ครบทุกรส สดทุกเรื่อง




ชาวเน็ตจวกยับโฆษณา "แค่ขาวก็ชนะ" เหยียดผิว..ติง "คริส หอวัง" รับงานได้ไง!?
Font Size  

วันที่ 08 มกราคม พ.ศ. 2559 เวลา 11:34 น.
จำนวนคนอ่านล่าสุด 59276 คน

  ′รสนิยม′ เรื่องความสวยความงามนั้นเป็นความชอบส่วนบุุคคล เช่นบางคนอาจจะชอบคิ้วเข้ม บางคนชอบผิวขาว หรือบางคนอาจจะชอบตาโต อย่างไรก็ตาม นิยามของความสวยงามนั้นหลายครั้งถูกกำหนด ด้วย ′ค่านิยม′ ที่มาจากบริบททางสังคม โดยผ่านเงื่อนไขด้านประวัติศาสตร์ วาทกรรมเชิงอำนาจ สื่อสมัยใหม่ ฯลฯ ทำให้คนในสังคมต้องการมีรูปลักษณ์ตามต้นแบบที่ได้รับการยอมรับ หรือดู "เหนือกว่าคนอื่น"

เมื่อไม่นานมานี้ มีผลิตภัณฑ์กลูตาไธโอนชนิดเม็ดแบรนด์หนึ่ง ปล่อยคลิปโฆษณาชื่อ′คริส หอวัง ดับกลางจอ เจอเด็กใหม่ขโมยซีน′ ซึ่งนำเเสดงโดยสาว ′คริส หอวัง′โดยเนื้อหานั้นเข้าถึงได้อย่างไม่มีอะไรซับซ้อนเลยคือ คริสเป็นดาราที่อยู่ในวงการบันเทิงมานาน ทำให้ต้องดูเเลตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เด็กใหม่ที่เพิ่งเข้าวงการมาเเซงหน้า แต่คริสมีหมัดเด็ดคือ ′ความขาว′ พร้อมตบท้ายต้วยคำพูดเก๋ๆ ว่า ′เเค่ขาวก็ชนะ′
 


 

ซึ่งภายหลังจากที่โฆษณาดังกล่าวถูกเผยเเพร่ออกมา ทำให้เกิดกระเเสวิพากวิจารณ์ในสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก อาทิแฟนเพจ อวยไส้แตกแหกไส้ฉีก ที่ระบุว่า โฆษณาดังกล่าวนั้นไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม ผลิตซ้ำวาทกรรมความขาวคือความดีงาม
 


อย่างไรก็ตาม ค่านิยมการมีผิวขาวในสังคมไทย เป็นรูปแบบความงามในอุดมคติที่ได้รับการผลิตซ้ำมานาน และไม่ได้ถูกผูกโยงกันกับความสวยความงามทางสรีรศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวโยงถึงชนชั้น การกดทับ การต่อสู้เชิงอำนาจ โดยความขาวนั้นมักผูกโยงกับชนชั้นสูง ไม่ต้องทำงามตากแดดตัวดำเหมือนชาวบ้านทั่วไป หรือหลายครั้งถูกโยงกับความดี-เลวเสียด้วยซ้ำ

เห็นได้จากในวรรณคดีไทย หลายเรื่อง อาทิ ′อิเหนา′ ที่มีจรกาเป็นชาย ′รูปชั่วตัวดำ′ ไม่รู้จักประมาณตนเอง ใฝ่สูงริอาจอยากได้ชายารูปงาม

รูปชั่วตัวดำต่ำศักดิ์                   เหลือใจจะจำรักหนักหนา
อิเหนาสุริย์วงศ์พงศ์โสภา         จึงควรคู่บุษบาเยาวมาลย์.

หรือเรื่อง ′สังข์ทอง′ ที่มีความตอนหนึ่งบรรยายถึงสังข์ทองตอนยังไม่ถอดรูปว่า

ทำไมกับรูปชั่วตัวดำ                 จะอาบน้ำขัดสีสัมมะขาม
ละลายดินสอพองสักสองชาม     ทำให้งามตลอดเท้าขาวทั้งตัว

ทั้งนี้ การหลุดพ้นจากวาทกรรมดังกล่าวอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เอาแค่เราไม่เป็นส่วนหนึ่งในการผลิตซ้ำวาทกรรมดังกล่าว หรือเผลอนำมาเป็นเครื่องมือในการกดทับ ล้อเลียนน่าจะพอเป็นไปได้มากกว่า...

 

ที่มา มติชนออนไลน์