ครบทุกรส สดทุกเรื่อง




สังฆราช-รธน. 2ปมร้อนรัฐบาล
Font Size  

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 เวลา 03:11 น.

 รายงานพิเศษ 

 

 ปัญหาขัดแย้งระหว่างคณะสงฆ์กับอาณาจักรที่บ่มเพาะอุณหภูมิมาพักใหญ่ ปะทุเป็นรูปธรรม

 

 เมื่อคณะสงฆ์และเครือข่ายฆราวาสนับหมื่นนัดหมายรวมตัวกันที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมา

 

 ภายใต้ 5 เงื่อนไขข้อเรียกร้อง

 

 การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ใหม่ มีแนวโน้มเป็นอีกหนึ่งปัญหา สร้างความขัดแย้งในสังคมไม่สิ้นสุด ตราบใดที่รัฐบาลไม่รีบดำเนินการอะไรให้ชัดเจน

 

 ทั้งนี้ มีประเด็นสำคัญที่ต้องตระหนักคือ การเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่นั้น

 

 เป็นมติโดยเอกฉันท์ของมหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งประกอบไปด้วยพระผู้ใหญ่ทั้งในฝ่ายมหานิกายและธรรมยุต อันเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์

 

 ไม่ได้เป็นมติของฝ่ายการเมืองไม่ว่าโดยพรรคเพื่อไทย หรือคนเสื้อแดง

 

 ถือว่าโชคดีที่การเคลื่อนไหวเมื่อ 15 ก.พ. ไม่บานปลายไปสู่ความรุนแรงมากกว่าการยื้อยุดฉุดกระชาก

 

 ถึงกระนั้น การถอนกลดกลับวัดพร้อมประกาศจะกลับมาใหม่ หากเงื่อนไขไม่ได้รับการนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสม

 

 ก็ยังต้องเผชิญกับพฤติการณ์ของแก๊ง ‘3 พ.’ พระ 1 ฆราวาส 2 ที่อิงแอบอยู่กับกลุ่ม กปปส. ที่พยายามสกัดขัดขวางมติมหาเถรฯ ไม่ให้มีการทูลเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จช่วง โดยมีหน่วยงานรัฐคอยสนองตอบตลอดเวลา

 

 จนสังคมตั้งข้อสงสัยแก๊ง 3 พ. มีไพ่ตายอะไรอยู่ในมือ รัฐบาลคสช.ถึงไม่กล้าแตะต้อง ปล่อยให้เคลื่อนไหวได้ตามอำเภอใจ

 

 กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ รับลูกขุดคุ้ยการครอบครองรถเบนซ์โบราณขึ้นมาเป็นประเด็น ล่าสุดถึงขั้นเตรียมนัดวันเข้าสอบปากคำสมเด็จช่วง ว่ามีส่วนรู้เห็นหรือไม่

 

 ยังเป็นประเด็นสุ่มเสี่ยงทำให้รอยร้าวคณะสงฆ์กับอาณาจักรขยายวงปริแตก

 

 โอกาสม็อบผ้าเหลืองจะกลับมาปักกลดอีกรอบมีความเป็นไปได้สูง

 

 ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดขึ้น

 

 หลายคนมองว่ามีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งดับไฟผ้าเหลืองโดยเร็ว

 

 ทางออกที่ต้องทำ คือ ดำเนินการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ตามขั้นตอนกฎหมายและกระบวนการที่เคยปฏิบัติกันมาในอดีต เพื่อยุติปัญหาไม่ให้ลุกลาม

 

 อีกทั้งพล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนพูดเองอยู่บ่อยๆ ว่าปัญหาความขัดแย้งแก้กันไม่จบเพราะคนไม่ยอมรับ ไม่เคารพและไม่ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย

 

 ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะใช้กรณีสมเด็จพระสังฆราช เป็นตัวอย่างของการปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อเวลาไปเรียกร้องเอากับนักการเมืองหรือประชาชน จะได้ไม่ตะขิดตะขวงใจ

 

 อีกทั้งรัฐบาลเองยังมีงานใหญ่รออยู่ คือทำอย่างไรให้ร่างรัฐธรรมนูญที่อยู่ระหว่างปรับแก้เนื้อหาจากร่างแรก ผ่านการลงประชามติให้ได้ หากดูจากตอนนี้แล้วไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

 

 การที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน หลายคนอาจมองว่า ไม่น่าห่วง ถึงอย่างไรรัฐบาลก็คิดค้นหาทางออกไว้แล้ว ไม่ว่าการกลับไปนับหนึ่งยกร่างกันใหม่

 

 หรือนำเอาข้อเด่นร่างฉบับบวรศักดิ์ ร่างฉบับมีชัย และรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มายำรวมกันเป็นฉบับ คสช. หรืออย่างที่เรียกกันว่า ฉบับโหดกว่า แล้วรวบรัดประกาศใช้

 

 แต่ในความเป็นจริงเรื่องไม่ง่ายขนาดนั้น

 

 การที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ทำประชามติแล้วไม่ผ่าน เท่ากับชะตากรรมซ้ำรอยร่างฉบับบวรศักดิ์ ที่โดนอดีต สปช.โหวตตีตก

 

 คสช.ในฐานะผู้อำนวยการสร้างก็ต้องเสียหน้าอย่างแรง ส่งผลถึงความน่าเชื่อถือในอนาคต

 

 หรือถึงแม้การคว่ำร่างจะทำให้รัฐบาลคสช.ได้อยู่ในอำนาจต่อไป แต่ไม่ใช่เรื่องน่าดีใจ เพราะการอยู่ต่ออาจต้องเผชิญกับแรงเสียดทานที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากภายในและภายนอก

 

 สหรัฐคือประเทศแรกๆ ที่แสดงจุดยืน หลังทราบว่ารัฐบาลไทยเตรียมขยับโรดแม็ปเลือกตั้งออกไปจากกลางปี 2560

 

 ในการประชุมผู้นำอาเซียน-สหรัฐ สมัยพิเศษ ที่ประเทศสหรัฐ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับเชิญเข้าประชุมร่วมกับผู้นำชาติอาเซียน 10 ประเทศ รวมถึง นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ

 

 สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า หลังพบปะหารือผู้แทนชาติอาเซียน ประธานาธิบดีโอบามา ได้เรียกร้องให้มีการกลับสู่การปกครองโดยพลเรือนในไทย

 

 โดยรัฐบาลทหารไทยให้สัญญาว่า จะจัดการเลือกตั้งหลังจากร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จสิ้น แต่กระบวนการดังกล่าวล่าช้าออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงตอนนี้คาดว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นอย่างเร็วที่สุดในปี 2560

 

 การแถลงท่าทีของผู้นำสหรัฐ เป็น การกดดันไทยหรือไม่ แล้วแต่มุมมองแต่ละคน

 

 รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์เห็นว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวของสหรัฐ เป็นเรื่องปกติของประเทศผู้นำโลกประชาธิปไตย  ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลไทยกำลังทำอยู่

 

 ถึงอย่างนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องตีความกันยกใหญ่ กรณีครม.ทำหนังสือถึง กรธ.เรื่องข้อเสนอต่อร่างรัฐธรรมนูญ 16 ข้อ มีทั้งข้อซักถามและข้อเสนอแนะ

 

 หลักๆ เช่น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ควรเป็นระบบ 2 ศาล, ไม่เห็นด้วยกับการแยกศาลรัฐธรรมนูญออกมาไว้ในหมวด 11, เห็นด้วยให้แยกหมวดการปฏิรูปออกมาเฉพาะ

 

 ควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลกำหนดการเลือกตั้งให้สอดคล้องกับโรดแม็ปคสช. คือ ภายในก.ค.2560 เป็นต้นไป, เสนอให้กรธ.จัดทำกฎหมายลูกที่จำเป็นต่อการเลือกตั้งก่อน เป็นต้น

 

 แต่ที่สะดุดหูสะดุดตาอยู่ตรงข้อสุดท้าย ที่ว่า

 

 หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หรือหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศกลับไปสู่วิกฤตเหมือนก่อนพ.ค.2557 จึงเสนอให้บัญญัติเนื้อหาและ การบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเฉพาะกิจ กับช่วงที่เป็นสากล

 

 ช่วงเฉพาะกิจ ระยะแรกไม่ยาวนานนัก ใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่ง เสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นของสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยช่วงเปลี่ยนผ่าน

 

 ช่วงที่ 2 ใช้บทบัญญัติซึ่งสอดคล้องกับหลักสากลมากขึ้น เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ลดข้อจำกัดต่างๆ ลง

 

 แม้จุดประสงค์ข้อเสนอยังคลุมเครือ แต่หลายคนวิเคราะห์เบื้องต้นว่า อาจเป็นข้อต่อรองอย่างหนึ่งของรัฐบาล ที่มองว่าข้อเสนอนี้น่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชน ช่วยให้ผ่านประชามติไปได้

 

 แต่ก็มีด้วยเช่นกันมองว่า เป็นการเบี่ยงกระแสกลบประเด็นร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ที่กำลังเข็นออกมาใช้เร็วๆ นี้ ให้นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานร่วมกับคณะกรรมการจากการแต่งตั้งรวมทั้งสิ้น 25 คน

 

 ทำหน้าที่กำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้รัฐบาลใหม่ต้องปฏิบัติตาม

 

 ในช่วงชุลมุนเรื่องของคณะสงฆ์ ผสมกับเรื่องร่างรัฐธรรมนูญที่การทำประชามติชี้ชะตายังอยู่อีกยาวไกล

 

 ตรงนี้ต่างหากถูกมองเป็นการ ‘ต่อท่อ’ ขนานแท้