มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 4782 คน
วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 8023 ข่าวสดรายวัน


"กรุงเก่า"พบอีก-"พระประธาน"เก่าแก่


ตั้งอยู่ใน "วัด"ร้าง! กรมศิลป์ ชี้กษัตริย์ ทรงสร้าง



อีกวัดร้าง - พระประธานของวัดร้างในป่ารกกลางทุ่งนา ต.สำเภาล่ม จ.พระนคร ศรีอยุธยา ถูกทำลายจนไม่เหลือสภาพ ชาวบ้านแจ้งผู้เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบด่วน โดยก่อนหน้านี้เพิ่งพบพระนอนโบราณถูกปล่อยทิ้งอยู่ไม่ไกลกัน

ชาวกรุงเก่าตะลึงพบฐานพระพุทธรูป-พระประธานขนาดใหญ่ในอาณาเขต "วัดโคกขมิ้น" ที่ถูกทิ้งร้างอยู่ในป่าละเมาะกลางทุ่งนา อ.พระนครศรีอยุธยา สืบย้อนความเก่าแก่ไปได้ถึงยุคอยุธยาตอนปลาย ปัจจุบันอยู่ในสภาพปรักหักพังเหลือเพียงส่วนหน้าตักของพระพุทธรูป ขณะที่รอบๆ เขตวัดโดนโจรล่าสมบัติบุกขุดค้นหาของมีค่าจนพรุนไปหมด รองอธิบดีกรมศิลปากรชี้วัดร้างแห่งนี้น่าจะสร้างโดยพระมหากษัตริย์ เตรียมตรวจสอบทำเรื่องขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและบูรณะต่อไป



เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด? รับแจ้งข้อมูลจากกลุ่มนักอนุรักษ์โบราณสถานใน จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า พระพุทธรูปโบราณขนาดใหญ่ในพื้นที่ของวัดโคกขมิ้น ซึ่งเป็นวัดถูกปล่อยทิ้งร้างอยู่ในป่าละเมาะกลางทุ่งนา เขตติดต่อต.สำเภาล่ม กับต.ปากกราน อ.พระนครศรี อยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา จึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมบันทึกภาพ



วัดร้างดังกล่าวตั้งอยู่กลางทุ่งนา ต้องเดินเท้าฝ่าป่าสะแกและเถาวัลย์ที่ขึ้นปกคลุมจนรก บางช่วงต้องคลานมุดลัดเลาะด้วยความยากลำบาก ระหว่างทางพบเศษอิฐจำนวนมาก เมื่อไปถึงจุดหมายพบเนินเดินขนาดใหญ่ บนเนินมีฐานพระพุทธรูปเป็นพระประธานก่ออิฐถือปูนสูงประมาณ 2.50 เมตร กว้าง 4.50 เมตร ตรงฐานพระพบร่องรอยถูกขุดเจาะเป็นโพรงจนทะลุด้านหลังฐานพระ ส่วนตัวองค์พระพุทธรูปเหลือเพียงหน้าตักของพระพุทธรูปเท่านั้น กว้างประมาณ 3.90 เมตร แต่ยังมีความสวยงดงาม ตามฐานชุกชีมีร่องรอยการขุดเจาะเพื่อค้นหาของมีค่า



สำหรับวัดโคกขมิ้นเป็นวัดร้างนอกเกาะเมือง จ.พระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันยังไม่ได้ขุดแต่งบูรณปฏิสังขรณ์ จึงมีสภาพทรุดโทรมโดนปกคุลมด้วยต้นไม้และวัชพืช การที่วัดโคกขมิ้นยังไม่ได้รับการดูแลทางโบราณคดีและอยู่ค่อนข้างลับตาในที่ไกลชุมชน จึงเปิดช่องให้พวกมิจฉาชีพเข้ามาขุดรื้อค้นหาของมีค่า ทำลายฐานเจดีย์ ฐานพระพุทธรูป และบริเวณเนินดินเพื่อหาโบราณวัตถุ รวมถึงสิ่งมีค่าต่างๆ ที่เชื่อว่ามีบรรจุอยู่ในกรุใต้เจดีย์หรือฐานพระพุทธรูป ปรากฏร่องรอยการขุดให้เห็นอยู่ทั่วไป หากบุคคลดังกล่าวได้โบราณวัตถุหรือสิ่งมีค่าจากวัดโคกขมิ้นไปบ้างแล้วก็น่าเสียดายว่าหลักฐานสำคัญของโบราณสถานแห่งนี้บางส่วนถูกทำลายกระจัดกระจาย กระทั่งหายสาบสูญไป



นายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากรเปิดเผยว่า วัดโคกขมิ้นไม่มีประวัติหลักฐานชัดเจน เพราะไม่มีเอกสารสมัยอยุธยาหรือสมัยต่อมาฉบับใดกล่าวถึง สันนิษฐานว่าคงเป็นวัดราษฎร์ พิจารณาจากลักษณะทางศิลปกรรมของซากโบราณสถานที่เหลืออยู่เข้าใจว่าสร้างประมาณสมัยอยุธยาตอนปลายแล้วร้างไปก่อนหรือหลังกรุงศรีอยุธยาเสียเอกราชแก่พม่าในพ.ศ.2310 ประกอบกับกาลเวลาและการทำลายจากนักล่าสมบัติ วัดโคกขมิ้นจึงกลายสภาพเป็นเนินดินขนาดใหญ่ มีวัชพืชและต้นไม้ใหญ่ปกคลุมทั่วไป สิ่งที่พอจะเห็นชัดบนเนินนี้ ได้แก่ ฐานเจดีย์ 1 องค์ ปรางค์ 1 องค์ และฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่



นายเอนกกล่าวว่า ฐานเจดีย์ที่พบ 1 องค์มีลักษณะเป็นเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้ 12 ขนาดไม่ใหญ่นัก ก่อด้วยอิฐสอปูน สภาพปรักหักพังเหลือเพียงฐานส่วนล่าง ส่วนฐานเจดีย์เข้าใจว่าเป็นเจดีย์ทรงปรางค์ ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของเจดีย์ในแนวเดียวกัน เป็นปรางค์ก่ออิฐสอปูนขนาดย่อม ฐานที่เหลือมีสภาพปรักหักพัง มีความสูงเท่าที่เหลืออยู่ประมาณ 3.50 เมตร มีลักษณะเป็นฐานเหลี่ยมย่อมุมไม้ 20 ยังมีลายปูนปั้นเป็นฐานสิงห์ให้เห็นค่อนข้างชัดเจนบางส่วน เท่าที่เหลือมีฐานสิงห์ซ้อนกัน 2 ชั้น



นายเอนกระบุต่อไปว่า ลายปูนปั้นที่น่าสนใจคือลายที่หน้ากระดานเหนือหลังสิงห์ ท้องสิงห์ และเท้าสิงห์ เป็นลายปูนปั้นละเอียดอ่อนช้อยงดงามยิ่ง น่าเสียดายที่หลุดร่วงเหลือเพียงเล็กน้อยไม่ครบทั้ง 4 ด้านของปรางค์ ลายปูนปั้นกาบเท้าสิงห์ของฐานชั้นล่างสุดของสภาพปรางค์ปัจจุบัน เป็นลายกระหนกซ้อนกันหลายชั้น แต่มีความละเอียด ประณีต ดูโปร่งตาไม่เทอะทะ เหนือหลังสิงห์ประดับด้วยลายกระจังปูนปั้นขนาดใหญ่ทำเป็นซุ้มหยักโค้งปลายแหลม



รองอธิบดีกรมศิลปากรเผยอีกว่า ภายในซุ้มเฉพาะที่ประดับตามย่อมุมของฐานจะทำเป็นรูปสิงห์อัด ซุ้มนอกนั้นภายในเป็นรูปครุฑ ลายที่หน้ากระดานถัดขึ้นไปเป็นลายเกลียวกระหนก ซึ่งเหลืออยู่ไม่มากนัก ต่อไปเป็นหน้ากระดานล่างของฐานสิงห์ชั้นที่ 2 ส่วนนี้ยังมีลายปูนปั้นเป็น กระจัง หรือซุ้มหยักปลายแหลมประดับอยู่เพียงเล็กน้อย และมีลายปูนปั้นที่ท้องสิงห์ ลายครีบที่น่องสิงห์ให้เห็นอยู่บ้าง ถัดจากนั้นเป็นลายที่หน้ากระดานบนซึ่งมองไม่ชัดเพราะสภาพรก ถูกปกคลุมด้วยวัชพืช ลายปูนปั้นดังกล่าวมานี้มีทีท่าว่าจะหลุดร่วงหรือถูกทำลายต่อไปอีก เพราะฐานตอนช่วงกลางๆ ถูกมิจฉาชีพเจาะเป็นช่อง และฐานส่วนล่างโดนขุดหาสมบัติทั้ง 4 ด้านจนมองเห็นโครงสร้างของคูหากรุเป็นรูปกากบาทชัดเจน



"ฐานพระพุทธรูปอยู่ห่างจากฐานเจดีย์และปรางค์ไปทางตะวันตกเล็กน้อย เป็นฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ สร้างด้วยอิฐก่อสอปูน พระพุทธรูปก็เป็นปูนปั้นเช่นกัน สร้างหันหน้าไปทางทิศเหนือ สภาพปัจจุบันปรักหักพังเหลือเพียงส่วนหน้าตักของพระพุทธรูป ฐานบัวที่รองรับพระพุทธรูปมีเฉพาะบัวหงาย ไม่มีบัวคว่ำ กลีบบัวมีลักษณะเหมือนกลีบบัวจริงขนาดใหญ่ซ้อนสับหว่างกัน มีกลีบขนาดเล็กรองรับอยู่ด้านนอก ฐานชุกชีตอนล่างเป็นฐานสิงห์ซึ่งลวดลายประดับคงจะหลุดหายไปแล้ว ตอนล่างของฐานถูกขุดทำลายเป็นโพรง บริเวณโดยรอบฐานเป็นเนินอิฐและกากปูน ด้วยความรกของพื้นที่จนไม่อาจทราบได้ว่าพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานในอาคารหรือกลางแจ้ง? รองอธิบดีกรมศิลปากรระบุ



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนบริเวณเนินอิฐหักกากปูนด้านหน้าฐานพระพุทธรูปไม่ไกลนักมีผู้ค้นพบชิ้นส่วนของพระเกตุมาลา หรือพระรัศมีของพระพุทธรูปทำด้วยปูนปั้น 1 ชิ้น เข้าใจว่าอาจเป็นชิ้นส่วนของพระพุทธรูปองค์ที่เหลือฐานให้เห็นก็ได้ นอกจากนี้ บริเวณใกล้เคียงกันยังพบเศียรพระพุทธรูปหินทรายเศียรหนึ่งเหลือเพียงซีกด้านขวา ส่วนพระพักตร์แตกกะเทาะหายไป เข้าใจว่าคงเป็นชิ้นส่วนของพระพุทธรูปที่ประดิษฐานในวัดโคกขมิ้น ไม่ได้นำมาจากที่อื่น



รองอธิบดีกรมศิลปากรกล่าวว่า จากสิ่งที่เหลืออยู่แม้จะเป็นส่วนน้อยของสิ่งที่เคยมีในอดีต คือลวดลายปูนปั้นที่ฐานองค์พระพุทธรูปและตามขอบตามมุมของชั้นฐานของปรางค์ แม้ลวดลายเหล่านี้ชำรุดหักหายไปมากแล้ว แต่ยังเห็นร่องรอยของความประณีต พิถีพิถันของช่างกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรยังไม่ได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ เรื่องนี้คงจะต้องลงไปตรวจสอบดูหลักฐานต่างๆ ต่อไป อาจจะนำเรื่องเข้าคณะกรรมการขอขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานจะทำให้ได้งบประมาณมาบูรณะตกแต่ง ซึ่งสถานที่ตั้งวัดโคกขมิ้นเป็นเส้นทางหนึ่งที่จะผ่านไปยังกรุงเทพฯ คงจะมีพระมหากษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่งได้สร้างวัดนี้เอาไว้



ด้านนายภัทรพงษ์ เก่าเงิน นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ให้สัมภาษณ์ถึงการส่งเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเข้าไปตรวจสอบวัดพระนอนโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาที่พบก่อนหน้านี้บริเวณเนินดิน ในต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ปรากฏว่าระดับน้ำท่วมขังรอบๆ บริเวณยังสูงอยู่ ทำให้เดินเข้าไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เท่าที่ดูระดับน้ำเริ่มทรงตัว หากลดลงเร็วจะเร่งให้ผู้รับเหมานำวัสดุที่ใช้ในการบูรณะเข้าไป คาดว่าภายใน 15 วันน้ำน่าจะลดระดับลงจนแห้ง หากพ้น 15 วันน้ำไม่แห้งต้องดำเนินการทำถนนนำทรายและลูกรังถมเพื่อให้รถสามารถวิ่งนำวัสดุในการบูรณะเข้าไป



"ขั้นตอนบูรณะเบื้องต้นคงจะต้องสำรวจขุดแต่ง ขุดดิน ดูหลักฐานทางโบราณคดี รวมทั้งเสริมความมั่นคงปรับภูมิทัศน์ให้ดูสวยงาม เชื่อว่าการบูรณะช่วงแรกจะเสร็จทันในเดือนก.พ.2556 นี้ ส่วนการบูรณะองค์พระนอนจะสมบูรณ์ได้ต้องรอแบบและต้องใช้งบประมาณในปีพ.ศ.2557 เชื่อว่าหลังการบูรณะเสร็จสมบูรณ์พระนอนองค์นี้จะสวยงามและคงแบบพุทธศิลป์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา



ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับซากพระนอนโบราณกับซากพระประธานในวัดโคกขมิ้นที่เพิ่งพบใหม่วันนี้อยู่ห่างกันประมาณ 10 กิโลเมตร


หน้า 7




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.