มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 2586 คน
วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7912 ข่าวสดรายวัน


เปิดคำวินิจฉัยกลางคดีแก้รธน.


รายงานพิเศษ



หมายเหตุ- สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18-22/2555 ในคำร้องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เป็นการล้มล้างการปกครองตามมาตรา 68 หรือไม่ ผ่านเว็บไซต์ http://www.constitutionalcourt.or.th/ เมื่อวันที่ 26 ก.ค.



คำวินิจฉัยกลางมี 29 หน้า แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกสรุปข้อเท็จจริงและเอกสารประกอบคำร้อง ส่วนที่ 2 สรุปข้อเท็จจริงคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและเอกสารประกอบของผู้ถูกร้อง และส่วนที่ 3 เป็นคำวินิจฉัยศาลโดยเนื้อหาไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากการอ่านคำวินิจฉัยเมื่อ 13 ก.ค.



ประเด็นที่ 1 ศาลมีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา 68 หรือไม่



มีประเด็นที่พรรคเพื่อไทย ผู้ถูกร้องที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยว่าศาลมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องทั้ง 5 ไว้พิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา 68 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญหรือไม่



ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 68 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า 'บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้'



และวรรคสองบัญญัติว่า 'ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว'



ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา 68 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่จะให้สิทธิแก่ผู้ทราบการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ที่จะใช้สิทธิให้ตรวจสอบการกระทำดังกล่าวได้



โดยให้มีสิทธิ 2 ประการคือ ประการที่ 1 เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ



และประการที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการ กระทำดังกล่าวได้ เพราะอำนาจตรวจสอบและวินิจฉัยสั่งการกรณีที่ผู้ร้องใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 วรรคสอง เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ



อัยการสูงสุดเพียงแต่มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น และยื่นคำร้องขอต่อศาลได้เท่านั้น หาได้ตัดสิทธิผู้ร้องที่ต้องการยื่นคำร้องต่อศาลโดยตรง เมื่อผู้ร้องเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบแล้ว ชอบที่จะใช้สิทธิตามประการที่ 2 คือยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้



เห็นว่าการแปลความดังกล่าวนี้จะสอดคล้องต่อเจตนารมณ์ ในมาตรา 68 และรับรองสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 69



เนื่องจากศาลจะมีคำสั่งให้เลิกการกระทำที่อาจเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ หรือเพื่อให้ได้มาในอำนาจการปกครองโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญได้นั้น



การกระทำดังกล่าวจะต้องดำเนินการอยู่ และยังไม่บังเกิดผล หาไม่แล้วคำสั่งของศาลตามมาตรา 68 วรรคสอง ก็จะพ้นวิสัยที่จะใช้บังคับได้



อีกทั้งสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 มีหลักการสำคัญ มุ่งหมายให้ชนชาวไทยทุกคนมีส่วนร่วมปกป้องพิทักษ์รักษาการปกครองฯ และการเข้าสู่อำนาจในการปกครองประเทศ ให้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มิให้ถูกล้มล้าง



โดยสภาพจึงเป็นมาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้า เพื่อจะได้ตรวจสอบและวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำที่จะเป็นอันตรายต่อระบอบการปกครองและการล้มล้างรัฐธรรมนูญมิให้เกิดขึ้นได้



เพราะหากปล่อยให้เกิดการกระทำที่เป็นภัยร้ายแรงต่อรัฐธรรมนูญและระบอบการปกครองตามรัฐธรรมนูญขึ้นแล้ว ย่อมสุดวิสัยที่จะแก้ไขกลับคืนดีได้



เช่นนี้แล้ว ประชาชนผู้ทราบเหตุตามมาตรา 68 วรรคสอง ย่อมสามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้โดยตรง เพื่อให้ใช้สิทธิของตนต่อต้านการกระทำนั้นโดยสันติวิธี



เนื่องจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรานี้มิได้มุ่งหมายเพื่อลงโทษทางอาญา หรือการลงโทษทางรัฐธรรมนูญโดยการยุบพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสั่งให้เลิกการกระทำที่มิชอบตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง เสียก่อนที่การกระทำนั้นจะบังเกิดผล



การมีอยู่ของมาตรา 68 และ 69 จึงเป็นไปเพื่อรักษาและคุ้มครองรัฐธรรมนูญเอง ตลอดจนหลักการที่รัฐธรรมนูญได้รับรองและกำหนดกรอบไว้ให้เป็นเจตนารมณ์หลักทางการเมืองของชาติ



คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และป้องกันการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ



ความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญประการนี้ต่างหากที่ถือเป็นเจตนา รมณ์หลักของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องยึดถือไว้เป็นสำคัญกว่าเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ



ซึ่งแม้จะถือเป็นเครื่องมือช่วยค้นหาเจตนารมณ์ที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญได้ แต่ความเห็นของผู้ร่างรัฐธรรมนูญคนใดคนหนึ่ง มิใช่เจตนารมณ์ทั้งหมดของรัฐธรรมนูญ



อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากรายงานการประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทั้งการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ยังพิจารณาได้ว่า



สาระสำคัญของการอภิปรายนั้นมีเจตนาร่วมกันอยู่ที่การให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญผ่านกลไกของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้เป็นสำคัญยิ่งกว่าเรื่องของตัวบุคคลผู้มีสิทธิเสนอคำร้อง การตีความเกี่ยวกับผู้มีสิทธิเสนอคำร้องต่อศาล



จึงต้องตีความไปในแนวทางของการยอมรับสิทธิ ไม่ใช่จำกัดสิทธิ เพื่อให้ชนชาวไทยและศาลสามารถเข้ามาตรวจสอบการกระทำที่อาจมีปัญหาตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญได้สมดังเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าว



กรณีอัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงตามมาตรา 68 วรรคสองแล้ว แต่ยังไม่มีคำสั่งประการใด หากปล่อยให้กระบวนการลงมติในวาระ 3 ลุล่วงไปแล้ว แม้ต่อมาอัยการสูงสุดจะยื่นต่อศาลให้วินิจฉัยว่ากระบวนการแก้ไขดังกล่าวมิชอบด้วยมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ให้เลิกการ กระทำนั้น จะไม่สามารถบังคับตามคำวินิจฉัยในทางใดได้อีก รวมทั้งไม่อาจย้อนคืนแก้ไขผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าวได้



ศาลจึงมีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาและวินิจฉัยได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสอง



ประเด็นที่ 2 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 จะนำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติมโดยยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่



เห็นว่าอำนาจการก่อตั้งองค์กรสูงสุดทางการเมืองหรืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของประชาชนอันมีที่มาโดยตรงในการให้กำเนิดรัฐธรรมนูญ โดยถือว่ามีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญที่ก่อตั้งระบบกฎหมาย และองค์กรทั้งหลายที่ใช้อำนาจทางการเมืองการปกครอง



เมื่อองค์กรที่ถูกจัดตั้งมีเพียงอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ และอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้องค์กรที่ใช้อำนาจที่ได้รับมอบมาจากรัฐธรรมนูญนั้นเอง กลับไปแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเหมือนการใช้อำนาจแก้ไขกฎหมายธรรมดา



ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ใช้ระบบประมวลกฎหมายที่ยึดหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ที่รัฐธรรมนูญจะต้องกำหนดวิธีการหรือกระบวนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญไว้เป็นพิเศษแตกต่างจากกฎหมายโดยทั่วไป



การตรารัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นกระบวนการที่ผ่านการลงประชามติโดยตรงของผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ประชาชนจึงเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญฉบับนี้



ดังนั้นการแก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 291 แม้จะเป็นอำนาจของรัฐสภา แต่การแก้ไขเพิ่มเติมโดยการยกร่างใหม่ทั้งฉบับยังไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์มาตรา 291



เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มาโดยการลงประชามติก็ควรจะให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่า สมควรจะมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่



หรือรัฐสภาจะใช้อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราก็เป็นความเหมาะสม และเป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะดำเนินการดังกล่าวนี้ได้ ซึ่งจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา 291



ประเด็นที่ 3 การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการล้มล้างการปกครองฯ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้รัฐธรรมนูญนี้ ตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง หรือไม่



พิจารณาแล้วเห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 291 มีเจตนารมณ์เพื่อต้องการให้มีวิธีแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นรายมาตราเพื่อปฏิรูปการเมือง และปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองขึ้นใหม่ให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น



และเป็นอำนาจที่รัฐธรรมนูญให้ไว้เพื่อเป็นช่องทางแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากข้อบกพร่องในตัวรัฐธรรมนูญเอง หรือปัญหาจากข้อเท็จจริงทางการเมืองที่ต้องแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และมีความสอดคล้องต่อเนื่องในคราวเดียวกัน



ร่างแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ. .... จึงเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 291 อันถือได้ว่ามีที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน



หากพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ. .... ที่มาจากการแก้ไขมาตรา 291 เพื่อให้มีส.ส.ร. มาทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และกำหนดกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังที่ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในวาระที่ 2 และกำลังเข้าสู่การลงมติในวาระ 3



จะเห็นได้ว่ากระบวนการดังกล่าวยังไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะถือได้ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองฯ อีกทั้งขั้นตอนการจัดตั้งส.ส.ร.ยังไม่เป็นรูปธรรม



การกล่าวของผู้ร้องจึงเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าซึ่งยังไม่มีผลแต่ประการใด และยิ่งเมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา 291 (1) วรรคสอง ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดของการแก้ไขเพิ่มเติม ได้บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่า



'ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลให้เปลี่ยนแปลงการปกครองฯ หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะเสนอมิได้' ประกอบกับบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างรัฐธรรมนูญฯ ให้เหตุผลว่า 'จะยังคงรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไว้ตลอดไป'



และบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว มาตรา 291/11 ก็ยังบัญญัติคุ้มกันเพื่อรับรองการร่างรัฐธรรมนูญที่จะไม่กระทบถึงสาระสำคัญแห่งรัฐว่า



'ร่างรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาเปลี่ยนแปลงการปกครองฯ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ ประธานสภามีอำนาจยับยั้งให้ร่างนั้นตกไปได้' ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 291/11 วรรคหก



อย่างไรก็ตาม หากส.ส.ร.จัดทำร่างฯ ที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงการปกครองฯ หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์แล้ว



ทั้งประธานรัฐสภาและรัฐสภาก็มีอำนาจยับยั้งให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไปได้ รวมทั้งหากบุคคลใดทราบว่ามีการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองฯ ผู้ทราบการกระทำก็ยังมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง



และยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำการดังกล่าวในทุกช่วงเหตุการณ์ที่บุคคลนั้นทราบตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 68 ยังมีผลใช้บังคับ



ประการสำคัญเมื่อพิจารณาคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาบันทึกถ้อย คำยืนยันข้อเท็จจริง และการไต่สวนของศาลจากฝ่ายถูกร้อง อาทิ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา นายอัชพร จารุจินดา ผู้แทนคณะรัฐมนตรี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ผู้แทนพรรคเพื่อไทย นายชุมพล ศิลปอาชา ผู้แทนพรรคชาติไทยพัฒนา และนายภราดร ปริศนานันทกุล



ล้วนต่างเบิกความว่า มิได้มีเจตนารมณ์ที่จะกระทำการเพื่อล้มล้างการปกครองฯ และผู้ถูกร้องทั้งหมดยังแสดงถึงเจตคติอันตั้งมั่นว่า จะดำรงคงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่เช่นเดิม



พิจารณาแล้วจึงเห็นว่า ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการล้มล้างการปกครองฯ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้แต่อย่างใด



ข้อกล่าวอ้างทั้งหมดจึงเป็นเพียงการคาดการณ์ หรือเป็นความห่วงใยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งยังห่างไกลต่อการที่จะเกิดเหตุตามที่กล่าวอ้าง



ข้อเท็จจริงจึงยังไม่พอฟังได้ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองฯ ตามรัฐธรรมนูญนี้แต่อย่างใด



ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 6 จึงฟังไม่ได้ว่ามีเจตนาล้มล้างการปกครองฯ หรือให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง



จึงให้ยกคำร้องในประเด็นนี้ และเมื่อวินิจฉัยเป็นดังนี้แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ 4 อีกต่อไป อาศัยเหตุผลดังกล่าวขั้นต้น จึงให้ยกคำร้องทั้งห้าคำร้อง


หน้า 3




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.