อ ยังใช้กับรัฐมนตรีทั้งเก่าและใหม่ และยังพูดถึงการเตรียมพร้อมก่อนเปิดประชุมสภา วันที่ 21 ม.ค. กำชับรัฐมนตรีไม่ควรไปต่างประเทศ รวมทั้งการเปิดงานต่างๆ ขอ ให้งดไว้ก่อน ยกเว้นที่จำเป็น

ทั้งนี้ ที่ประชุมครม. รับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 9/2553 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานและขับเคลื่อนการดำเนินงานตามมติ ครม. (ปคค.) เพื่อให้การดำเนินงาน ตามมติครม. นโยบายเร่งด่วน และนโยบายที่สำคัญมีการนำไปปฏิบัติอย่างรวดเร็ว และมีกลไกในการประสานขับเคลื่อนการดำเนินงานตามมติ ครม. และนโยบาย ให้บังเกิดผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11(6) และ (9) แห่งพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานและขับเคลื่อนการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรี เรียกโดยย่อว่า "ปคค." มีองค์ประกอบ คือ เลขาธิการนายกฯ เป็นประธานกรรมการ รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง เป็นรองประธาน ปลัดกระทรวงต่างๆ เป็นกรรมการ รองเลขาธิการครม. เป็นกรรมการและเลขานุการ ที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำด้านประสานกิจการภายในประเทศ สำนักเลขาธิการนายกฯ เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม เจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการครม. และเจ้าหน้า ที่สำนักเลขาธิการนายกฯ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

"สามสี"วันแรก-เจอกรีดรถ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า หลัง จากนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในวันแรก เกิดเหตุมีมือดีแอบกรีดรถโฟล์กตู้ส่วนตัว สีดำ ทะเบียน ฮง 11 บริเวณด้านหน้ากระโปรงห้องเครื่อง ขณะคนขับรถได้นำรถคันดังกล่าวไปจอด ยังที่จอดรถประจำตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี บริเวณด้านข้างรังนกกระจอกใหม่ ข้างตึกบัญชา การ แทนที่ของนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิ การนายกฯ อดีตรองนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คนขับได้จอดรถโดยการ ถอยรถเข้าซองหันหน้ารถออก กระโปรงรถยื่นล้ำออกจากซองมาเล็กน้อยเพื่อกันไม่ให้รถคันอื่นจอดขวางหน้า เพื่อความสะดวกหากนายไตรรงค์ ต้องไปปฏิบัติหน้าที่ที่อื่น แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาประมาณ 16.00 น. เมื่อโชเฟอร์ขับรถออกมาจอดที่หน้าตึกบัญชาการ พบว่ารถถูกมือดีกรีดเป็นรอยขวางไปขวางมา และเมื่อ ทส. และคนขับรถไปแจ้งเจ้าที่รักษาความปลอดภัยที่ดูแลด้านตึกบัญชาการ และขอตรวจดูภาพจากกล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่แจ้งว่ากล้องวงจรปิดเสีย ไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้

ผวา10จุดเป้าหมาย"เสื้อแดง"

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกหัวหน้าพรรค แถลงว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงช่วง 10 วันอันตราย 16-26 ก.พ. มีสถานที่ล่อแหลมต้องเฝ้าระวัง 10 จุด คือ 1.ทำเนียบรัฐบาล 2.รัฐสภา 3.ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 4.สำนักราชเลขาธิการ 5.ทำเนียบองคมนตรี 6.บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ 7.ที่ทำการและบ้านพรรคของ กกต. 8.ที่ทำการและบ้านพักของป.ป.ช. 9.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ 10.กระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ และดีเอสไอ ทั้งนี้ 3 จุดแรกเป็นตัวแทนอำนาจอธิปไตย ถ้าปิดล้อมและยึดได้จะเป็นไปตามเป้า คือสร้างกระแสปฏิวัติประชาชน สถาปนารัฐไทยใหม่ ส่วนสำนักราชเลขาธิการ ทำเนียบองคมนตรี และบ้านสี่เสาเทเวศร์ เกี่ยวพันกับสถาบันเบื้องสูง แต่ที่น่าจับตาคือการชุมนุมที่สนามบินเพื่อเอาอย่างกลุ่มพันธมิตร ที่ผ่านมา กลุ่มคนเสื้อแดงสร้างกระแสชิมลาง ทั้งการชุมนุมที่เขายายเที่ยง ที่สนามกอล์ฟเขาสอยดาว และสนามกอล์ฟ จ.เชียงใหม่

ส่วนที่พรรคเพื่อไทยเตือนให้ระวังพรรคร่วม งดออกเสียงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายเทพไทกล่าวว่า ไม่เป็นเช่นนั้น พรรคร่วมมีวินัยสูง มติพรรคออกมาอย่างไรต้องปฏิบัติตาม อยาก ให้ฝ่ายค้านจับตาสมาชิกของตัวเองว่าจะงดออกเสียงกี่คน

กองทัพเชื่อไม่มีเหตุรุนแรง

ที่ท่าอากาศยานทหาร บน.6 พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า กองทัพเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหว หากไม่มีการดำเนินการที่เป็นประเด็นปัญหา ก็ไม่มีอะไร ส่วนการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดความรุนแรง เพราะใกล้ถึงวันพิพากษาคดียึดทรัพย์พ.ต.ท. ทักษิณนั้น คงเป็นการวางแผนของเขา กองทัพติดตามความเคลื่อนไหวแต่คงไม่ทำอะไร ส่วนที่มีการระบุถึงช่วง 10 วันอันตราย พล.อ.อภิชาต กล่าวว่า ตนไม่ได้มองว่าเป็นอันตราย ถ้าเราไม่ทำอะไรให้เป็นเรื่องที่รุนแรง ก็ไม่มีปัญหา มุมมองของกองทัพคิดว่าไม่น่ามีปัญหา และไม่น่าเลวร้ายอย่างที่เขาต้องการให้เป็น ที่พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าจะทำสงครามครั้งสุดท้าย พล.อ.อภิชาตกล่าวว่า สุดท้ายมาหลายครั้งแล้ว ไม่ต้องห่วง คงไม่มีประเด็นปัญหาต้องห่วงใย เพราะกองทัพและตำรวจติดตามดูแลสถานการณ์อยู่

เมื่อถามว่ากองทัพยืนยันได้หรือไม่ว่า จะไม่นำกำลังทหารออกมาปฏิวัติเพื่อแก้ไขปัญหาความวุ่นวาย พล.อ.อภิชาตกล่าวว่า ยืนยันเต็มที่ว่ากองทัพไม่มีความคิดที่จะนำกำลังทหารเข้ามาแก้ไขปัญหาด้วยการปฏิวัติ เรื่องการเมืองฝ่ายการเมืองจะต้องแก้ไขปัญหาเอง ยืนยันว่าไม่น่าจะมีเหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายหรือรุนแรง แม้จะมีบุคคลบางกลุ่มพยายามสร้างสถานการณ์หรือทำให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นมา แต่คงไม่เป็นไปตามที่เขาต้องการ

วิปรัฐบาลยังไม่สรุปแก้รธน.

นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปพรรคร่วม รัฐบาล กล่าวว่า วันที่ 20 ม.ค. เวลา 14.30 น. จะหารือกับนายชัย ชิดชอบ ประธานสภา เกี่ยวกับวาระการประชุมสภานัดแรก วันที่ 21 ม.ค. รวมถึงระเบียบข้อบังคับและเรื่ององค์ประชุม ให้สภาทำงานได้ราบรื่น ส่วนเรื่องแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ ในการประชุมวิปรัฐบาลเมื่อวันที่ 18 ม.ค. ยังไม่ได้หารือเป็นทางการ แต่มอบหมายแต่ละพรรคถามความเห็นสมาชิกก่อน ได้ข้อสรุปแล้วจึงหารืออีกครั้ง ประชาธิปัตย์จะหารือในการสัมมนาส.ส.วันที่ 23-24 ม.ค. ทราบว่าพรรคชาติไทยพัฒนาจะไม่รอความชัดเจนจากพรรค นายบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำเร่งเดินเกมขอเสียงสนับสนุนกดดันให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยนัดรับประทานอาหารกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคกิจสังคมด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศจะเดินทางมายื่นหนังสือต่อกรมสอบ สวนพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีกับนายกฯและรมว.ยุติธรรม ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบฎีกาที่คนเสื้อแดงเคยยื่นไว้ ทั้งนี้ เนื่องจากดีเอสไอและสำนักงานกกต.อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน กกต.จึงเตรียมรับมือกลุ่มคนเสื้อแดงด้วยการนำแผงเหล็กมากั้นหน้าอาคาร ประสานกับกทม.ขอรถสุขา 1 คันเพื่ออำนวยความสะดวกและไม่ต้องการให้เข้ามาภายในอาคาร พร้อมประสานวิทยุการบินตรวจสถานที่เพื่อติดตั้งกล้องซีซีทีวีสำหรับติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย

ภท.คึกรับ2รัฐมนตรีใหม่

เวลา 14.00 น. ที่พรรคภูมิใจไทย บรรยากาศการประชุมพรรคคึกคักกว่าทุกครั้ง เนื่องจาก 2 รัฐมนตรีใหม่ คือ นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รมช.สาธารณสุข และนายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร รมช.คมนาคม เข้าร่วมประชุมโดยมีส.ส.และสมาชิกพรรคร่วมแสดงความยินดี เช่นเดียวกับนายอำนาจ วิลาวัลย์ ว่าที่ส.ส.ปราจีนบุรีคนแรกในนามพรรคภูมิใจไทย มาประชุมท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น ในการประชุมมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทยและหัวหน้าพรรค เป็น ประธานที่ประชุม ซึ่งได้ให้รัฐมนตรีใหม่แนะ นำตัว โดยทั้ง 2 คนกล่าวขอบคุณพรรคที่ให้โอกาสเข้ามาทำงาน และสัญญาว่าจะทำงานอย่างเต็มความสามารถ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

นายสุชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าร่วมประชุม ครม. ว่า อบอุ่นมาก นายกฯ กล่าวแนะนำรัฐมนตรีใหม่ในที่ประชุม ส่วนกฎเหล็ก 9 ข้อของนายกฯ เราต้องทำตาม ถ้าทำผิดก็ให้นายกฯ ปลด เมื่อถามว่าการได้รับตำแหน่งเพราะมีสัญญาใจและสร้างผลงานการเลือกตั้งส.ส.มหาสารคาม นายสุชาติ กล่าวว่า ไม่ใช่ การได้รับตำแหน่งเพราะผู้ใหญ่ในพรรคเมตตา ขณะที่ตนพร้อมเป็นรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2539 การเข้ามาแทนนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ไม่ได้เกิดความขัดแย้งหรือบาดหมางต่อกัน เพราะเราอยู่พรรคภูมิใจไทยเป็นกลุ่มเดียวกัน ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯ ระบุที่ได้ตำแหน่งเพราะลงทุนในการเลือกตั้งซ่อมส.ส. มหาสารคาม นายสุชาติ กล่าวว่า ตนลงแต่แรงไม่ได้ลงทุน กลุ่มพันธมิตรพูดเรื่อยเปื่อย การได้ตำแหน่งเพราะผู้ใหญ่เมตตา ยืนยันว่าผลการเลือกตั้งไม่มีผลกับการรับตำแหน่ง

จับมือ"ชทพ."ลุยแก้รธน.

เมื่อเวลา 16.00 น. นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงว่า ที่ประชุมมีมติตั้งนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ส.ส.ขอนแก่น อดีตรมช.คมนาคม เป็นประธานวิปรัฐบาลของพรรค แทนนายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น ที่ลาออก ยืนยันว่าการแต่งตั้งนายประจักษ์ ไม่ใช่การปลอบใจ แต่เพราะนายประจักษ์ มีความสามารถดูแลส.ส.ได้

นายศุภชัย กล่าวว่า แกนนำพรรคนำโดยนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองหัวหน้าพรรค นางพรทิวา นาคาศัย เลขาธิการพรรค จะเดินทางไปร่วมประชุมกับแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา อาทิ นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองหัวหน้าพรรค ที่โรงแรมสยามซิตี ในวันที่ 20 ม.ค. เพื่อกำหนดจุดยืนต่างๆ ในการทำงานในสภา พร้อมออกแถลงการณ์ร่วมกัน โดยเรื่องหลักๆ ที่จะประชุมได้แก่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็น

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การประชุมและออกแถลงการณ์ครั้งนี้ไม่ถือเป็นการกดดันพรรคประชาธิปัตย์ แต่น่าจะสอดคล้องกับผลการประชุมของพรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 23-24 ม.ค.นี้ แต่หากสุดท้ายพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วย ก็ไม่เป็นไร เพราะถือเป็นการแสดงจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนา ส่วนพรรคร่วมอื่นๆ ตนไม่ทราบ การประชุมครั้งนี้เป็นการหารือของแกนนำ 2 พรรค จะมีระดับผู้ใหญ่ อาทิ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย นายเนวิน ชิดชอบ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคภูมิใจไทย เป็นต้น ร่วมเป็นสักขีพยานการประชุมด้วย

ตั้งเป้าแก้3ประเด็น4มาตรา

วันเดียวกัน ที่โรงแรมมิราเคิล นายชวรัตน์ ให้สัมภาษณ์ถึงการนัดพบนายบรรหาร เพื่อหารือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า การหารือจะเป็นการประกาศจุดยืนระหว่างทั้ง 2 พรรค ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 3 ประเด็น 4 มาตรา ได้แก่ มาตรา 190, 265, 266 และมาตรา 94 โดยทั้ง 4 มาตรา ไม่เกี่ยวกับการปลดล็อกผู้โดนตัดสิทธิ์ทางการเมือง กับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เราก็ยินดี เพราะเราเหมือนเป็นผู้ริเริ่มในการแก้ไข แต่อย่าไปบอกว่าเป็นผู้นำ เดี๋ยวพรรคประชาธิปัตย์เขาจะโกรธ

นายชวรัตน์ กล่าวว่า การหารือในวันที่ 20 ม.ค. คาดหวังจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการ ระหว่าง 2 พรรคเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ เราต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ให้เอารัฐธรรมนูญมาดูว่าต้องแก้ตรงไหนบ้าง เมื่อทำขึ้นมาโดยลำพัง 2 พรรคแล้ว ถ้าจะมีพรรคอื่นเข้ามาร่วมต้องมีเสียงในสภา ผู้สื่อข่าวถามว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ยังนิ่งเฉย จะทวงถามสัญญาลูกผู้ชายอย่างไรบ้าง นายชวรัตน์กล่าวว่า ก็รู้อยู่แล้วว่าเขาจะไม่เห็นด้วย คงไม่เห็นด้วยกับบางข้อ แต่จะไปขัดขวางอะไรเขาไม่ได้

เมื่อถามว่าการที่กลุ่มพันธมิตรออกมาโจมตีนายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร รมช.คมนาคม มีส่วนลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับพรรคภูมิใจไทย เหมือนเป็นการตกรางวัล และเข้ามากอบโกยในกระทรวงคมนาคม นายชวรัตน์ กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ แต่การแต่งตั้งนายสุชาติ เป็นเหมือนสัญญาใจ หรือความเหมาะสมในตัวบุคคลมากกว่า อาจเพราะถึงเวลาต้องเปลี่ยน เพราะพรรคมีสมาชิกจำนวนมาก แต่คงไม่ใช่ปรับเปลี่ยนเพื่อเลี่ยงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

พผ.ยกร่างแก้ไขจ่อเข้าสภา

วันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อแผ่นดิน นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน แถลงหลังการประชุมส.ส.และกรรมการบริหารพรรค ว่า ที่ประชุมมีมติผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็น คือ มาตรา 190 และเรื่องระบบเขตเลือกตั้ง เพราะประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรง คน จนมีสิทธิ์เข้ามาเป็นส.ส.ได้บ้าง ขณะนี้พรรคยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ประเด็น และลงชื่อไว้แล้ว 29 คน จากนี้ไปจะผลักดันพรรคร่วมและสมาชิกวุฒิสภาต่อไป

เมื่อถามว่าจะยื่นญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรม นูญต่อประธานสภาได้เมื่อใด นายชาญชัยกล่าวว่า กำลังรอวัดใจพรรคประชาธิปัตย์ที่จะประชุมพรรคในสัปดาห์นี้ วงดนตรีต้องเล่นโน้ตคีย์เดียวกัน ส่วนท่าทีของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการนำรัฐธรรมนูญฉบับปี"40 กลับมาทั้งฉบับนั้น ไม่ใช่แนวทางที่พรรคเพื่อแผ่นดินสนับสนุน ที่ประชุมยังวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง เชื่อว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช.จะไม่เกิดเหตุ การณ์รุนแรงมากกว่าเดือนเม.ย.52 แน่นอน

พท.เปิดอีก8อดีตนายทหาร

ที่พรรคเพื่อไทย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค และพล.อ.วัฒนา สรรพานิช อดีตรองผบ.สส. และสมาชิกพรรค แถลงเปิดตัวอดีตนายทหาร จปร.9 อดีตนายทหารพลร่มพิเศษ จ.ลพบุรี และอดีตนายทหารพรานจากค่ายปักธงชัย จ.นครราชสีมา สมัครเป็นสมาชิกพรรค นำโดย พล.ต.ประธาน ภักดี พล.ท.อุดม โรจนวิภาค อดีตนักบินพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พล.ต.สมาน เกษรอินทร์ รองประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการทำฝนเทียม, น.ท.ชาญ คชรินทร์ พ.อ.(พิเศษ)บุญเพชร ภักดีณรงค์ อดีตนายทหารพราน เป็นต้น อย่างไรก็ตามการแถลงข่าวครั้งนี้ มีอดีตนายทหารมาร่วมเพียง 8 นาย จากเดิมพรรคแจ้งว่าจะมีถึง 25 นาย

นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากอดีตนายทหารสังกัดหน่วยรบพิเศษ จ.ลพบุรี สมัครเป็นสมาชิกพรรคจำนวนมาก ปรากฏว่ามีผู้ไม่หวังดีนำใบ ปลิวอ้างคำพูดพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธาน องคมนตรี ที่เคยเตือนพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อครั้งสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ว่าขอให้ไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นคนทรยศชาติ นอกจากนี้ยังโจมตีพรรคเพื่อไทยคิดล้มล้างสถาบัน ข้อกล่าวหาทั้งหมดร้ายแรงมาก ขอให้ยุติ เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่นายทหารและอดีตนายทหารใน จ.ลพบุรี พล.ท.ชิน สิทธิวรรณ สมาชิกพรรคและอดีตนายทหารจากหน่วยรบพิเศษ (พลร่ม) จ.ลพบุรี ล่ารายชื่อนายทหารทั้งที่รับราชการและนอกราชการ ประท้วงการกระทำดังกล่าว ยังมีอดีตนายทหารพร้อมครอบครัวประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพิ่มไม่ต่ำกว่า 400 คน

ยื่น"ญัตติเชือด"ปลายก.พ.

นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีนายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่มีมติในคำร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ในประเด็นการรับเงินบริจาค 258 ล้านบาทจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) และการรับเงินอุดหนุนกองทุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ว่า นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ผู้ยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมดำเนินคดีต่อนายอภิชาต สุชขัคคานนท์ ประธานกกต. และนายทะเบียนพรรคการเมือง ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ สามารถยื่นดำเนินคดีได้โดยตรงกับศาลอาญา หากศาลเห็นว่ามีความผิดสั่งลงโทษจำคุก ต้องพ้นจากตำแหน่งเหมือนอดีตกกต.ชุดที่มีพล.ต.อ. วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธาน

นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน รองประธานคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการยื่นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า คุยกับร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรค ในฐานะประ ธานคณะกลั่นกรองฯ แล้ว เห็นว่าการยื่นญัตติปลายเดือนก.พ. ไม่น่าจะช้าเกินไป จะอภิปรายได้ช่วงต้นเดือนมี.ค. ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ศาลนัดพิพากษาในวันที่ 26 ก.พ. ส่วนการปรับครม.เพื่อหนีการอภิปรายนั้น ไม่มีปัญหา นายกฯเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดอยู่แล้ว ไม่ว่าปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีไปอย่างไร เราพุ่งเป้าไปที่ทั้งคณะ

เผยรายชื่อเสนอเป็นนายกฯ

ต่อข้อถามว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทั้งคณะใช่หรือไม่ นายวิทยากล่าวว่า ขอหารือกับร.ต.อ.เฉลิมอีกที แต่เรื่องตัวบุคคลที่จะถูกอภิปรายนั้น ไม่มีปัญหา เท่าที่คุยกันเบื้องต้นมีเยอะเหลือเกิน เมื่อถามว่าได้ข้อสรุปคนที่จะเสนอ ชื่อเป็นนายกฯ ในการยื่นอภิปรายแล้วหรือยัง นายวิทยากล่าวว่า ไม่มีปัญหา ขอให้ได้ข้อสรุป ในการประชุมก่อน ขณะนี้ยังมีเวลาพิจารณา

แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย แจ้งว่า เบื้องต้น พรรคเพื่อไทยมีมติยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ พร้อมยื่นถอดถอนจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นผลให้พรรคเพื่อไทยเองต้องเสนอชื่อบุคคลซึ่งมีสถานะส.ส. ขึ้นเป็นนายกฯ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 158 กำหนดนั้น ขณะนี้บุคคลที่ส.ส.ในพรรคให้การสนับสนุน ตัวเลือกยังเป็นกลุ่มบุคคลเดิมจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่แล้ว เนื่องจากพรรคเพื่อไทยไม่มีตัวเลือกมากนัก ได้แก่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี และนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา โดยกระบวนการเมื่อส.ส. เสนอชื่อบุคคลที่ตนเห็นว่าเหมาะสมเข้าสู่ที่ประชุมจะต้องมีผู้รับรองเสียก่อนจึงจะเป็นแคนดิเดตได้ จากนั้นจะเปิดให้ส.ส.ลงคะแนนเสียงและขั้นตอนสุดท้ายคือการขอมติรับรองผู้ที่เสียงส่วนใหญ่เห็นว่ามีความเหมาะสมจะถูกเสนอชื่อเป็นายกฯ ต่อไป

"เหลิม"ว่าไม่เกี่ยวคดียึดทรัพย์

ด้านร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กล่าวว่า วันที่ 20 ม.ค. จะประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลฯ กำหนดกรอบเวลาการอภิปรายและรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย เบื้องต้นอยากให้ใช้เวลาอภิปรายไม่เกินวันครึ่ง มีผู้อภิปราย 12-15 คน ให้สรุปได้ในช่วงเย็นโดยใช้เวลา 2 ชั่วโมง จากนั้นเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีชี้แจง ข้อมูลการอภิปรายของตนพุ่งเป้าไปที่นายกฯ และนายกษิต ภิรมย์ รมว. ต่างประเทศ และจะยื่นถอดถอนก่อนการอภิปราย ด้วย รายละเอียดข้อมูลรับรองว่าพร้อม ไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า นอกเหนือจากนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ตนจะฟังที่ประชุมพรรคว่าใครมีข้อมูลอภิปรายรัฐมนตรีคนใด แล้วสรุปให้ฟังสั้นๆ ไม่จำเป็นต้องเอาข้อมูลมาให้ เดี๋ยวจะรั่วไหลแล้วมาโทษว่าตนทำข้อมูลรั่วเหมือนครั้งก่อน ส่วนวันเวลาที่จะยื่นญัตติอภิปรายยังไม่ได้กำหนด รอดูฤกษ์ผานาทีวันที่นายอภิสิทธิ์ดวงดับเสียก่อน

เมื่อถามว่าเวลาการยื่นอภิปรายเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดียึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้อง คนชอบพูดไปเรื่อย ไม่ว่าจะอภิปรายเมื่อใดก็ไม่เกี่ยวกับคดีที่อยู่ในศาล เมื่อถามว่าประเด็นการอภิปรายต้องถามความเห็นพ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ไม่จำเป็น ตนกับพ.ต.ท.ทักษิณโทรศัพท์คุยกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยพูดเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจเพราะเชื่อใจตน แต่ส.ส.คนไหนอยากไปหาพ.ต.ท.ทักษิณเพื่อซักซ้อมการอภิปราย เป็นสิทธิส่วนบุคคล เราห้ามไม่ได้

"แม้ว"โปรดิวเซอร์ศึกซักฟอก

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โทรศัพท์คุยกับพ.ต.ท. ทักษิณ จะเดินทางมากัมพูชาช่วงประมาณปลายเดือนม.ค.ถึงต้นเดือนก.พ. เพื่อปฏิบัติภารกิจในฐานะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกฯฮุนเซน และหารือกับแกนนำและส.ส.พรรคเพื่อไทยในการ เตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะมีแกนนำพรรคและส.ส.ในคณะทำงานเตรียมการอภิปรายส่วนหนึ่งเดินทางไปพบ เบื้องต้นมี 3 คน คือนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ และนายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ส.ส.สัดส่วน และตน นำข้อมูลการอภิปรายทั้งหมดไปให้พ.ต.ท.ทักษิณเลือกประเด็น รวมทั้งซ้อมใหญ่ต่อหน้าพ.ต.ท. ทักษิณ ที่ผ่านมาพ.ต.ท.ทักษิณ ช่วยเอาข้อมูลเชิงลึกมาให้ แนะนำให้ไปหาแหล่งข่าวจากที่นั่นที่นี่ พร้อมย้ำว่าการซักฟอกครั้งนี้ต้องเน้นชูหลักฐานให้สังคมเชื่อ และโยงถึงกลุ่มทุนบื้องหลังทุกพรรคการเมือง ไม่เว้นพรรคร่วมรัฐบาล โดยไม่ต้องรอความหวังว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะมาจับมือพรรคเพื่อไทยหลังการอภิปราย

"ถ้าร.ต.อ.เฉลิม เป็นผู้กำกับในละครเรื่องศึกซักฟอก พ.ต.ท.ทักษิณก็จะเป็นโปรดิวเซอร์ ถือว่ายิ่งใหญ่กว่าไดเร็กเตอร์ด้วยซ้ำ เพราะโปรดิวเซอร์มีสตางค์ให้หนักกว่า" นายสุรพงษ์ กล่าวและว่า ส่วนร.ต.อ.เฉลิมจะเดินทางไปพบพ.ต.ท. ทักษิณที่กัมพูชาด้วยหรือไม่นั้น ร.ต.อ.เฉลิมเป็นประธานคณะกลั่นกรองข้อมูลการอภิปรายทั้ง หมด ให้คิดเอาเองว่าจะไปหรือไม่

ชี้ช่องโหว่คดียึด7.6หมื่นล.

เวลา 16.00 น. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยแถลงว่า ที่ประชุมส.ส.มีมติให้อภิปรายไม่ไว้วางใจพร้อมยื่นถอดถอนนายอภิสิทธิ์ และนายกษิต ตามที่ร.ต.อ.เฉลิมเสนอ สำหรับรัฐมนตรีรายอื่นๆ รวมถึงวันยื่นญัตติ และผู้ที่จะได้รับเสนอชื่อเป็นนายกฯ ร.ต.อ.เฉลิม นัดประชุมกรรมการทั้ง 12 คนอีกครั้งวันที่ 20 ม.ค. จากนั้นจะนำเข้าที่ประชุมส.ส.วันที่ 26 ม.ค.เพื่อขอมติอีกครั้ง

นายประเกียรติ นาสิมมา ประธานฝ่ายกฎ หมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการนัดอ่านคำ พิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของพ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ศาลต้องยึดหลักพิจารณาคดีตามหลักกฎหมายที่มีอยู่ และไม่สามารถพิจารณาได้ว่ากฎหมายที่มีอยู่ในขณะนั้นออกโดยชอบหรือไม่ เนื่องจาก คตส.ใช้เป็นข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ออกกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้ตนเอง ทั้งที่กฎหมายทั้งหมดผ่านความเห็นชอบจากครม. และสภานิติบัญญัติ หากศาลฎีกาฯ เห็นว่าการออกกฎหมายไม่ถูกต้อง ก็ต้องยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย โดยที่ศาลฎีกาฯ ไม่สามารถวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้เอง ไม่เช่นนั้นจะถือว่าฝ่ายตุลาการแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติ และที่ผ่านมาศาลฎีกาฯ ไม่ได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ดังนั้น ในประเด็นการออกกฎหมายโดยมิชอบ ศาลฎีกาฯ จึงไม่สามารถพิจารณาได้ ต้องพิจารณาตามกรอบของกฎหมายที่มีอยู่เท่านั้น หากศาลฎีกาฯ พิพากษาโดยไม่ยึดหลักกฎหมาย หรือไม่มีคำอธิบายประกอบคำพิพากษาออกมาให้สาธารณชน รับทราบได้ ก็มีช่องทางกฎหมายที่จะยื่นถอดถอนผู้พิพากษาศาลฎีกาฯ ต่อรัฐสภา โดยให้ประชาชนหรือส.ส.เข้าชื่อเสนอถอดถอนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าพรรคเพื่อไทยมีแนวคิดถอดถอนผู้พิพากษาศาลฎีกาฯ ขอรอดูผลการพิพากษาก่อน ตนยังเชื่อการทำงานของศาลฎีกาฯว่าจะพิจารณาตามหลักของกฎหมายที่มีอยู่

โวยรัฐปูทางปราบประชาชน

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้า พรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ตนเองไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับความถูกต้องหรือไม่ของทรัพย์สินนี้ แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น กำลังเกิดความไม่ยุติธรรมอย่างชัดเจน และเป็นห่วงว่ารัฐบาลและผู้สนับสนุนกำลังวางแผนอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้กรณีนี้ใส่ร้ายประชาชนที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย หรืออาจลามปามถึงขั้นปราบปรามประชาชนด้วย สิ่งที่เห็นความไม่เป็นธรรมอย่างชัดเจนเกิดขึ้นแล้วมี 3 ประเด็น 1.การใช้คตส. ซึ่งคณะรัฐประหารแต่งตั้งขึ้นจากบุคคลที่ประกาศตนเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับพ.ต.ท.ทักษิณ อย่างโจ่งแจ้ง ทำหน้าที่สอบ สวนโดยไม่จำเป็นต้องทำตามกฎหมายเนื่องจากได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 309

2.ผู้มีอำนาจจงใจ สั่งการ และปล่อยปละละเลยให้มีการแสดงความเห็นในทางที่เป็นผลร้าย สร้างกระแสให้ยึดทรัพย์ เข้าข่ายกดดันศาลกันตามอำเภอใจ 3.มีการสร้างกระแสโดยรัฐบาลผ่านสื่อของรัฐอย่างต่อเนื่อง ใส่ร้ายการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยว่าต้องการใช้ความรุนแรงเพื่อกดดันศาล และจะเกิดความรุนแรงหลังการตัดสินคดี และสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นด้วยการกล่าวหาว่าต้องการล้มล้างสถาบัน จนอาจมองได้ว่ารัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงกำลังสร้างเงื่อน ไขเตรียมการปราบประชาชน

"การที่นายกฯ และพวก พูดในทางคาดการณ์ว่าหลังการตัดสินจะมีความรุนแรงมากขึ้น นายกฯ กับพวกรู้ผลการตัดสินคดีนี้กันล่วงหน้าแล้วหรืออย่างไร เหตุใดนายกฯและรัฐบาลจึงปล่อยให้สื่อของรัฐบาลกดดันศาล และยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังในลักษณะปูทางไปสู่การปราบ ปรามประชาชน" นายจาตุรนต์ ระบุ

"แดง"งัดพยานแฉ"สุรยุทธ์"

เมื่อเวลา 10.20 น. ที่ห้างสรรพสินค้าอิมพี เรียลเวิลด์ ลาดพร้าว นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน แถลงว่า เมื่อ 2 วันที่ผ่านมาได้พูดคุยกับนายนพดล พิทักษ์วาณิช ผู้ซื้อที่ดินบนเขายายเที่ยง ต่อจากนายเบ้า สินนอก หรือพระเบ้า ในปัจจุบัน นายนพดล อดีตเป็นนักธุรกิจใน จ.นครราชสีมา ยุคที่พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นแม่ทัพภาค 2 แต่สภาพของนายนพดล วันนี้ต่างจากในอดีต ที่ต้องหลบซ่อนเพราะมีคนตามคุกคามทั้งที่บ้านพักและสถานที่ต่างๆ

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า นายนพดล ไม่ต้องการเปิดเผยตัวเพราะเกรงอันตราย เรื่องทั้งหมดหากเปรียบเป็นนิยายก็ต้องตั้งชื่อเรื่องว่า เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด อยากถามพล.อ.สุรยุทธ์ ว่ายังจำโครงการบ้านสวัสดิการกำลังพล กองทัพภาค 2 ได้หรือไม่ ที่บอกให้นายนพดลเข้าไปทำโครงการ จนนายนพดลไปซื้อที่ดินทำโครงการ แต่ท้ายที่สุดทำโครงการไม่ได้ ต้องเสียหายนับสิบล้านบาท ต่อมาพล.อ.สุรยุทธ์ รับปากว่าจะช่วยเหลือในการทำสนามม้าใน จ.นครราชสีมา แต่ก็ไม่สำเร็จ จนเงินก้อนสุดท้ายของนายนพดล หมดไป เมื่อนายนพดล หมดตัวก็มีผู้ใหญ่คนหนึ่งมาเอ่ยปากขอที่ดินจากนายนพดล ผ่านพ.อ.สุรฤทธิ์ จันทราทิพย์ ทหารคนสนิทของพล.อ.สุรยุทธ์ นายนพดลระบุว่าไม่มีการซื้อขายที่ดินดังกล่าว และไม่มีการชำระเงินแม้แต่บาทเดียว หลังจากได้ที่ดินไปแล้วมีการใช้อำนาจสั่งให้กำลังทหารบุกไปตัดไม้สักทองในพื้นที่ป่าอีกแห่ง และใช้รถยีเอ็มซี ไปขนมาสร้างและตกแต่งบ้านบนเขายายเที่ยง เมื่อน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ หยิบเรื่องดังกล่าวมาอภิปรายใน สนช. จากนั้นนายนพดลก็ถูกคุกคามเป็นต้นมา

ยันไม่เคยได้รับเงินค่าที่ดิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐวุฒิ เปิดคลิปเสียง เสียงบันทึกการสนทนาถามตอบระหว่างตนเอง และชายคนหนึ่งที่อ้างว่าคือนายนพดล ความยาวประมาณ 10 นาที ชายที่อ้างเป็นนายนพดล ระบุว่าได้ซื้อที่ดินบริเวณเขายายเที่ยงต่อจากนายเบ้า ราคา 7 แสนบาท และถือครองมาเป็นเวลา 4 ปี ต่อมาประสบปัญหาเศรษฐกิจจากการทำโครงการหมู่บ้านจัดสรร และยังมีหลายโครง การใหญ่ที่ไม่ได้รับอนุมัติ จึงหมดกำลังใจที่จะทำงานในไทย คิดจะไปทำงานต่างประเทศ จึงเซ็นโอนลอยที่ให้พ.อ.สุรฤทธิ์ เพราะมีผู้ใหญ่อยากได้ แต่ยืนยันไม่เคยได้รับเงินจากใครในการซื้อที่ดินดังกล่าว

"ส่วนที่มีการอ้างว่าพล.อ.สุรยุทธ์ ซื้อที่ดินต่อจากนายเบ้า ผมฟังอยู่ก็หัวเราะ จะเป็นไปได้อย่างไร เพราะผมเป็นคนซื้อจากนายเบ้า และถือครองมา 4-5 ปีแล้ว ที่บอกว่ามาซื้อต่อจากผมราคา 5 หมื่นบาท โดยสามัญสำนึก ซื้อมา 7 แสนบาท ขายไป 5 หมื่น เป็นการทำธุรกรรมที่คุ้มค่าหรือไม่ แน่จริงให้ไปสาบานต่อหน้าแม่ย่าโม" เสียงที่อ้างตัวเป็นนายนพดล กล่าว

ขณะที่นายณัฐวุฒิถามว่า ผู้ที่โอนไปให้ทราบหรือไม่ว่าเป็นพื้นที่ป่าสงวน นายนพดลตอบว่า ที่ตนโอนลอยไปให้เขาไม่สนใจว่าเป็นพื้นที่ป่าสงวนหรือไม่ เพราะมีหน้าที่รับโอนลอยจากตนไปให้ผู้ใหญ่เท่านั้น

อ้างถูกคุกคามหนักมาเป็นปี

เมื่อนายณัฐวุฒิถามถึงการนำไม้สักมาสร้างบ้าน ผู้อ้างชื่อนายนพดลกล่าวว่า มีการนำไม้สักทองจากเขื่อนห้วยขุนแก้ว จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นเขตน้ำท่วมของเขื่อน และนำมาประมาณ 2-3 พันท่อน ใช้รถยีเอ็มซีบรรทุกมา นายณัฐวุฒิแก้ข้อมูลว่า เขื่อนห้วยขุนแก้ว อยู่ในจ.อุทัยธานี

นายณัฐวุฒิถามว่าได้คุยกับพ.อ.สุรฤทธิ์ หรือ ผู้ครอบครองที่ดินหรือไม่ ผู้อ้างชื่อนายนพดลกล่าวว่า ตนประสบปัญหาเศรษฐกิจมากมาย จึงไม่ได้พบปะพูดคุยกับใคร ต่อมามีคนของน.ต. ประสงค์ ติดต่อมา อยากให้ตนไปสัมภาษณ์ที่หน้ารัฐสภา ตนทำไม่ได้เพราะจะมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยแน่นอน แม้แต่ปัจจุบันก็มีปัญหาในเรื่องความปลอดภัยอยู่และลำบากมาก ช่วงที่พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นนายกฯ มีการสนธิกำลังระหว่างตำรวจกองปราบฯ และตำรวจโคราช ไปล้อมบ้าน พอตอนเช้าขอดูหมายก็บอกไม่มี บอกแต่เพียงว่ามีผู้ใหญ่สั่งมา และไม่อยากรบกวนตอนกลางวันจึงมาตอนกลางคืน จนถึงวันนี้ก็ยังมีการติดตามอยู่ และวันนี้ก็ยังตอบไม่ได้ว่าใครติดตาม แต่รู้ว่าไม่ปลอดภัยแน่นอน

ผู้อ้างชื่อนายนพดล กล่าวด้วยว่า ที่ดินบนเขายายเที่ยงที่ตนเองเคยครอบมีทั้งหมด 21 ไร่ ไม่ใช่ 20 ไร่ และที่เคยมีการรังวัดพบว่ามีที่ดินเพิ่มเป็น 26 ไร่ 8 ตารางวา ไม่ทราบว่างอกออกมาได้อย่างไร เพราะไม่ใช่พื้นที่ติดแม่น้ำหรือชายทะเล หากงอกมาได้ก็พิสดาร ส่วนจะรุกเพิ่มหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่ซื้อมา 21 ไร่

ฮึ่มจัดชุมนุมที่"สุวรรณภูมิ"

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ยืนยันว่าคลิปเสียงที่เปิดเป็นเสียงของนายนพดลจริง ตนไม่ใช่พวกชอบสาบาน แต่เห็นว่าพล.อ.เปรมแสดงความคิดเห็นใดๆ มักอ้างพระบารมี ความศักดิ์สิทธิ์ของพระสยามเทวาธิราช เรื่องนี้ยินดีเอาชีวิตเป็นเดิมพัน พร้อมสาบานต่อพระสยามเทวาธิราช แต่ปัญหาคือพล.อ.สุรยุทธ์พร้อมสาบานด้วยหรือไม่ ว่าสิ่งที่นายนพดลพูดเป็นความจริง ไม่ได้ใส่ร้ายป้ายสี และเมื่อเป็นความจริงพล.อ.สุรยุทธ์ ก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะครอบครองที่ดินบนเขายายเที่ยงได้อีก ต้องคืนรัฐอย่างไม่มีเงื่อนไข

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สัปดาห์นี้จะประชุมแกนนำนปช. คาดว่าเป็นวันที่ 21 ม.ค. ตนจะเสนอให้มีการติดตามคดีกลุ่มพันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ยังไม่คืบหน้า โดยจะขอให้มวลชนเสื้อแดงทุกคนไปร่วมชุมนุมอย่างสงบบริเวณทางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ ยืนยันจะไม่มีการยึดสนามบินหรือบ้าบุกเข้าไปด้านใน รวมทั้งไม่ปิดทางเข้า และไม่คุกคามผู้โดยสารหรือเจ้าหน้าที่ โดยจะเชิญกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินคดีเกี่ยวกับการชุมนุมมาร่วมด้วย เช่น กลุ่มชาวนา และกลุ่มพนักงานโรงงานไทรอัมพ์ จะให้ทุกหน่วยงานมาแสดงพลัง ตนได้ สำรวจพื้นที่ 2 ข้างถนน พบปกติมีการเอารถไปจอดไว้ข้างละคันอยู่แล้วโดยที่ไม่กระทบต่อการจารจร หากเป็นไปได้จะเริ่มการชุมนุมในสัปดาห์ หน้า โดยใช้เวลาชุมนุมไม่เกิน 1 ชั่วโมง

ขู่บุกบ้านองคมนตรีรายคน

นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำนปช. กล่าวว่า หลังจากแกนนำเดินทางไปทำเนียบองคมนตรี เพื่อยื่นหนังสือให้พล.อ.สุรยุทธ์ แสดงความรับผิดชอบกรณีครอบครองที่ดินเขายายเที่ยง หากพล.อ.สุรยุทธ์ ยังไม่ตัดสินใจ กลุ่มคนเสื้อแดงจะไปตามบ้านองคมนตรี ทุกคน เพื่อยื่นหนังสือและถามว่าเห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าวหรือไม่ และคิดต่อเรื่องนี้อย่างไร รวมทั้งจะเดินทางไปบ้านผู้พิพากษาอีกหลายคน เรื่องนี้จะได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไร จะไปบ้านองคมนตรีคนไหนเป็นคนแรกหลังกลับการชุมนุมที่เขาสอยดาว จ.จันทบุรี และถ้ายังไม่ได้คำตอบอีก ตนอาจยื่นถวายรายงานต่อสำนักพระราชวังเพื่อให้ทรงทราบว่าคนที่อยู่ใกล้เบื้องพระยุคลบาท ได้กระทำการเช่นนี้ต่อไป

เวลา 13.00 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กลุ่มนปช.ประมาณ 100 คน นำรถปิกอัพดัดแปลงเป็นเวทีปราศรัยเคลื่อนที่ เดินทางมารวมตัวที่ด้านหน้าอาคารดีเอสไอ ถ.แจ้ง วัฒนะ เพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว. ยุติธรรม ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีหน่วงเหนี่ยวทำให้การถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท. ทักษิณ มีความล่าช้า

แจ้งจับนายกฯ-รมต.ยื้อฎีกา

ต่อมานายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษต่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ให้ดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ และนายพีระพันธุ์ เนื่องจากขัดขวางฎีกาของคนเสื้อแดง และกระทำละเมิดพระราชอำนาจ โดยให้หน่วยงานราชการขัดขวางการร่วมลงชื่อทูลเกล้าฯ และสร้างขั้นตอนกระบวนการต่างๆ ทำให้การ พิจารณา ฎีกาเป็นไปอย่างล่าช้า เช่น การตรวจนับ การตรวจ สอบรายชื่อ ทำให้ฎีกาถูกกักไว้นานถึง 5 เดือน

นายจตุพร กล่าวว่า วันที่ 20 ม.ค. เวลา 10.00 น. แกนนำนปช.จะเดินทางไปทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือให้ตรวจสอบการถือครองที่ดินเขายายเที่ยงของพล.อ.สุรยุทธ์ จากนั้นเวลา 13.00 น. จะเดินทางไปพบนายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการเพื่อสอบถามถึงขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับฎีกาของคนเสื้อแดง ว่าจำเป็นต้องตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อ ตามที่กรมราชทัณฑ์อ้างหรือไม่

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า สัปดาห์นี้ดีเอสไอจะตั้งคณะพนักงานสอบสวนเพื่อรวบรวมตรวจสอบเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษของคนเสื้อแดง เนื่องจากเรื่องดังกล่าวมีความสำคัญ เป็นการกล่าวหานายกฯและรัฐมนตรียุติ ธรรม จึงต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ ยืนยันว่าดีเอสไอจะพิจารณาอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

แจง"ป๋า"ไม่เกี่ยวสนามกอล์ฟ

นายประยุธ ปุณศรี ผู้จัดการ บริษัท สวนจันทบุรี จำกัด ชี้แจงว่า ตามที่ได้มีกระแสข่าวพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ถือหุ้นและเคยเป็นประธานคณะที่ปรึกษาของสนามกอล์ฟ สอยดาวไฮแลนด์ ตลอดจนเป็นประธานในพิธีเปิดสนามกอล์ฟ ในช่วงกลางปี 2539 บริษัทสวนจันทบุรียืนยันว่าประธานองคมนตรี ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้น ไม่เคยเป็นประธานคณะที่ปรึกษา และไม่ได้เป็นประธานในพิธีเปิดสนามกอล์ฟ รวมทั้งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวพันกับบริษัทสวนจันทบุรี และสนามกอล์ฟแต่อย่างใด

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเผยว่า หลังจากกลุ่มนปช. ประกาศชุมนุมหน้าทำเนียบฯ วันที่ 20 ม.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยทำเนียบฯ เตรียมปิดทางเข้าออกประตู 1 ด้านถนนพิษณุโลก ติดสะพานชมัยมรุเชฐ เปิดพื้นที่ให้เป็นที่ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง 200-300 คน แต่ไม่ได้ประสานขอเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยแต่อย่างใด ให้เพียงพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 หัวหน้าชุดปะฉะดะ ดูแลในฐานะเจ้าของพื้นที่

สำหรับภารกิจนายกฯ ในวันที่ 20 ม.ค. ช่วงเช้าอยู่ที่ทำเนียบฯ เวลา 08.30 น. นายเฝิง จั่วคู่ อุปนายกสมาคมมิตรภาพวิเทศสัมพันธ์สาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าเยี่ยมคารวะ เวลา 09.00 น. เป็นประธานประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ช่วงบ่ายมีภารกิจหลายงาน กระทั่งเวลา 18.30 น. เดินทางไปร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวันกองทัพบก ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดีรังสิต

"กมม."เปิดที่ทำการพรรค

วันเดียวกัน ที่ทำการพรรคการเมืองใหม่ ถนนพระสุเมรุ เขตพระนคร พรรคการเมืองใหม่ทำพิธีเปิดพรรคอย่างเป็นทางการ โดยนอกจากแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน แล้วยังมีนักการเมือง นักวิชาการ และคนดังเข้าร่วมแสดงความยินดี อาทิ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิและอดีตประธานคมช. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาล ที่นำส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จำนวนหนึ่งมาร่วม พล.อ.ปานเทพ ภูวนารถนุรักษ์ อดีตแม่ทัพภาค 4 พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคมช. นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา เป็นต้น

โดยพิธีการในช่วงเช้าได้มีพระสงฆ์ร่วมทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ก่อนที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ จะเป็นประธานในพิธีเปิดป้ายที่ทำการพรรค ในเวลา 09.06 น.


หน้า 1




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.