มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | ศูนย์อบรมอาชีพและธุรกิจมติชน |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 1275 คน
วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7915 ข่าวสดรายวัน


วัดปรอท'เรื่องร้อน'เปิดสภา


รายงานพิเศษ


เปิดสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไป 1 ส.ค. มีแต่ 'ปมร้อนการเมือง' ที่สุ่มเสี่ยงทำให้ 'สภาเดือด' ซ้ำรอยสมัยประชุมที่ผ่านมาได้



ด้วยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ยังค้างวาระการประชุมของรัฐสภา เช่นเดียวกับร่างพ.ร.บ.ปรองดอง ที่ค้างการพิจารณาของสภาผู้แทนฯ ขณะที่ฝ่ายค้านเตรียมเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ



ส่วนวุฒิสภาก็ต้องเลือกประธานคนใหม่ และยังมีกรณี ป.ป.ช.ชี้มูล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จงใจ ใช้อำนาจสมัยเป็นรองนายกฯ แทรกแซงกระทรวง วัฒนธรรม ที่เตรียมส่งต่อวุฒิฯ พิจารณาความผิดอีก



คณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือวิปวุฒิสภา ประเมินประเด็นร้อนและเตรียมรับมืออย่างไร





สมชาติ พรรณพัฒน์

ส.ว.นครปฐม วิปวุฒิสภา



ผมไม่เห็นว่าเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.ปรอง ดองจะเป็นประเด็นร้อน และเชื่อว่าหลังเปิดสภาถ้าพรรคประชาธิปัตย์พากันบอยคอตก็คงไม่มีผลกระทบ เพราะเสียงส่วนใหญ่ยังมีอยู่ อีกทั้งฝ่ายค้านเองที่บอกให้ยึดหลักประชาธิปไตย



การแก้รัฐธรรมนูญก็เป็นไปตามประชาธิป ไตย สามารถแก้ไขได้ ไม่ใช่มือถือสากปากถือศีล สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็เคยแก้ระบบเลือกตั้ง ลดจำนวนส.ส.แบ่งเขต เพิ่มในส่วนส.ว.สรรหา หวังผลเสียงที่นั่งทางการเมือง



เรื่องร่างรัฐธรรมนูญน่าจะเหลือเพียงตัวเลือกแก้รายมาตรากับทำประชามติแก้ทั้งฉบับ แล้วไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ เห็นด้วยกับแนวทางนี้แต่ก็เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะต้องไปศึกษา ดูแนวทางที่สะดวกและเหมาะสมที่สุด เมื่อถึงเวลาอันสมควรต้องมีการแก้ไขอยู่แล้ว



วุฒิสภาไม่ได้วิตกกังวลเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ แม้เสียงในส.ว.จะแตกกันเองเพราะกลุ่มสรรหากลัวถูกโละระบบที่ได้มาจาก 7 คนก็ตาม



ขณะที่เรื่องพ.ร.บ.ปรองดอง อยากให้พักไว้ก่อน รอดูท่าที ช่วงนี้จะได้ปรับแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ให้นายกฯ ได้ทำงานไปก่อน



แล้วอย่างนี้จะให้มีเรื่องวุ่นวายอะไร



ส่วนการเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่ ไม่น่าจะเป็นปัญหาจนถึงขั้นแตกแยกอะไร นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิฯ น่าจะได้รับแรงสนับสนุนมากที่สุด



ส่วนกรณีป.ป.ช. ชี้มูลนายสุเทพ แล้วส่งให้วุฒิสภาพิจารณา วุฒิฯ ต้องได้รับแจ้งจากป.ป.ช.อย่างเป็นทางการก่อน เพราะขั้นตอนประธานต้องแจ้งต่อที่ประชุมและให้ตั้งคณะกรรมการจำนวน 25 คน



ประกอบด้วย ตัวแทนกรรมาธิการ 22 คน และตัวแทนวิปวุฒิฯ 3 คน ทำหน้าที่เหมือนคณะลูกขุนใหญ่สอบถามและตรวจสอบพยานหลักฐานและตัวผู้ถูกกล่าวหาในเบื้องต้น



เชื่อว่าใช้เวลาเกิน 1 เดือน จากนั้นจึงรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ให้ลงความเห็นตามรัฐธรรมนูญกำหนดต้องมีเสียงถึง 112 เสียง จึงจะพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง แต่จะไปหาเสียงมากมายได้ที่ไหนอาจจะยาก



แต่อีกแง่ถ้าเสียงข้างมากเห็นด้วยกับป.ป.ช.ให้ถอด ถอน เท่ากับนายสุเทพเสียเครดิตและไม่ได้รับความไว้วางใจทันที เพียงแต่ไม่สามารถถอดถอนตามนิตินัยได้









2.จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

ประธานวิปฝ่ายค้าน



การอภิปรายไม่ไว้วางใจฝ่ายค้านยังไม่มีการหารือกันว่าจะยื่นกันเมื่อไร ถ้าจะทำได้ก็ต้องทำช่วงสมัยประชุมนี้เท่านั้น คือช่วงต้นเดือน 1 ส.ค.ถึงปลายพ.ย.



เปิดสภาจะมีประเด็นร้อนอยู่ 2 เรื่องคือ การแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ และร่างพ.ร.บ.ปรองดอง หรือกฎหมายล้างผิด จุดยืนของฝ่ายค้าน คือ เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลควรชะลอไปก่อน และต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายคือแก้รายมาตรา ถ้าจะแก้ทั้งฉบับก็ต้องทำประชามติก่อน



แต่ไม่ว่าจะแก้รายมาตราหรือแก้ทั้งฉบับเราก็เห็นว่าควรชะลอไปก่อน ควรหยุดฟังเสียงประชาชนบ้าง ผลสำรวจที่ออกมาก็ชัดเจนตรงกันทุกสำนักว่าประชาชนไม่อยากเห็นการแก้รัฐธรรมนูญ แต่อยากเห็นรัฐบาลมาแก้ปัญหาปากท้องมากกว่า



หากรัฐบาลดื้อดึงเดินหน้าโหวตวาระ 3 ก็ทำได้ แต่ผลที่ตามมาคือทำผิดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จงใจทำผิดรัฐธรรมนูญจะถูกยื่นถอดถอนได้



ส่วนพ.ร.บ.ปรองดอง จุดยืนของฝ่ายค้านอยากให้รัฐบาลถอนกฎหมายนี้ออกไป เพราะถ้าใช้วิธีเลื่อนวาระอื่นขึ้นมาไปเรื่อยๆ ก็เป็นการแก้ปัญหาแบบไม่สุด เพราะวาระก็ยังค้างอยู่จะปะทุขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้



เช่น ถ้าเผลอเมื่อไหร่ก็เลื่อนเรื่องนี้ขึ้นมา จะกลายเป็นเรื่องความแตกแยก ขัดแย้ง และจะมีการชุมนุมต่อต้านกันอีก สุ่มเสี่ยงเกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง



ที่ประธานสภานัดประชุมวันที่ 1 ส.ค. เป็นการประชุมนัดพิเศษ ประธานมีอำนาจบรรจุระเบียบวาระเรื่องอะไรก็ได้ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แก้วันต่อวัน



เพราะถ้าไม่เป็นการประชุมนัดพิเศษ เป็นการนัดประชุมปกติ กฎหมายปรองดองก็จะขึ้นมาอยู่ในวาระที่ 1 และเป็นปัญหาทันทีที่มีการพิจารณา



ต้องถอนออกไปจึงจะเป็นการแก้ปัญหาแบบถาวรได้ ถ้าใช้วิธีการเลื่อนวาระประธานสภาก็ต้องนัดประชุมเป็นกรณีพิเศษไปเรื่อยๆ ถ้านัดประชุมปกติเมื่อไรก็เข้ามาเมื่อนั้น และจะเป็นปัญหาทันที



เพราะพันธมิตรก็ประกาศชุมนุมทันที ในส่วนฝ่ายค้านบอกแล้วว่าเราก็ค้านทันที เพราะไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ดังนั้นควรถอดชนวนให้ถาวร คือถอนออกไป



ความพยายามที่จะเดินหน้า 2 เรื่องนี้ยังไม่หมด ถ้าจะมีการถอยจริงก็ถอยชั่วคราว แต่เป้าหมายเดิมยังอยู่แน่นอน เพราะคือเป้าหมายหลักที่เขาจะต้องเดินหน้าให้ได้ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับใบสั่ง



การประชุมสภาถ้าประธานทำหน้าที่เป็นกลาง ปัญหาก็ไม่มี ประธานมีปัญหาเมื่อไรก็จะทำให้สมาชิกมีปัญหาไปด้วย เพราะเห็นความไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่



ถ้าติดตามอย่างละเอียดจะเห็นว่าถ้าเป็นวาระปกติ ไม่ว่าใครทำหน้าที่ประธาน แม้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีวาระพิเศษ วาระซ่อนเร้นเมื่อไรมีปัญหาเกือบทุกครั้ง



สมัยประชุมนี้ไม่มีอะไรหนักใจเป็นพิเศษ จะหนักใจก็แค่ 2 เรื่อง คือเรื่องรัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.ปรองดอง จะทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยครั้งใหม่ขึ้นมาได้อีก ถ้ารัฐบาลไม่ยอมถอย 2 เรื่องนี้





3.อุดมเดช รัตนเสถียร

ประธานวิปรัฐบาล



หลังเปิดสภาไม่น่าจะมีเหตุหรือปัจจัยอะไรที่จะนำไปสู่ความวุ่นวาย อย่างที่หลายฝ่ายมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือร่างพ.ร.บ.ปรองดอง จะทำให้สภาเกิดความปั่นป่วน เพราะจะป่วนหรือไม่ขึ้นอยู่กับสำนึกของสมาชิกแต่ละคน



การแก้ไขรัฐธรรม นูญคิดว่าคงดำเนินการให้แล้วเสร็จไม่ทันภายในสิ้นปีนี้ เพราะต้องทำอย่างรอบคอบ ที่สำคัญต้องพูดคุยกับพรรคร่วมให้เข้าใจตรงกันว่าจะใช้แนวทางใดแก้ไข



รวมทั้งการพูดคุยประสานกับวุฒิสภาที่ต้องขอเสียงสนับสนุนจากเขา คิดว่าเสียงสนับสนุนวาระ 3 คงน้อยลงอย่างแน่นอน เพราะสมาชิกส่วนหนึ่งอาจกังวลกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าหากลงมติจะมีปัญหาตามมา ขณะที่สมาชิกบางคนอยากให้เดินหน้าต่อ ก็ต้องคุยหลังจากที่เราพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว



ส่วนพ.ร.บ.ปรองดองคุยกันเบื้องต้นแล้วให้เลื่อนวาระออกไปก่อน ดังนั้น เมื่อเปิดประชุมยังไม่มีการพิจารณาเรื่องนี้ จึงยังไม่ได้คิดวิธีการรับมือกับฝ่ายค้าน เมื่อถึงเวลาจึงจะพิจารณาแนวทางรับมือต่อไป



ขณะที่การเลือกประธานวุฒิฯ คนใหม่นั้น เป็นเรื่องของส.ว.ที่ต้องดำเนินการ ไม่ว่าจะเลือกใครก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะรัฐบาลไม่เคยไปล็อบบี้ว่าจะต้องเอาคนที่ใกล้ชิดรัฐบาลไปทำหน้าที่



เชื่อว่าไม่ว่าใครจะมาทำหน้าที่คงไม่กระทบกับการผ่านกฎหมาย หรือการให้ความเห็นชอบในประเด็นต่างๆ ที่รัฐบาลร้องขอ เพราะถ้าร่างกฎหมายไม่ผ่านชั้นการพิจารณาของวุฒิสภาเรื่องก็จะกลับมาที่สภาผู้แทนพิจารณาอีกครั้ง



ส่วนการรับมือฝ่ายค้านในการซักฟอกก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และผลจากการซักฟอกของฝ่ายค้านก็ไม่น่าจะส่งผลต่อการปรับครม. กระแสข่าวนายกฯ จะรอปรับหลังซักฟอกคิดว่าไม่น่าเกี่ยวกัน เพราะนายกฯ เป็นผู้พิจารณาปรับครม.


หน้า 3




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.