มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 1014 คน
วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 23 ฉบับที่ 8393 ข่าวสดรายวัน


คำวินิจฉัยศาลรธน.ที่มาสว.


คอลัมน์ รายงานพิเศษ


หมายเหตุ : ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมอบหมายนายสุพจน์ ไข่มุกด์ และนายจรูญ อินทจาร อ่านคำวินิจฉัยคำร้องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว. เข้าข่ายเป็น การกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ เมื่อวันที่ 20 พ.ย.



ก่อนพิจารณาประเด็นในคำวินิจฉัยต้องพิจารณาปัญหาว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยเกี่ยวกับกรณีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือไม่

ประเทศที่นำระบอบประชาธิปไตยมาใช้ในการปกครองประเทศ ล้วนมีวัตถุประสงค์ที่จะออกแบบหรือสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เพื่อให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมปกครองประเทศ และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

อีกทั้งสร้างระบบตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างองค์กร หรือสถาบันทางการเมือง เพื่อให้เกิดดุลยภาพในการใช้อำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของประชาชน ตามหลักการแบ่งแยกออกเป็น 3 อำนาจ คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ตามคำปรารภของรัฐธรรมนูญ 2550 อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย แม้จะให้ถือเอามติฝ่ายเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่หากละเลยหรือใช้อำนาจอำเภอใจ กดขี่ ข่มเหงฝ่ายเสียงข้างน้อยโดยไม่ฟังเหตุผล และขาดหลักประกัน จนทำให้ฝ่ายเสียงข้างน้อยไม่มีที่อยู่ที่ยืนตามสมควร จะถือเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร

หากแต่จะกลับกลายเป็นระบอบเผด็จการฝ่ายข้างมาก ขัดแย้งต่อระบอบการปกครองของประเทศอย่างชัดแจ้ง

การนี้อาจกล่าวได้ว่าองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นประมุขของรัฐ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือศาล ล้วนถูกจัดตั้งขึ้น หรือได้รับมอบอำนาจมาจากรัฐธรรมนูญ ทั้งสิ้น

ดังนั้นองค์กรเหล่านี้จึงต้องถูกจำกัดการใช้อำนาจ ทั้งในด้านรูปแบบและเนื้อหา มีผลให้การใช้อำนาจขององค์กรทั้งหลายเหล่านี้ไม่สามารถขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้

การอ้างหลักเสียงข้างมากโดยมิได้คำนึงถึงเสียง ข้างน้อย เพื่อหยิบยกมาใช้อำนาจอำเภอใจ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของผู้ใช้อำนาจท่ามกลางความซับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน

ย่อมขัดต่อหลักนิติธรรมตามมาตรา 3 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งหมายถึงรัฐธรรมนูญนี้ ตามนัยมาตรา 68 นั่นเอง

การใช้กฎหมายและการใช้อำนาจทุกกรณีต้องเป็นไป โดยสุจริต จะใช้โดยทุจริต ฉ้อฉล มีประโยชน์ทับซ้อน หรือวาระซ่อนเร้นมิได้

ส่วนหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย หมายถึงการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน มิใช่การปกครองตามแนวความคิดของบุคคลใด หรือกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และมิใช่การปกครองที่อ้างอิงแต่เพียงฐานอำนาจที่มาจากระบบการเลือกตั้งเท่านั้น

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้กำหนดให้มีศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจ เพื่อให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม

ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 216 วรรคห้า ที่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ

ประกอบมาตรา 27 ที่ว่าสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดเจนโดยปริยาย หรือโดย คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการ ตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมายและการตีความกฎหมายทั้งปวง

เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีนี้ ผู้ร้องใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสอง ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ อ้างว่าผู้ถูกร้องกระทำการ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญนี้

ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้

ส่วนประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคำร้อง คือ 1.ประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

ศาลวินิจฉัยว่า ร่างแก้ไขมิใช่ร่างเดิมที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย และคณะ ยื่น

แต่เป็นร่างที่จัดพิมพ์ขึ้นใหม่ และมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่เป็นหลักการสำคัญในมาตรา 116(2) ที่ให้ ส.ว. ซึ่งสิ้นสุดวาระสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ทันที การ กระทำดังกล่าวถือว่ามีเจตนาปกปิดข้อเท็จจริง

ซึ่งเมื่อได้ข้อยุติว่าร่างที่ที่ประชุมร่วมรัฐสภาไม่ใช่ ร่างเดิมที่นายอุดมเดชเสนอ จึงเท่ากับว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยขัด บทบัญญัติมาตรา 291 (1)

นอกจากนี้การตัดสิทธิ์การอภิปรายของผู้ที่ยื่น สงวนคำแปรญัตติถึง 51 คน ทั้งที่ยังไม่ฟังการอภิปรายเลย แม้ประธานรัฐสภาจะมีอำนาจสั่งปิดการอภิปราย แต่ถือเป็นการใช้อำนาจไม่ชอบ เอื้อประโยชน์ฝ่ายเสียงข้างมากอย่างไม่เป็นธรรม

ขณะที่การนับวันแปรญัตติที่มีการสรุปให้ย้อนหลังไปถึงวันที่ 4 เม.ย. ส่งผลให้วันแปรญัตติตามข้อบังคับการประชุมที่กำหนดไว้ 15-20 วันนับแต่วันที่รับหลักการวาระที่ 1 เหลือเพียง 1 วัน

ส่งผลให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 125 และขัดต่อ หลักนิติธรรม ที่ขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 3

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อมาคือ เรื่องการเสียบบัตรแสดงตนและลงคะแนนแทนกัน

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มีประจักษ์พยานชัดเจน ทั้ง ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ และวีดิทัศน์บันทึกการประชุมเพื่อลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่ามีสมาชิกรัฐสภารายหนึ่ง คือ นายนริศร ทองธิราช ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์หลายใบเสียบในช่องลงคะแนนและแสดงตน

ทั้งที่การใช้สิทธิ์ลงคะแนนตามหลักกฎหมายและข้อบังคับการประชุมรัฐสภานั้น ระบุว่าสมาชิก 1 คนสามารถลงคะแนนได้เพียง 1 เสียง

เมื่อพบว่ามีการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 และข้อบังคับการประชุม รวมไปถึงขัดต่อความซื่อสัตย์สุจริตของสมาชิกรัฐสภาที่ได้ปฏิญาณตนไว้เมื่อครั้งเข้ารับหน้าที่

ส่งผลให้การลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนประเด็นที่อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดให้มี ส.ว.สรรหาที่มาจากหลากหลายวิชาการในสัดส่วนที่เท่ากับ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีแม่แบบมาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 และได้นำข้อบกพร่องในเรื่องคุณสมบัติของผู้ลงสมัคร ส.ว.จากรัฐธรรมนูญปี 2540 มากำหนดไว้ว่า

ผู้ที่จะลงสมัครต้องไม่เป็นสามี ภรรยา และบุตรของ ผู้ที่เป็น ส.ส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้ง หากพ้นจากตำแหน่ง ส.ว.แล้วต้องเว้นวรรคการลงสมัคร รอบใหม่ไม่น้อยกว่า 2 ปี

เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญมีเจตนาให้องค์กรวุฒิสภาเป็นองค์กรที่เป็นอิสระ และกลั่นกรองตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวที่มีการแก้ไขคุณสมบัติผู้ลงสมัคร ส.ว.ให้ใกล้เคียงกับผู้ลงสมัคร ส.ส. เท่ากับเป็นการแก้ไขไปสู่จุดสูญสิ้น

เป็นการนำพาชาติถอยหลังเข้าคลอง กลายเป็นสภาญาติ พี่น้อง สภาครอบครัว และสภาผัวเมีย นำไปสู่การผูกขาด กระทบต่อการปกครองประเทศ เปิดช่องให้ผู้ที่สามารถควบคุมกลไกดังกล่าวใช้วุฒิสภาให้ได้มาเพื่ออำนาจในการปกครอง อีกทั้งยังเป็นการทำลายการเป็นสภาถ่วงดุลของ ส.ว.ให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ

อาศัยเหตุดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ว่า การดำเนินการพิจารณาและล้มมติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของ ผู้ถูกร้องทั้งหมดในคดีนี้ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบ

โดยกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยกฎหมายมาตรา 122 มาตรา 125 วรรคหนึ่งและวรรคสอง มาตรา 126 วรรคสาม มาตรา 291 และมาตรา 3 วรรคสอง


และวินิจฉัยโดยมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 ว่ามีเนื้อความเป็นสาระสำคัญขัดแย้งต่อหลักการพื้นฐานและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2550 อันเป็นการทำให้ผู้ที่ ถูกร้องได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศด้วยวิธีการ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 ฝ่าฝืนมาตรา 68 วรรคหนึ่ง

ส่วนที่ผู้ร้องขอยุบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมืองเหล่านั้น เห็นว่ายังไม่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 68 วรรคสาม และวรรคสี่

จึงยกคำร้องในส่วนนี้


หน้า 3




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.