ครบทุกรส สดทุกเรื่อง




เสียงสะท้อนคนการเมือง "เลือกตั้งเขตใหญ่"?
Font Size  

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 เวลา 00:01 น.
จำนวนคนอ่านล่าสุด 20048 คน

 ร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในช่วงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. เปิดรับฟังความเห็นและปรับแก้

 

 ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ร่างเสี่ยงจะถูกคว่ำเพราะบรรดาพรรคการเมืองต่างไม่เห็นด้วย

 

 ล่าสุด มีข่าวว่า กรธ. อาจปรับแก้เป็นการเลือกตั้งแบบเขตใหญ่ มีส.ส.ได้ 3 คน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง

 

 แนวทางนี้ บรรดานักเลือกตั้งเห็นอย่างไร
 

 

 


 สามารถ แก้วมีชัย
 

 คณะติดตามการร่างรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย

 


 

 

 ประเทศไทยเคยผ่านการใช้ระบบเลือกตั้งมาแล้วหลากหลายรูปแบบ รวมถึงระบบดังกล่าวอย่างเช่นในช่วงปี 2550 ที่เขตเลือกตั้งหนึ่งมี ส.ส.ได้ 3 คน สุดท้ายก็เปลี่ยนมาเหลือแค่ ส.ส.เพียงคนเดียว

 

 ดังนั้นต้องถาม กรธ.ว่าต้องการแก้เป็นระบบเลือกตั้ง ส.ส.แบบเขตใหญ่ เนื่องจากมีเจตนาอะไรแอบแฝงอยู่กันแน่ ถ้าใช้ระบบเลือกตั้งแบบเขตในลักษณะนี้แล้วการนับคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อจะทำอย่างไร

 

 การใช้ระบบดังกล่าวจะทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย เช่น เบอร์ผู้สมัครจะใช้แบบแยกเป็นเบอร์ของใครของมัน เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเลือกได้หลากหลาย หรือผู้สมัครทั้งสามคนจะใช้เบอร์เดียวกันหมด โดยประชาชนเลือกยกพวง

 

 แล้วการคิดคำนวณคะแนนของผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อจะใช้วิธีคำนวณอย่างไร เพียงแค่นี้ก็เกิดปัญหาแล้ว หาก กรธ.ต้องการใช้ระบบแบบนี้ ทำไมไม่ใช้วิธีนำเอาจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งไปเลย

 

 วิธีคิดของ กรธ.เหมือนไม่ได้ยึดหลักการอะไรเลย แถมมีวาระซ่อนเร้น เข้าใจว่า กรธ.พยายามจะทำให้พรรคอันดับ 2, 3 รวมทั้งพรรคขนาดเล็กได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อมากขึ้น ขณะที่พรรคใหญ่ที่ได้ ส.ส.จากระบบเลขจำนวนมากต้องเสียที่นั่งจากระบบบัญชีรายชื่อ

 

 อยากให้ กรธ.คิดให้ครบถ้วน รอบด้านและตกผลึก ที่สำคัญต้องมีคำตอบให้กับทุกคำถาม ไม่ใช่คิดอะไรแล้วก็ออกมาโยนหินถามทางแบบนี้ กรธ.ต้องร่างรัฐธรรมนูญอย่างตรงไปตรงมาให้กับประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย อย่าคิดหรือทำอะไรให้ซับซ้อน

 

 ยังยืนยันที่อยากให้ กรธ.นำรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือ 2550 มาใช้ในการเลือกตั้ง ให้ทุกพรรคได้แข่งขันกันนำเสนอนโยบายเพื่อประชาชน ปล่อยให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้บริหารงานจนครบ 4 ปี หากไม่มีผลงานประชาชนก็ไม่เลือกกลับเข้ามาเอง

 

 นี่ถือเป็นความงดงามตามระบอบประชาธิปไตย

 

 การใช้กลไกอะไรที่สลับซับซ้อน ยิ่งจะแก้ไขปัญหาไม่ได้ สุดท้ายก็จะนำพาบ้านเมืองหลงทาง และเสียโอกาสการพัฒนาไปอีก

 

 

 

 สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล
 

 ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา

 
 

 

 จากข่าวที่ปรากฏไม่เชื่อว่า กรธ.จะรื้อระบบอย่างนี้ เพราะถ้าออกมาเป็นเช่นนี้ แสดงว่ามีเจตนาชัดเจนว่าคงไม่ต้องการให้มีพรรคการเมือง หรือต้องการกระจายส.ส.ไม่ให้สังกัดพรรคการเมือง

 

 อย่างนี้คือมีเจตนาชัดเจนไม่ต้องการให้พรรคการเมืองมีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตย เราคงถอยหลังไปในอดีตที่เมื่อก่อนเปิดช่องให้นักการเมืองที่ไร้อุดมการณ์ ขายตัว ทำให้การเมืองสั่นคลอน และนักการเมืองก็ถูกเกลียดชัง

 

 เจตนาเช่นนี้คือการทำลายพรรคการเมือง และทำลายตัวนักการเมืองด้วย ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า กรธ.จะมีแนวคิดเช่นนี้ อย่างไรก็ตามคงต้องจับตารอดูในวันที่ 29 มี.ค. อีกครั้งว่าจะตกผลึกอย่างไร

 

 ความต้องการจะแก้ปัญหาหนึ่งแต่กลับไปผูกปัญหาอีกหลายๆ ปัญหา ให้เกิดตามมาอีกมากมาย เช่น ความวุ่นวายภายในพรรคการเมือง ขาดความสามัคคีภายในพรรค การทำงานด้วยกันยากลำบากมากขึ้น

 

 การลงเขตใหญ่มี ส.ส.ได้ 3 คนก็จะทำให้เกิดการแข่งขันกันเอง แล้วจะทำงานด้วยกันอย่างไร   

 

 และยังขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันเองนั้นด้วย ในประเด็นกาบัตรใบเดียวได้ทั้งคนได้ทั้งพรรค ถ้ามีแต่ ส.ส.เขตที่ไม่ต้องการสังกัดพรรค ลงรับเลือกตั้งทั้งหมดแล้วจะเอาคะแนนปาร์ตี้ลิสต์มาจากไหน จะคิดเปอร์เซ็นต์ปาร์ตี้ลิสต์อย่างไร

 

 การเสนอระบบนี้จึงไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะถ้าคิดแก้ปัญหาตรงนี้ก็คงต้องคิดแก้กันอีกหลายปม ไม่ทราบว่าแนวคิดนี้เป็นแนวคิดของใคร

 

 กรธ.ยังไม่ได้แถลงอย่างเป็นทางการว่าจะเป็นไปเช่นนั้นหรือไม่ แต่ถ้าออกมาตามแนวทางนั้นจริงย่อมมีผลเสียมากกว่าผลดีแน่นอน ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองเติบโต ต้องการทำร้ายพรรคการเมือง

 

 เมื่อถึงวันนั้นคงต้องมานั่งให้ข้อสังเกตกันอีกครั้ง เพราะคงต้องมีประเด็นพูดกันอีกมากมาย ดังนั้นต้องขอรอดูวันที่ 29 มี.ค. ก่อน

 

 


 ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ
 

 รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

 

 

 ถ้า กรธ.เปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งส.ส.จากเขตเดียวเบอร์เดียวเป็นเขตใหญ่มี ส.ส.ได้ 3 คน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะที่ผ่านมา บรรดาส.ส.ได้ผ่านมาแล้วทั้ง 2 ระบบ ทั้งเขตเดียวเบอร์เดียว และเขตเดียวแต่มี ส.ส.ได้หลายคน

 

 หากเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งจริง สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อ คือจำนวนผู้แทนแต่ละจังหวัดจะไม่เท่ากัน ยกตัวอย่าง จ.ขอนแก่น มี 3-4 เขต จำนวนส.ส.จึงมีได้ 10 คน ดังนั้น ต้องดูว่าจังหวัดนั้นๆ จะมีกี่เขต

 
 ส่วนตัวยอมรับได้ไม่ว่าจะเป็นแบบเขตใหญ่เบอร์เดียวหรือแบบเป็นพวง ไม่มีปัญหาอะไร เป็นระบบที่เคยผ่านมาหมดแล้ว เพราะไม่ว่าจะเลือกตั้งลักษณะไหน ผู้สมัครส.ส.ที่ได้รับเลือกก็ถือว่าได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งจากประชาชนแล้ว
 

 คงไม่มีผลกระทบกับผู้สมัคร แต่การเลือกตั้งแบบเขตใหญ่หลายเบอร์จะทำให้พรรคใหญ่ได้เปรียบ พรรคเล็กเสียเปรียบ ขณะที่พรรคขนาดกลางคงพอไปได้ แต่อย่างที่บอกว่าท้ายที่สุดไม่ว่าจะบัญญัติแบบไหน นักการเมืองที่คิดจะเป็นผู้แทนประชาชนต้องเตรียมพร้อม
 

 ส่วนการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งจะช่วยแก้ปัญหาการซื้อเสียงได้จริงหรือไม่นั้น กรธ.ก็พูดแต่แบบนี้ ไม่ว่าใครมานั่งเป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญก็พูดแต่เรื่องซื้อเสียง


 ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งมีกระบวนการตรวจสอบ มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีองค์กรอิสระต่างๆ ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอยู่แล้วก็ให้ทำหน้าที่กันไป


 ทั้งนี้ หากบัญญัติให้ผู้สมัครส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค ฟันธงว่าผู้สมัครอิสระจะได้รับเลือกยากมาก คงได้แค่ 1-2 เปอร์เซ็นต์ เพราะการเมืองตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา ประชาชนจะพิจารณาจากพรรคและหัวหน้าพรรค
 

 

 

 วิรัตน์ กัลยาศิริ
 

 หัวหน้าทีมกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์

 

 

 การเลือกตั้งแบบเขตใหญ่ดีกว่าเขตเล็ก แต่เห็นว่าส.ส.ควรสังกัดพรรค เพราะพรรคจะได้เป็นผู้กลั่นกรองดูแล และควบคุมความประพฤติเรื่องจริยธรรมของส.ส. รวมทั้งจะได้กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศไปในแนวนโยบายของพรรคเดียวกัน


 แต่หากให้ส.ส.ไม่สังกัดพรรคการเมืองอย่างที่มีข่าว อาจจะเกิดการขายตัวเป็นหลัก เพราะฉะนั้นการระบุว่าผู้สมัครส.ส.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคก็เหมือนเปิดให้มีโสเภณีทางการเมืองเกิดขึ้น

 
 ส่วนที่อ้างว่าเป็นการกระจายส.ส.ไปตามพรรค ป้องกันการผูกขาดนั้น กระจายหรือไม่อยู่ที่ประชาชนผู้เลือก ถ้าเขาศรัทธาพรรคการเมืองใดเขาก็เลือกพรรคนั้น


 ถ้าส.ส.ไม่สังกัดพรรคจะเกิดการทุจริตซื้อส.ส. ก็ขัดกับกุศโลบายที่ต้องการให้ปราบคนโกง ถ้าเขียนออกมาอย่างนี้ก็จะเป็นการเปิดช่องให้โกงการเลือกตั้ง ตั้งแต่ยังไม่เลือกตั้ง และเลือกตั้งเสร็จแล้ว โดยการซื้อ ส.ส.ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของ กรธ.


 ถามว่าถ้า กรธ.จะปรับมาเป็นเขตใหญ่แบบนี้ มีส.ส. 3 คน ผู้สมัครไม่สังกัดพรรค ถ้ากรธ.อยากได้ก็คงได้ แต่จะเกิดการซื้อเสียง ซื้อส.ส.อย่างจ้าละหวั่น  


 ในรัฐธรรมนูญปี 2540 มีการกว้านซื้อส.ส.เป็นพรรคได้ ส่วนในรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ห้ามยุบพรรคเพื่อกวาดส.ส.เข้าพรรคใหญ่ ส่วนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากเป็นอย่างที่ปรากฏก็จะมีการซื้อส.ส.กันอย่างสนุกสนาน ก็จะย้อนไปหลังปี 2540  


 ถ้าเอามาปฏิบัติจริงจะเกิดโสเภณีในสภาเยอะแยะ ที่เรียกว่าขายตัว ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง แม้เป็นเขตใหญ่ก็ต้องสังกัดพรรค ซึ่งจะได้ส.ส.ที่มีคุณธรรม มีคุณภาพทางการเมือง


 การเปลี่ยนจากเขตเดียวเบอร์เดียวมาเป็นเขตใหญ่ 3 คนนั้น เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เห็นด้วยกับเขตใหญ่ก็มีความเป็นไปได้ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ จะคล้อยตามสนช. เพราะเป็นข้อเสนอโดยมติเอกฉันท์

 

 แต่ยืนยันว่าหากเป็นเขตใหญ่ ต้องสังกัดพรรคการเมือง