มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 5116 คน
วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 ปีที่ 00 ฉบับที่ 0000 ข่าวสดรายวัน


เหตุการณ์ 14 ตุลา ถึง 6 ตุลา


คอลัมน์ รู้ไปโม้ด


สวัสดีค่ะน้าชาติ

 

 - หนูได้ดูหนังเรื่อง 14 ตุลาฯแล้ว อยากจะรบกวนน้าชาติให้ช่วยตอบข้อสงสัยด้วย อยากทราบว่าเหตุการณ์ 14 ตุลา เกิดขึ้นได้อย่างไร และจบลงแบบใด

 

 สุดท้ายนี้หวังว่าน้าชาติคงจะช่วยหาคำตอบได้นะคะ ขอบคุณค่ะ

 

/the moon hunter

 

 - อยากทราบเรื่องราว 14 ต.ค.2516 และ 6 ต.ค.2519 คร่าวๆ ค่ะ 

 

/ นิ

 

ตอบ- มูนฮันเตอร์ / นิ

 

 ข้อมูลวันนี้นำมาจากหนังสือ "จาก 14 ถึง 6 ตุลา" ของมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ถ้าห้องสมุดมี แนะนำให้ไปอ่านอีก

 

 เหตุการณ์ 14 ตุลา ไม่ใช่เกิดขึ้นปุบปับ สรุปจากที่อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เขียนไว้ ก็คือ ในช่วงปี 2514-2516 การเมืองภายในประเทศของไทย เริ่มก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยบ้าง คือมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ.2511 มีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2512

 

 แต่สถานการณ์กลับตาลปัตร เมื่อรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ปฏิวัติตนเอง ในปี 2514 เพื่อครองอำนาจต่อไป ทั้งๆ ที่ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารราชการ และเศรษฐกิจ มีบรรยากาศเล่นพรรคเล่นพวก ปิดกั้นเสรีภาพ

 

 เมื่อเป็นเช่นนี้ อาการ "หมดความอดทน" ในหมู่ประชาชนจึงเริ่มก่อตัว

 

 ในช่วงเวลานั้นนิสิตนักศึกษาเป็นกลุ่มที่เข้ามามีบทบาททางสังคมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ว่าจะร่วมสังเกตการณ์เลือกตั้งในปี 2512 ออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท ต่อต้านการครอบงำทางเศรษฐกิจ หรือเสนอแนวทางรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

 ในปี 2515 ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย กลายเป็นศูนย์รวมของการแสดงออกซึ่งความไม่พอใจต่อการผูกขาดอำนาจของเผด็จการ

 

 กิจกรรมการเคลื่อนไหวสำคัญคือ เดินขบวนประท้วงสินค้าญี่ปุ่นปลายปี 2515 ประณามการใช้อิทธิพลของเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปล่าสัตว์ที่ป่าทุ่งใหญ่ และคัดค้านการลบชื่อหรือขับไล่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง 9 คนออกกลางปี 2516

 

 จากการประท้วงกรณีนักศึกษารามคำแหง 9 คน เมื่อวันที่ 21-22 มิ.ย.2516 จึงนำมาซึ่งการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ

ในวันที่ 5 ต.ค. การชุมนุมก่อตัวขึ้น เริ่มจากนายธีรยุทธ บุญมี อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย บัณฑิตวิศวะ จุฬาฯ ในฐานะผู้ประสานงานกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยสมาชิก 10 คน เปิดแถลงข่าวที่ท้องสนามหลวง มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ 1.เรียกร้องให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว 2.จัดหลักสูตรอบรมรัฐธรรมนูญสำหรับประชาชน และ 3.กระตุ้นประชาชนให้สำนึกและหวงแหนในสิทธิเสรีภาพ

 

 ฝ่ายรัฐบาลในตอนนั้น ตอบโต้การชุมนุมนี้ด้วยการจับกุมนักศึกษาและผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ด้วยการตั้งข้อกล่าวหาชนิดก็ว่ากันไป เช่น พบเอกสารคอมมิวนิสต์ มั่วสุมชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมือง โดยรัฐบาลสั่งจับกุมผู้แจกใบปลิวคัดค้านเผด็จการได้ 13 คน

 

 บรรยากาศการเผชิญหน้าจึงตึงเครียดขึ้นทุกวัน กลุ่มนักศึกษาชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักศึกษา 13 คนดังกล่าว และจัดให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว ขณะที่จำนวนผู้ชุมนุมก็เพิ่มขึ้นทุกวันจนเป็นเรือนแสน แน่นขนัดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

 ในวันที่ 13 ต.ค.  เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผู้นำนักศึกษาที่ได้รับแต่งตั้งเฉพาะกิจให้เป็นหัวหน้าปฏิบัติการเดินขบวน นำฝูงชนเคลื่อนขบวนออกจากธรรมศาสตร์มุ่งสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ลานพระบรมรูปทรงม้า และสวนจิตรลดาเพื่อหวังพระบารมีเป็นที่พึ่ง ตามลำดับ

 

 ในวันที่ 14 ตุลา จังหวะที่รัฐบาลประกาศจะปล่อยตัวนักศึกษา 13 คน และสั่งตรึงกำลังทหารที่หน้าสวนจิตรลดา คำประกาศดังกล่าวยังไม่รู้ในคนหมู่มาก เมื่อนักศึกษาจะเดินกลับมาพบกับทหารตำรวจ ก็เกิดการปะทะระหว่างฝูงชนและตำรวจ กระทั่งบานปลายลุกลามไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด ไปถึงถนนราชดำเนิน สี่แยกคอกวัว กรมสรรพากร กรมประชาสัมพันธ์ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ผ่านฟ้า มีคนตายจำนวนมาก

 

 ในเวลา 19.40 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงออกรายการโทรทัศน์ พระราชทานกระแสพระราชดำรัส ว่าวันที่ 14 ตุลาคม เป็นวันมหาวิปโยค และตรัสว่า รัฐบาลจอมพลถนอมได้ลาออกแล้ว ทรงแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกฯคนใหม่

 

 อย่างไรก็ตาม จอมพลถนอมยังอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และสั่งให้เจ้าหน้าที่ปราบปรามผู้ชุมนุมต่อไป

การปราบปรามรุนแรงดังกล่าว เริ่มทำให้เกิดความขัดแย้งในวงการรัฐบาล และมีทหารตำรวจส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย ในจำนวนนี้รวมถึงพลเอกกฤษณ์ สีวะรา ผบ.ทบ.และกองทัพอากาศ กองทัพเรือ ด้วย จึงเป็นแรงกดดันให้จอมพลถนอม กิตติขจร ต้องลาออก และเดินทางออกจากประเทศ พร้อมจอมพลประภาส จารุเสถียร และพล.อ.ณรงค์ กิตติขจร เหตุการณ์จึงสงบลง

 

 เหตุการณ์ 14-15 ต.ค.2516 ปิดฉากลงด้วยจำนวนผู้เสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 857 ราย แต่การเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักศึกษาและประชาชนยังดำเนินต่อไป

 

 ช่วงปี 2516-2519 เป็นช่วงที่ประชาธิปไตยเบ่งบานมาก นักศึกษาออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กลุ่มเกษตรกร ชาวนา ผู้ใช้แรงงาน มีการเดินขบวนประท้วงอยู่เสมอ และทำให้กลุ่มอำนาจเก่าไม่พอใจ

 

 สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเมื่อจอมพลประภาสและจอมพลถนอม เดินทางกลับประเทศไทยในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2519 กลุ่มนักศึกษาไม่พอใจและเดินขบวนประท้วงขับไล่ จอมพลประภาสจึงยินยอมเดินทางออกนอกประเทศในวันที่ 22 ส.ค. 2519 ส่วนจอมพลถนอมกลับเข้ามาในประเทศอีกในวันที่ 19 ก.ย.2519 โดยแวะบวชเป็นสามเณรที่วัดไทยในสิงคโปร์ และได้รับอนุญาตให้เข้าอุปสมบทที่วัดบวรนิเวศวิหาร ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยจึงได้ชุมนุมเพื่อขับไล่อีก


 ในขณะนั้นสังคมแตกแยกเป็น 2 ฝ่าย คือ กลุ่มที่สนับสนุนบทบาทของนิสิตนักศึกษา และ กลุ่มที่ต่อต้านนิสิตนักศึกษา ทำให้สถานการณ์รุนแรงมากขึ้น

 

 กระทั่งเกิดแผนทำลายล้างขบวนการนักศึกษาโดยกลุ่มอำนาจเก่า มีการกล่าวหาว่านักศึกษาที่ชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นพวกคอมมิวนิสต์ ซ่องสุมอาวุธ และหมิ่นราชวงศ์

 

 ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมด้วยกลุ่มขวาจัดติดอาวุธ สังหารและทำร้ายนักศึกษาด้วยวิธีทารุณและโหดเหี้ยมมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คาดว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 41 ราย ในจำนวนนี้ เป็นศพถูกเผา ระบุรายละเอียดแยกชายหญิงไม่ได้ จำนวน 4 ราย หนึ่งในนั้น คือ จารุพงษ์ ทองสินธุ์ กรรมการ อมธ. และสนนท.

 

 เหตุการณ์หลังจากนั้น รัฐบาลของม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ประกาศลาออก และยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ จังหวะนั้น พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ เข้ายึดอำนาจและตั้งตนเองเป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครอง ส่วนกลุ่มนักศึกษาจำนวนมากหนีเข้าป่า ปัญญาชนที่ถูกกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์หนีไปอยู่ต่างประเทศ รวมถึงดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนังสือพิมพ์หลายฉบับถูกปิด

 

 ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ยังมีสถานการณ์การเมืองภายนอกประเทศที่ส่งผลกระทบต่อไทย คือการเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจ ฝ่ายคอมมิวนิสต์นำโดยสหภาพโซเวียตและจีน กับอีกฝ่ายที่เป็นประชาธิปไตยและทุนนิยม นำโดยสหรัฐอเมริกา ถือเป็นช่วงที่หลายชาติในเอเชียมีเผด็จการทหารปกครองประเทศ ทั้งเป็นยุคแห่งการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสังหารกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างกว้างขวาง



หน้า 26




 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.