มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | ศูนย์อบรมอาชีพและธุรกิจมติชน |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 11120 คน
วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7610 ข่าวสดรายวัน


ฮือฮาโผ35กมธ. เก่งการุณ นั่งปธ.ความมั่นคง


ปชป.ลุยสอยยิ่งลักษณ์แล้ว นายกฯออกทีวีเริ่มวันเสาร์นี้ สรุปมาร์ครวยเพิ่มแค่ 2ล้าน


เปิดโผรายชื่อประ ธานกมธ.ทั้ง 35 คณะ ฮือฮา "เก่ง-การุณ โหสกุล"ผงาดหัวโต๊ะกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ มี "หมอเหวง" ร่วมเป็นกรรมาธิการ ส่วน "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" นั่งเก้าอี้กมธ.กฎหมายฯ ขณะที่ "วิภูแถลง-สัมฤทธิ์" เป็นกมธ.ตำรวจ ส่วน "น้องเดียร์" กรรมาธิการทหาร ปชป.ลุยปูแล้ว ยื่นผู้ตรวจการรัฐสภาสอบจริยธรรม อ้างทับซ้อนโครงการบ้านหลังแรก หวังส่งไม้ต่อให้ป.ป.ช.ยื่นถอดถอน ขณะเดียวกันบุกอสส.ขอเอกสารสั่งไม่อุทธรณ์ภาษีหุ้นชินฯ



ปชป.เริ่มแล้วยื่นสอยยิ่งลักษณ์

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 29 ก.ย. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายวิรัตน์ กัลยาศิริ และนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.ประชาธิปัตย์ คณะทำงานด้านกฎหมาย ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของน.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ กรณีที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับนโยบายโครงการบ้านหลังแรกของรัฐบาลผ่านนายเฉลิมศักดิ์ จันทรทิม เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน

นายวิรัตน์กล่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าการที่รัฐบาลมีนโยบายลดการจัดเก็บภาษีให้ประชาชนที่ซื้อบ้านหลังแรก โดยกำหนดเพดานราคาบ้านที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการที่ราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทของตระกูลชินวัตร ถือเป็นกรณีมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่มีสภาพร้ายแรงขัดต่อรัฐธรรมนูญและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยจริยธรรมข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2551 สมควรที่ผู้ตรวจการแผ่นดินต้องดำเนินการตรวจสอบ และส่งเรื่องให้ป.ป.ช.พิจารณาดำเนินการ เพื่อนำไปสู่การถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 279



มีประโยชน์ทับซ้อนบ้านหลังแรก

นายวิรัตน์กล่าวว่าเดิมรัฐบาลกำหนดเพดานราคาบ้านที่จะได้รับการลดหย่อนการเก็บภาษีว่ามีราคาหลังละไม่เกิน 3 ล้านบาท แต่ต่อมาได้ปรับเป็น 5 ล้านบาท ผู้ที่จะซื้อบ้านราคาหลังละ 5 ล้านบาทได้นั้น ต้องมีรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท กรณีดังกล่าวนี้ บริษัทเอสซี แอสเสทฯ มีการโฆษณาเชิญชวนให้ประชาชนไปซื้อบ้านของบริษัท เพื่อรับโปรโมชั่นลดหย่อนภาษีบ้านหลังแรกตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งมีพยานหลักฐานจึงเชื่อได้ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์รู้เห็นกับนโยบายที่จะเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทและถือว่าเป็นกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนร้ายแรง ขัดต่อประมวลจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างชัดเจน จึงหวังว่าผู้ตรวจการฯจะดำ เนินการเรื่องดังกล่าว

เมื่อถามว่าการประชุมครม.เมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา มีการปรับรายละเอียดของโครง การบ้านหลังแรก โดยให้ประชาชนที่ซื้อบ้านในราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทได้รับการลดหย่อนภาษี จะทำให้ประเด็นการเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทเอสซี แอสเสทฯตกไปหรือไม่ นายวิรัตน์กล่าวว่าตนเชื่อว่าเป็นการกระทำภายใต้ความกังวลกับกรณีผลประโยชน์ทับซ้อน หากป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนแล้วพบว่ามีมูลก็ต้องถูกถอนถอนออกจากตำแหน่ง จึงพยายามที่จะกลบเกลื่อนเรื่องดังกล่าวให้ดูดี



"ปู"แจง-ชี้ประโยชน์อยู่ที่ผู้ซื้อ

ด้านนายเฉลิมศักดิ์กล่าวว่า ในส่วนของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจะดำเนินการเร่งสรุปเรื่องร้องเรียนดังกล่าว เพื่อเสนอต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้พิจารณาภายใน 1-2 วัน แต่ทั้งนี้ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยจริย ธรรมข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2551 มีขั้นตอนในการดำเนินการ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา อีกทั้งกรณีดังกล่าวไม่เคยมีตัวอย่างการดำเนินการมาก่อน อย่างไรก็ตามจะพยายามเร่งรัด เนื่องจากเป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ

เมื่อเวลา 13.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัม ภาษณ์ว่า เรื่องนี้ชี้แจงให้ประชาชนทราบอยู่แล้ว นโยบายลดภาษีบ้านหลังแรกนั้นเราตั้งใจคืนภาษีให้ประชาชน ถ้าดูรายละเอียดของนโยบาย ประโยชน์ที่ได้รับนั้นอยู่ที่ตัวผู้ซื้อ ที่สำคัญเรายังไม่มีนโยบายอะไรที่จะเอื้อผู้ประ กอบการ ในส่วนของบมจ.เอสซีแอสเสทฯนั้น จำนวนประ โยชน์ที่จะได้รับนั้นน้อยมาก ไม่ ตรงกับกลุ่มบริษัท กรณีการเตรียมยื่นถอดถอนนั้นตนเข้าใจ คงไม่วิจารณ์อะไรแล้ว คนที่ดูรายละเอียดของนโยบายจะเห็นข้อเท็จจริง



เริ่มรายการพบประชาชน-1 ต.ค.

น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดรายการพบประชาชนว่า ใช้ชื่อรายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน" เป็นการรายงานภาพรวมของรัฐบาล ให้ข้อมูลข่าวสารต่อประชาชน โดยจัดรายการวิทยุและเชื่อมต่อสัญญาณผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือช่อง 11 เริ่มวันเสาร์ที่ 1 ต.ค. เวลา 08.30 น. ใช้เวลา 30 นาที รายการมีทุกๆวันเสาร์ ส่วนการเปิดโอกาสให้ประชาชนโทร.แสดงความคิดเห็นนั้น เนื่อง จากเวลามีจำกัด ตนจะใช้เวลาในภาพรวมให้ข้อมูลข่าวสารในเวลา 30 นาที

เมื่อถามว่าหากฝ่ายค้านขอเวลาสื่อสารถึงประชาชนบ้าง รัฐบาลจะเปิดโอกาสหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่าอยู่ที่เจ้าหน้าที่จะพิจารณา รวมทั้งต้องดูหัวข้อว่าเป็นเรื่องอะไร ตนก็เป็นฝ่ายขอจัดรายการเช่นกัน การจัดรายการก็ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์กับตัวเองฝ่ายเดียว แต่เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีแต่ละคนหมุนเวียนมาให้ข้อมูลด้วย

เมื่อถามถึงเสียงวิจารณ์จากกลุ่มผู้จัดรายการช่อง 11 ที่ถูกถอดรายการออกจากผัง น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่าตนไม่ได้ยุ่งเกี่ยว เป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบ แต่เราให้นโยบายไปว่าให้พิจารณาเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของทางสถานีว่าต้องเป็นสถานีเพื่อประชาชน มีหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร ตราบใดที่เนื้อหาหรือรายการยังสามารถตอบโจทย์ก็ยินดี ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนและมติของคณะกรรมการคัดสรร

เมื่อถามย้ำว่าหากรายการไหนที่โจมตีหรือ วิพากวิจารณ์รัฐบาลยังจะให้โอกาสหรือไม่ น.ส. ยิ่งลักษณ์กล่าวว่าต้องเปิดกว้าง แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่สามารถทำได้



"ตู่"เตือนปชป.แทรกแซงขรก.

ที่รัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงฝ่ายค้านจะตั้งกระทู้ถามสด นโยบายบ้านหลังแรกของรัฐบาล อ้างว่าอาจขัดต่อกฎหมายเพราะเอื้อประโยชน์ให้บริษัท เอสซี เอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่า เรื่องดังกล่าว นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว. คลัง จะเป็นผู้ชี้แจง แต่ยืนยันว่าอะไรที่ผิดกฎหมายรัฐบาลจะไม่ทำ ทั้งนี้ การที่ฝ่ายค้านจะไปยื่นฟ้องนายกฯ ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น ถือเป็นสิทธิ์ที่ฝ่ายค้านจะทำได้ แต่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณา และมั่นใจว่าเรื่องดังกล่าวไม่กระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล

เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่รัฐบาลถูกโจมตีในเรื่องนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า แล้วแต่มุมมองของแต่ละบุคคล เช่น นโยบาย 99 วันทำได้จริงของพรรคประชาธิปัตย์นั้นก็ไม่สามารถทำได้จริง ขณะที่นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่บอกว่าทำได้ทันทีนั้น รัฐบาลเริ่มทำทันที แต่ต้องเริ่มต้นและต้องใช้เวลาดำเนินการ เมื่อถามว่าหากมีการกล่าวโจมตีนายกฯ จะช่วยชี้แจงหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า แล้วแต่ว่าจะได้รับมอบหมายให้ชี้แจงในเรื่องนี้หรือไม่

ที่กระทรวงมหาดไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงพรรคประชาธิปัตย์บุกทวงเอกสารจากอัยการสูงสุด กรณีสั่งไม่ฟ้องฎีกาคดีคุณหญิงพจมาน และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เลี่ยงภาษีซื้อขายหุ้นชินคอร์ปว่า ส.ส.แม้สามารถแสดงความเห็น แต่ไม่สามารถแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการได้ ต้องเคารพ อย่าเอาความรู้สึกส่วนตัวมาอ้าง กรณีมีการร้องเรียนต่อป.ป.ช.มากมาย หากใช้มาตรฐานเดียวกัน อาจมีคนของพรรคประชาธิปัตย์ถูกดำเนินคดีไปแล้ว ดังนั้นเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย



นายกฯประชุมปลัดกระทรวง

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งนายกฯ ทั้งนี้ก่อนเริ่มประชุม นายอำพน กิตติ อำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นตัวแทนมอบพวงมาลัยเพื่อแสดงความยินดีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯเป็นนายกฯ พร้อมกล่าวว่า ในฐานะตัวแทนข้าราชการ เชื่อมั่นว่านายกฯจะบริหารราชการแผ่นดินให้ผ่านพ้นไปได้ และข้าราชการทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือกับนายกฯ ในทุกด้านและทุกคนเข้าใจดีว่า 8 สัปดาห์ที่นายกฯ เข้ามาทำหน้าที่นั้น รัฐบาลต้องบริหารงาน แก้ปัญหา จนไม่มีเวลาพักผ่อน

"เท่าที่ผมได้ทำงานร่วมกับนายกฯ เชื่อมั่นในความจงรักภักดีที่นายกฯ มีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสถาบันพระมหากษัตริย์ และเชื่อมั่นว่านายกฯ จะทำในสิ่งที่เราทุกคนในสังคมอยากให้เกิดขึ้น นั่นคือการสร้างความปรองดองและสมานฉันท์กลับคืนสู่ประ เทศ" เลขาธิการครม.กล่าว



เรียกร้องขอให้ทำงานเป็นทีม

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวขอบคุณข้าราชการทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการทำงานว่า ดีใจที่มีโอกาสพบปะพูดคุยกับข้าราชการในระดับปลัดกระทรวง ถือว่าทุกคนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ที่ผ่านมาทุกคนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ยืนยันว่าตนและรัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มกำลังความรู้ความสามารถ และถวายความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

"อย่ามองว่าดิฉันเป็นหัวหน้ารัฐบาล ขอให้มองว่าดิฉันเป็นส่วนหนึ่งของทีมงาน ดิฉันให้ความสำคัญในการทำงานเป็นทีมเวิร์ก และสามัคคี เพราะตราบใดที่เราไม่สามัคคี การขับเคลื่อนประเทศคงเป็นเรื่องยาก การทำงานขอให้ถือว่าดิฉันเป็นคนใหม่ แม้เราจะแบ่งหน้าที่เป็นฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการประจำ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามัคคีกัน เราต้องปรับตัวเข้าหากัน ดิฉันพร้อมทำงานร่วมกับทุกคนและพร้อมสนับสนุนการทำงานของทุกคน ครั้งนี้ถือเป็นการพบกันครั้งแรกและมีความหมายที่ได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนและปรับการทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดความแข็งแรงในการทำงานทั้งภาคการเมืองและภาคราชการประจำ เพราะเป้าหมายสุดท้ายที่ทุกคนอยากเห็นคือสังคมไทยมีความสามัคคีปรองดอง ประเทศก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน" นายกฯ กล่าว



ปชป.แบ่งสายบี้อัยการสูงสุด

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะทำงานด้านยุติธรรม เข้าพบนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด เพื่อยื่นหนังสือขอภาพถ่ายสำเนาเอกสารคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป หลังจากอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฎีกาคดีการหลีกเลี่ยงภาษีหุ้น บริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) จำนวน 546 ล้านบาท

นายถาวรกล่าวว่าคดีดังกล่าวมีนายบรรณพจน์ เป็นจำเลยที่ 1 คุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้อง และคดีนี้เป็นคดีที่ศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษจำเลยตามคำฟ้องของอัยการโจทย์ ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น สิ่งที่คณะทำงานด้านยุติธรรมต้องการคือภาพถ่ายสำเนาความเห็นสั่งฟ้องของพนักงานอัยการทุกระดับชั้น ในการพิจารณาสั่งฟ้องคดี ภาพถ่ายสำเนาความเห็นคำสั่งไม่ฎีกาของพนักงานอัยการทุกระดับชั้น ทุกคน และอัยการสูงสุด สำเนาความเห็นการเขียนรายงานของพนักงานอัยการเมื่อรับทราบคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ของทุกคนทุกระดับชั้น ภาพถ่ายสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ รวมทั้งภาพถ่ายสำเนาหนังสือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) โดยขอให้อัยการสูงสุดรับรองสำเนาเอกสารทุกแผ่นและขอให้แจ้งภายในวันที่ 4 ต.ค.ว่าจะอนุญาตหรือไม่ และหากให้ตามที่ร้องขอในวันที่ 11 ต.ค. ตนจะมารับด้วยตนเอง

นายถาวรกล่าวว่าหลังจากได้เอกสารแล้วคณะทำงานจะนำข้อมูลทุกคำสั่งมาวิเคราะห์ ตั้งแต่ต้นกระบวนการจนจบถึงชั้นอัยการสูงสุดว่าถูกต้องตามหลักพิจารณาคดีหรือไม่ มีเหตุผลอย่างไร เพราะคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แตกต่างกันมาก



อสส.ไม่ขัดข้องพร้อมให้เอกสาร

ด้านนายจุลสิงห์กล่าวว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับคณะทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องยอมรับว่าความเห็นทางกฎหมายแตกต่างกันได้ และหากได้พูดจาทำความเข้าใจกันแล้วก็ทำให้เกิดความปรองดองได้ การขอสำเนาเอกสารต่างๆ ตนไม่ขัดข้อง และจะให้คำตอบได้ภายในสัปดาห์หน้า คงไม่ช้าเกินไป เพราะวันที่ 5 ต.ค.นี้ คณะกรรมาธิการองค์กรอิสระของวุฒิสภาได้เชิญตนไปชี้แจงและให้เหตุผลถึงคำสั่งไม่ฎีกาคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปในประเด็นที่หลายคนยังสงสัยอยู่ ตนพร้อมจะไปชี้แจงเพื่อแสดงความบริสุทธิ์และความโปร่งใส

นายจุลสิงห์กล่าวว่าตามรัฐธรรมนูญมาตรา 255 พนักงานอัยการมีดุลยพินิจอิสระในการพิจารณาสั่งคดี และการปฏิบัติหน้าที่ ยืนยันอัยการใช้อำนาจเพื่อส่วนรวม ไม่ได้ปกป้องใคร ส่วนที่มองว่าหากจำเลยคดีนี้ไม่ใช่คุณหญิงพจมาน การตัดสินอาจเปลี่ยนไปนั้น นายจุลสิงห์กล่าวว่าตนตัดสินไม่ได้มองชื่อคน ไม่ว่าจำเลยชื่อใด ทุกอย่างเป็นไปตามการพิจารณาของอัยการทุกขั้นตอน ไม่มีการเร่งรัด มีคณะทำงานพิจารณาตามสายงาน ดุลพินิจในการสั่งคดีที่เป็นลายลักษณ์อักษรของตนยึดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นหลัก



ไม่อุทธรณ์ตามเหตุผลศาลอุทธรณ์

นายจุลสิงห์กล่าวว่าหลังวันที่ 5 ต.ค.จะอ่านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้ฟัง คำพิพากษาวางหลักกฎหมายได้ดีที่สุดแล้วและหักล้างเหตุผลของศาลชั้นต้น เหตุผลที่นำมาพิจารณาไม่มีอะไรนอกสำนวน แค่เปิดคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ แล้วพิจารณาว่าพอใจเหตุผลของศาลอุทธรณ์ที่ตัดสินหรือไม่ ถ้าตนทำไม่ดี ผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ก็ถอดถอนได้ หากตนพิจารณานอกสำนวนหรือไปฟังหลักฐานจากที่อื่นใดนอกเหนือจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ก็ยื่นถอดถอนได้เลย ถ้ามีใครบอกว่าคดีใดวิ่งเต้นได้ก็แจ้งมาจะดำเนินการให้ คดีอาญาหรือกระบวนการยุติธรรมมีธงไม่ได้ การจะฟ้องต้องดูสำนวนการสอบสวน การจะอุทธรณ์ต้องดูคำพิพากษาศาลชั้นต้น การจะฎีกาหรือไม่ต้องดูคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์

เมื่อถามว่าสั่งไม่ฎีกาคดีภาษีหุ้นคาบเกี่ยวกับการสั่งไม่ฟ้องนายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ จึงถูกมองว่าอัยการเปลี่ยนไปตามการเมือง นายจุลสิงห์กล่าวว่าคดีนายนพดล อัยการสูงสุดเร่งสอบถามพยานชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นคณะทำงานของคณะกรรมการมรดกโลก (ยูเนสโก) ไปยังประเทศฝรั่งเศสถึง 3 ครั้ง แต่ช่วงเวลาตรงกันพอดี คดีดังกล่าวความเห็นของชาวฝรั่งเศสถือเป็นหลักฐานสำคัญ และเป็นพยานที่ตรงประเด็นมากที่สุด เมื่อส่งความเห็นมาอัยการก็ส่งให้ป.ป.ช.พิจารณา การที่อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง แต่ป.ป.ช.เห็นต่างและมอบให้สภาทนายความยื่นฟ้องเองถือเป็นกระบวน การตามหลักกฎหมายที่ทำได้

ส่วนการติดตามตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนั้น นายจุลสิงห์กล่าวว่าอัยการสูง สุดเคยทำเรื่องขอตัวพ.ต.ท.ทักษิณไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งไปยังหลายประเทศ ส่วนกัมพูชาเคยขอตัวแล้ว แต่เขาไม่ส่งและตอบว่าเป็นคดีการเมือง การขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนเป็นเอกสิทธิ์ของประเทศผู้รับคำขอ



พท.กระทู้ถามโยกงบบุรีรัมย์

ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธาน พิจารณากระทู้ถามสดของนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสาร คาม พรรคเพื่อไทย ถามนายกฯ เรื่องโครงการช่วยเหลือและฟื้นฟูภายหลังอุทกภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในจ.บุรีรัมย์ และหลักเกณฑ์การก่อหนี้ผูกพันงบประมาณของโครงการในช่วงสิ้นปีงบประมาณ 2554 ว่า สืบเนื่องจากครม.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2554 อนุมัติการโอนเปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2553 วงเงิน 1,035 ล้านบาท ไปยังอปท. ซึ่งเปลี่ยนแปลงงบจากอุดหนุนเฉพาะกิจสำหรับจัดการศึกษาที่เป็นค่าเงินเดือนครูและค่าจ้างประจำ โดยโอนไปให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) บุรีรัมย์ถึง 77 ล้านบาทใน 15 รายการ สำนักงบประมาณ มีหนังสือด่วนที่สุดลงวันที่ 19 พ.ค. 2554 แจ้งการเปลี่ยนแปลงงบดังกล่าวไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

นายยุทธพงศ์กล่าวว่า แต่อธิบดีกรม สถ. ได้ออกหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 31 ส.ค. 2554 แจ้งไปยังผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ว่า ได้รับจัดสรรงบจากรัฐบาลไปช่วยน้ำท่วม และเร่งรัดให้ดำเนินการผูกพันทำสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย. 2554 ไม่เช่นนั้นงบจะตกไป เป็นการนำงบไปทำถนนของอบจ.บุรีรัมย์ อาทิ สายอ.กระสัง จากบ้านโนนสัง-โนนจำปา โดยเป็นการซ่อม แซมผิวจราจรแบบลาดยาง วงเงิน 9.9 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีถนนสาย อ.พลับพลาชัย ที่ซ่อมแซมลาดยางอีก 5 ล้านบาท เป็นต้น รวม 15 รายการ ทุกโครงการระบุว่าใช้วิธี Pavement In-Place Recycling (การปรับปรุงชั้นทางเดิมที่หน้างาน โดยใช้วัสดุของชั้นพื้นทางเดิมเป็นส่วนผสมในการก่อสร้างใหม่) ทั้งหมด วิธีการทำถนนแบบ Recycling จะทำโดยรถ Recycling ราคาคันละ 50 ล้านบาท นำเข้าจากยุโรปและอเมริกาเท่านั้น และเหมาะทำในเมือง หรือในกทม.ที่การจราจรแออัด แต่กลับไปทำในต่างจังหวัด



ซัดอธิบดีสถ.เดินหน้าโครงการต่อ

นายยุทธพงศ์กล่าวว่า ถือเป็นการเอาเงินที่จะใช้จ้างครูไปให้อปท.ทั่วประเทศ เป็นการเอารัดเอาเปรียบ ปล้นเงินของคนจังหวัดอื่นมาให้คนจังหวัดเดียว แสดงให้เห็นว่าตอนมีการตั้งงบประมาณในรัฐบาลที่แล้ว ตั้งกันอย่างไรถึงให้มีเงินเหลือ 1,035 ล้านบาท ตั้งงบกันแบบมั่วๆ จู่ๆ มีเงินเหลือ แต่ไม่เอาไปจ้างครู ถามว่าทำไมอธิบดี สถ.ได้หนังสือจากสำนักงบฯ ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. 2554 แล้วกว่า 3 เดือนถึงจะแจ้งไปยังผวจ.บุรีรัมย์ หรือเพราะเวลาเหลือน้อยจะต้องให้จัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษใช่หรือไม่

นายยุทธพงศ์กล่าวว่า ขอให้ไปตรวจสอบการทำงานของอธิบดี สถ.ด้วย ถือว่ากล้ามาก เพราะเปลี่ยนรัฐบาลแล้วยังเดินหน้าต่อ ดังนั้นควรยุติโครงการแล้วเอางบส่วนนี้ไปช่วยน้ำท่วมได้หรือไม่ แล้วต้องไปตรวจสอบงบ 1,035 ล้านบาททั้งหมด เพราะไม่รู้เอางบไปซ่อนไว้ที่ไหนบ้าง

นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย ชี้แจงแทนนายกฯ ว่า การแจ้งช้าเป็นเรื่องที่ สถ.ได้รับแจ้งจากสำนักงบฯ แล้วจึงได้ทำหนัง สือไปยังกรมบัญชีกลางเพื่อขอกันเงินและช้าที่กรมบัญชีกลางกว่าจะตอบมาเกือบ 3 เดือน โดยตอบมาวันที่ 20 ส.ค. 2554 เมื่อกรมได้หนังสือตอบก็รีบแจ้งไปจังหวัดทันที แต่จะรับไปตรวจสอบให้ งบ 1,035 ล้านบาทจริงๆ ถูกปรับลดลงเหลือเพียง 800 กว่าล้านบาท และมีอนุกรรมการขึ้นมาตัดแบ่งไปทั้งสิ้น 33 จังหวัด และเชื่อว่ายังมีเงินค้างท่ออยู่ ส่วนจะประมูลแบบไหนก็รู้ๆ กัน จะดำเนินการตรวจสอบให้ และการโอนงบไปยังพื้นที่ต่างๆ นั้นพบว่ามีการตั้งคณะอนุกรรมการที่ควบคุมงานอยู่ ไม่เฉพาะ จ.บุรีรัมย์ เท่านั้น แต่ยังมีอีก 32 จังหวัดที่ได้รับงบประมาณ และได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาดูแลเช่นเดียวกัน ส่วนงบขณะนี้มีเพียง 25 จังหวัดที่ได้รับงบประมาณ ดังนั้นขอให้มั่นใจได้ว่าเงินไม่ได้หายไปไหน



ปชป.-ภท.ลุกขึ้นโต้กลับเดือด

จากนั้น บรรยากาศในห้องประชุมดุเดือดขึ้น เมื่อส.ส.ประชาธิปัตย์ลุกขึ้นตอบโต้ นาย สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง อดีตรมต.ประจำสำนักนายกฯ ใช้สิทธิ์พาดพิงว่า การจัดสรรงบตลอด 2 ปีเศษของรัฐบาลประชาธิปัตย์เป็นธรรม กระจายไปทั่วประเทศ จึงเป็นการกล่าวหาใส่ร้ายด้วยความเท็จ แม้จ.มหาสารคามของนายยุทธพงศ์ยังได้รับความช่วยเหลือ จึงขอให้ถอนคำพูด ยืนยันว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์จัดงบโดยหลักสมดุล ไม่ใช่ใครเลือกก่อนจัดให้ก่อน มาตรฐานแบบนั้นไม่มีในรัฐบาลประชาธิปัตย์

นายยุทธพงศ์ลุกโต้กลับว่า ที่ตนพูดเป็นเรื่องจริง มีเอกสารตราครุฑชัดเจน ประเด็นคือรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ทำไมเสียหลักการ เอาเงินค่าจ้างครูไปให้จ.บุรีรัมย์ ทำไมอธิบดีต้องเซ็นหนังสือถึงผวจ.บุรีรัมย์ ทำไมไม่เซ็นถึงผวจ.อื่นที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์บ้าง ตอนตนเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ปปช.) ที่มีนายวิลาส จันทรพิทักษ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน ถึงขนาดบอกกันว่ามีบางพรรคเรียก 30 เปอร์เซ็นต์ ไม่เช่นนั้นเงินไม่ไป

นายสาทิตย์สวนกลับว่า "อย่างนี้ไม่ได้ พูดเท็จซ้ำอีก ประธานจะมุบมิบให้ผ่านไปไม่ได้ แล้วคนนี้ก็เคยอยู่พรรคประชาธิปัตย์ คนในพรรคประชาธิปัตย์รู้ดีว่าเป็นยังไง งบกระจายอำนาจจัดกันทุกปี พูดให้คนเข้าใจผิด"

นายสมศักดิ์ไม่ได้วินิจฉัยให้นายยุทธพงศ์ถอนคำพูด ทำให้นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ใช้สิทธิ์พาดพิงบ้าง ระบุพรรคเป็นผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น นายยุทธพงศ์พูดความจริงเพียงครึ่งเดียวให้เข้าใจผิดว่ามีการทุจริต เพราะความจริงมีอีก 32 จังหวัด ซึ่งไม่แน่ว่ามี จ.มหาสารคาม ที่ได้ด้วย แต่ยกความจริงมาครึ่งเดียว มาหาว่าเอางบครูมาทำถนน ต้องเอาความจริงมาพูด อีก 32 จังหวัดก็ได้ประโยชน์ ไม่เฉพาะบุรีรัมย์ เมื่อการตอบโต้กันไม่มีทีท่าจะยุติ ประธานที่ประชุมจึงตัดบทให้ยุติ และเข้ากระทู้ต่อไปทันที



ยุทธพงศ์เตรียมยื่นกมธ.สภาสอบ

เมื่อเวลา 14.00 น. นายยุทธพงศ์ออกมาแถลงนอกห้องประชุม เรื่องการอนุมัติเปลี่ยน แปลงงบประมาณครูผู้สอน ไปกระจายให้อปท.ว่า เป็นงบให้จ.บุรีรัมย์ ซ่อมแซมถนน 17 โครงการ วงเงิน 89 ล้านบาท จากการตรวจสอบเป็นที่น่าสงสัยว่าทั้ง 17 โครงการมีการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ และเสร็จภายในวันเดียวกัน คือวันที่ 26 ก.ย. ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะการพิจารณาทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างจะต้องมีเอกสารจำนวนมาก ทั้ง 17 โครงการ ไม่สามารถทำเสร็จได้ในวันเดียว และเป็นที่สังเกตว่าการใช้วิธี Recycling มีผู้รับเหมาน้อยรายในประเทศที่จะมีเครื่องมือราคาแพงถึงเครื่องละ 50 ล้านบาท ถือเป็นการล็อกหรือไม่ บริษัทที่รับงานใน 17 โครงการ อาทิ หจก.บุรีรัมย์ ธงชัยก่อสร้าง หจก.เจริญคอนทรัคชั่น หจก.ประโคนชัยก่อสร้าง หจก.เค เอ พี พาวเวอร์ เป็นต้น

นายยุทธพงศ์กล่าวว่า สัปดาห์หน้าตนจะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบอธิบดี สถ. ว่าดำเนินการโปร่งใสหรือไม่ หรือมีการฮั้วประมูลหรือไม่ เพราะจากการตรวจสอบผู้ถือหุ้นในบริษัทมีบางรายเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย

หวิดล่ม-เสนอนับองค์ประชุม

ช่วงบ่ายเป็นการพิจารณาญัตติด่วนขอให้สภาพิจารณาเหตุระเบิดในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของนายสุรเชษฐ์ แวอาแซ หลังจากที่ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลสลับกันอภิปรายมาพอสมควร และมีส.ส. อยู่ในห้องประชุมบางตา ทำให้นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้นับองค์ประชุม แต่นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภา ประธานในที่ประชุม ขอให้นายบุญยอดถอน แต่นายบุญยอดยืนยันให้นับองค์ประชุมเพราะเป็นเอกสิทธิ์ แม้นายวิสุทธิ์จะพยายามขอร้องให้ถอนการนับองค์ประชุมก็ตาม ในที่สุดนายวิสุทธิ์ จึงต้องแจ้งต่อที่ประชุมว่า วันนี้เป็นวันพฤหัสบดี มีส.ส.หลายคนขออนุญาตลง พื้นที่ไปช่วยประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำ ท่วม จากนั้นสั่งปิดประชุมทันทีในเวลา 16.50 น.



"พระนาย"อนุมัติตั้ง 239 นอภ.

วันเดียวกัน นายพระนาย สุวรรณรัฐ ว่าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำแหน่งอำนวยการต้น ขึ้นดำรงตำแหน่งอำนวยการสูง หรือนายอำเภอ 8 ขึ้นนายอำเภอ 9 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) อนุมัติตำแหน่งอำนวยการสูง (นายอำเภอ 9) เพิ่มจำนวน 234 ตำแหน่ง โดยแต่งตั้งรวมกับตำแหน่งที่ว่างอยู่ 5 ตำแหน่ง รวมทั้งสิ้น 239 ตำแหน่ง มีผลในวันที่ 30 ก.ย.นี้ และให้เดินทางไปรับตำแหน่งใหม่ในวันที่ 25 ต.ค. เนื่องจากนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ต้องการให้นายอำเภออยู่ในพื้นที่เพื่อแก้ไขสถานการณ์น้ำท่วมก่อน เพราะรู้ปัญหามากกว่าคนที่ย้ายมาอยู่ใหม่ (อ่านรายชื่อ น.2)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าจะมีการแต่งตั้งในวันที่ 26 ก.ย. แต่เกิดความขัดแย้งขึ้นภายในระหว่างกลุ่มการเมือง กลุ่มคนเสื้อแดง และกลุ่มข้าราชการประจำ ทุกฝ่ายพยายามที่จะผลักดันคนของตัวเองเข้าสู่ตำแหน่ง จนมีกระแสข่าวว่ามีการเรียกรับเงินและวิ่งเต้นกันรับเงินกันเป็นจำนวนมาก จึงปรับแก้โผมาตลอดทั้งสัปดาห์ เพื่อเร่งรีบให้แล้วเสร็จก่อนนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครอง จะเกษียณอายุราชการ



โผ35ปธ.กมธ.-ฮือฮา"เก่งการุณ"

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบในการเลือกตั้ง กรรมาธิการ(กมธ.)สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร 35 คณะ เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ซึ่งเสนอรายชื่อส.ส.ตามสัดส่วนของแต่ละพรรคการเมืองนั้น จากนี้แต่ละคณะกรรมาธิการจะนัดกมธ. ประชุมเลือกประธาน รองประธาน และตำแหน่งต่างๆ ต่อไป

สำหรับรายชื่อที่เสนอเป็นกมธ.สามัญประจำสภา แบ่งสัดส่วนตำแหน่งประธานกมธ.แต่ละพรรคการเมือง ในส่วนของพรรคเพื่อไทย 19 คณะ มีรายชื่อผู้ที่คาดว่าจะได้รับเลือกเป็นประธาน ได้แก่ 1.พล.ต.อ.วิรุฬห์ ฟื้นแสน ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธานกมธ.การกฎหมายการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน 2.นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม เป็นประธานกมธ.กิจการสภาฯ 3.นางอรุณี ชำนาญยา ส.ส.พะเยา เป็นประธานกมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ และผู้พิการ 4.นายฉลาด ขามช่วง ส.ส.ร้อยเอ็ด เป็นประธานกมธ.แก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติ 5.นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. เป็นประธานกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ

6.นายอนุสรณ์ ปั้นทอง ส.ส.กทม. เป็นประธานกมธ.การคุ้มครองผู้บริโภค 7.นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู เป็นประธานกมธ.การเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน 8.นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธานกมธ.การต่างประเทศ 9.นายอำนวย คลังผา ส.ส.ลพบุรี เป็นประธานกมธ.การทหาร 10.นายธเนศ เครือรัตน์ ส.ส.ศรีสะเกษ เป็นประธานกมธ.การท่องเที่ยวและกีฬา 11.นายปวีณ แซ่จึง ส.ส.ศรีสะเกษ เป็นประธานกมธ.การปกครองส่วนท้องถิ่น 12.นายประเสริฐ จันทรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เป็นประธานกมธ.การป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน และยาเสพติด

13.นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน เป็นประธานกมธ.การป้องกัน และบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย 14.พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธาน กมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ 15.นายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ส.ส.เพชรบูรณ์ เป็นประธานกมธ.การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา 16.นายนิทัศน์ ศรีนนท์ ส.ส.นนทบุรี เป็นประธาน กมธ.การแรงงาน 17.นายประเสริฐ ชัยเด่นกิจนภาลัย ส.ส.สมุทรปราการ เป็นประธานกมธ.การวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 18.นางนันทนา ทิมสุวรรณ ส.ส.เลย เป็นประธานกมธ.การสวัสดิการสังคม และ 19.ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.ขอนแก่น เป็นประธาน กมธ.การสื่อสารและโทรคมนาคม

สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ 11 คณะ มีผู้ที่ได้รับเลือกเป็นประธาน ดังนี้ 1.นายสามารถ มะลูลีม ส.ส.กทม. เป็นประธาน กมธ.กิจการชายแดน 2.นายเชน เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี เป็นประธานกมธ.กิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน 3.นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ ส.ส.ตรัง เป็นประธานกมธ.การตำรวจ 4.นายเจือ ราชสีห์ ส.ส.สงขลา เป็นประธานกมธ.กิจการคมนาคม 5.นายธนิตพล ไชยนันทน์ ส.ส.ตาก เป็นประธานกมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ

6. นายมนตรี ปาน้อยนนท์ ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานกมธ.การพลังงาน 7.นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง เป็นประธาน กมธ.การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 8.นายชนินทร์ รุ่งแสง ส.ส.กทม. เป็นประธาน กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ 9.นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธานกมธ.พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน 10.นายประกอบ รัตนพันธ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช เป็นประธานกมธ.การศึกษา และ 11.นายธวัชชัย อนามพงษ์ ส.ส.จันทบุรี เป็นประธาน กมธ.การส่งเสริมราคาผลิตผลเกษตรกรรม

พรรคภูมิใจไทยนั้น นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธานกมธ.สาธารณสุข นายชัย ชิดชอบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธานกมธ.การปกครอง, พรรคชาติไทยพัฒนา นายชาดา ไชยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี เป็นประธานกมธ.การเกษตรและสหกรณ์, พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน นายประเสริฐ บุญชัยสุข ส.ส.นครราชสีมา เป็นประธานกมธ.อุตสาหกรรม, พรรคพลังชล นายสันตศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ ส.ส.ชลบุรี เป็นประธานกมธ.การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยเสนอรายชื่อบุคคลที่น่าสนใจไว้ในกมธ.ชุดต่างๆ เช่น ในกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน มีชื่อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ นายนิรมิต สุจารี ส.ส.ร้อยเอ็ด นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ส.ส.กทม. นายขจิต ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี เป็นต้น ส่วนกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ ได้แก่ น.พ.เหวง โตจิราการ นายพิชิต ชื่นบาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย เป็นต้น ขณะที่กมธ.การเงินการคลังฯ มี นายสุชาติ ธาดาดำรงเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตรมว.คลัง นายคณวัฒน์ วศินสังวร ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ เป็นต้น

กมธ.ต่างประเทศ ได้แก่ น.ส.จารุวรรณ กุลดิลก ส.ส.บัญชีรายชื่อ น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย, ส่วนกมธ.การทหาร มีพ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล, กมธ.การตำรวจ มีนายวิภูมิแถลง พัฒนภูมิไท ส.ส.บัญชีรายชื่อ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ส.ส.สุรินทร์ นายฉลอง เรี่ยวแรง ส.ส.นนทบุรี นอกจากนี้ยังมีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักประเทศไทย เป็นรองประธานกมธ.การตำรวจ คนที่ 1 และนางพัชรินทร์ มั่นปาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่ เป็นรองประธาน กมธ.การตำรวจ คนที่ 2 ด้วย ส่วนร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักษ์สันติ เป็นประธานที่ปรึกษากมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ



เปิดกรุ"มาร์ค"รวยเพิ่มแค่ 2ล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดความคลาดเคลื่อนในการเสนอข่าวของน.ส.พ.ข่าวสดฉบับวันที่ 29 ก.ย.ที่ระบุว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 52 ล้านบาทนั้น โดยข้อเท็จจริงแล้ว สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ กรณีพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2554 ในส่วนทรัพย์สินและหนี้สินของนายอภิสิทธิ์ คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เป็นเงินฝาก 1,192,145 บาท ที่ดิน 19,581,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 13,800,000 บาท ยานพาหนะ 2,070,000 บาท ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) 425,000 บาท รวมทรัพย์สิน 37,068,145 บาท คู่สมรส เงินฝาก 7,742,237 บาท เงินลงทุน 5,000,000 บาท ทรัพย์สินอื่น 4,038,000 บาท รวมทรัพย์สิน 16,780,237 บาท บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เงินฝาก 507,503 บาท รวมทรัพย์สิน 507,503 บาท ทั้งหมดไม่มีหนี้สิน รวมทรัพย์สินทั้งสิ้น 54,355,885 บาท นอกจากทรัพย์สินโรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง รถยนต์ 2 คัน ทรัพย์สินอื่น 29 รายการ ส่วนใหญ่เป็นนาฬิกา และสร้อยมุก

ทั้งนี้ การยื่นแสดงเมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง วันที่ 22 ธ.ค. 2551 เป็นเงินฝาก 1,351,945 บาท ที่ดิน 19,581,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 13,800,000 บาท ยานพาหนะ 2,070,000 บาท ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) 255,000 บาท รวมทรัพย์สิน 37,057,945 บาท คู่สมรส เงินฝาก 4,431,977 บาท เงินลงทุน 7,605,047 บาท ทรัพย์สินอื่น 3,319,000 บาท รวมทรัพย์สิน 15,356,024 บาท บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เงินฝาก 469,582 บาท รวมทรัพย์สิน 469,582 บาท รวมทรัพย์สิน 52,883,552 บาท หนี้สินมีเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น 1,087,674 บาท มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 51,795,878 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ ได้แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ กรณีพ้นจากตำแหน่งวันที่ 10 ส.ค. 2554 มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 54,355,885 บาท และแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่งวันที่ 22 ธ.ค. 2551 ว่ามีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 51,795,878 บาท ดังนั้น แสดงว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 2,560,007 บาท

โดยทรัพย์สินของนายอภิสิทธิ์ กรณีเข้ารับตำแหน่ง 37,057,945 บาท คู่สมรส 15,356,024 บาท บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 469,582 บาท ส่วนกรณีพ้นจากตำแหน่งมี 37,068,145 บาท คู่สมรส 16,780,237 บาท บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 507,503 บาท ดังนั้นทรัพย์สินของนายอภิสิทธิ์ เพิ่มขึ้น 10,200 บาท คู่สมรสเพิ่มขึ้น 1,424,213 บาท บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เพิ่มขึ้น 37,921 บาท ส่วนหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่ง 1,087,674 บาท เมื่อพ้นจากตำแหน่งไม่มีหนี้สิน



"ปู"นัดเยือนพม่า-มาเลย์-สิงคโปร์

วันที่ 29 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนะ ดวงรัตน์ เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศมาเลเซีย นำคณะทูตานุทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ 16 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐเยเมน บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา สาธารณรัฐมัลดีฟส์ รัฐเอกราชปาปัวนิวกินี สาธารณรัฐซูดาน สาธารณรัฐนามิเบีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนแอลจีเรีย ราชอาณาจักรเลโซโท สาธารณรัฐอิรัก สาธารณรัฐบูรพาอุรุกวัย สาธารณรัฐเซเนกัล สาธารณรัฐโบลีวาร์แห่งเวเนซุเอลา สาธารณรัฐเอกวาดอร์ สาธารณรัฐมอริเชียส สาธารณรัฐแซมเบีย สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ เข้าเยี่ยมคารวะน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯตามโครงการนำคณะทูตานุทูตฯ เพื่อศึกษาดูงานโครงการพระราชดำริ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเดือนต.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์มีกำหนดการเดินทางไปเยือนต่างประเทศ เพื่อแนะนำตัวในโอกาสรับตำแหน่ง วันที่ 5 ต.ค. ไปเยือนพม่า มีกำหนดการหารือข้อราชการกับพล.อ.เต็ง เส่ง นายกฯพม่า รวมทั้งสักการะเจดีย์อุปปตะสันติ โดยไม่มีกำหนดการพบนางออง ซาน ซู จี และกลับมาถึงในเวลาเที่ยงคืน จากนั้นวันที่ 11 ต.ค. มีกำหนดการเดินทางไปเยือนมาเลเซีย จากที่กำหนดไว้เป็นวันที่ 3 ต.ค. แต่มาเลเซียไม่พร้อม จึงเลื่อนมาเป็นวันดังกล่าว วันที่ 12 ต.ค. เยือนสิงคโปร์ วันที่ 19-21 ต.ค. จะไปเยือนประเทศจีน



พท.ฮึ่ม"วรวัจน์"-ดัน"เด็กเน"ได้ดี

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยแจ้งว่า ส.ส.ในพรรคเป็นจำนวนมากไม่พอใจต่อนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ เนื่องจากเข้าถึงได้ยาก ประสานงานลำบาก การแต่งตั้งโยกย้ายก็ไม่สอบถามส.ส.ในพื้นที่ และที่สร้างความไม่พอใจให้ส.ส. โดยเฉพาะส.ส.อีสาน คือการพิจารณาแต่งตั้งนายประเสริฐ บุญเรือง จากตำแหน่งเลขาฯกศน. มาเป็นเลขาฯกอศ.ซึ่งเป็นการให้ตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แต่ส.ส.เพื่อไทยมองว่านายประเสริฐ เป็นคนสนิทของนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย

ส.ส.เพื่อไทยสอบถามเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุมพรรคหลายครั้ง แต่นายวรวัจน์ ไม่เคยเข้ามาชี้แจง การประชุมพรรคครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา มีส.ส.กว่า 30 คนลุกขึ้นมาพูดเรื่องนี้ และสะท้อนปัญหาให้ผู้ใหญ่ในพรรครับทราบแล้ว แต่ยังไม่มีความเคลื่อนไหว ส.ส.จึงพูดคุยกันว่าจะลุกขึ้นพูดทุกสัปดาห์จนกว่าจะได้คำชี้แจงจากนายวรวัจน์ ขณะที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งในพรรคได้โทรศัพท์ไปรายงานเรื่องนี้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จากนั้นเมื่อช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อสายตรงมายังนายวรวัจน์ ขอให้ทบทวนการพิจารณา ขณะที่นายประเสริฐได้เขียนหนังสือแจ้งความประสงค์ขอทำหน้าที่เลขาธิการกศน.เหมือนเดิม ไม่ขอย้ายไปรับตำแหน่งเลขาธิการ กอศ.

นายมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมานายประเสริฐ เป็นผู้ทำโพลสำรวจความคิดเห็นในส่วนของกศน.ให้พรรคภูมิใจไทยทั่วทั้งภาคอีสาน

ด้านนายวรวัจน์กล่าวว่า เป็นความต้องการของนายประเสริฐที่จะไม่ขอรับตำแหน่งเลขาธิการกอศ. ตนยังไม่ได้ดูในรายละเอียดเรื่องนี้ว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง ในกรณีที่จะขอเปลี่ยนแปลง มติครม.ที่ได้แต่งตั้งเลขาธิการกอศ.ไปแล้ว



ลูกปรีดี-จี้สมคิดแจงพาดพิงพ่อ

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ตั้งคำถาม 15 ข้อ ฝากไปยังนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีคำถามข้อหนึ่งระบุว่า "ถ้าเรายกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้ เราจะล้มเลิกการกระทำทั้งหลายและลงโทษคณะรัฐประหารกี่ชุด สุจินดา ถนอม ประภาส สฤษดิ์ จอมพล ป. อ.ปรีดี หรือจะลงโทษเฉพาะคณะรัฐประหารที่กระทำต่อนายกฯทักษิณ"

ต่อมา นางดุษฎี บุญทัศนกุล พนมยงค์ บุตรสาวนายปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เข้ามาโพสต์ข้อความในหน้ากระดานเฟซบุ๊กของอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนปัจจุบันว่า

"อาจารย์เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าคะ ที่พูดพาดพิงถึงนายปรีดีเกี่ยวกับการรัฐประหาร (เห็นข่าวจากน.ส.พ.หลายฉบับ) โปรดอธิบายด้วย"

จากนั้น นายสมคิดได้เข้ามาตอบคำถามของนางดุษฎีว่า "ผมเข้าใจท่านปรีดีดีครับ การรัฐประหารกับการปฏิวัติต่างกันครับ แต่อยากให้ผู้คนได้คิดหาเหตุผลตรึกตรองในเรื่องต่างๆ"

บุตรสาวนายปรีดีจึงเข้ามาพิมพ์โต้ตอบกลับอีกสองข้อความว่า "กลับไปอ่านคำให้สัมภาษณ์ของอาจารย์ต่อสาธารณชนก่อนค่ะ" และ "ขอบคุณค่ะ ที่นำปรีดีมาเทียบเท่ากับสุจินดา ถนอม ประภาส สฤษดิ์ จอมพล ป."

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในเวลาประมาณ 18.00 น. วันเดียวกัน เมื่อตรวจสอบไปที่หน้ากระดานเฟซบุ๊กของนายสมคิดอีกครั้งหนึ่ง พบว่า ข้อความโต้ตอบระหว่างนางดุษฎีและนายสมคิดได้ถูกลบหายไปแล้ว


หน้า 1




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.