ครบทุกรส สดทุกเรื่อง




ชำแหละปมร้อน: รัฐธรรมนูญ2ขยัก-อำนาจเฉพาะกิจ
Font Size  

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 เวลา 00:01 น.
จำนวนคนอ่านล่าสุด 17236 คน

 ความเห็นที่ ครม. ส่งต่อกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กรณีให้บัญญัติและบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วง

 

 เปิดช่องให้มีการใช้อำนาจเฉพาะกิจเข้าดูแลสถานการณ์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

 

 แม้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ด้านกฎหมาย จะยืนยันเป็นเพียงข้อเสนอ ไม่ใช่คำแนะนำ แต่ก็ได้สร้างความหวาดระแวงและเสียงวิจารณ์อย่างมาก

 

 นักวิชาการมองประเด็นนี้อย่างไร

 

 

 นันทวัฒน์ บรมานันท์


 คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ อดีตสปช.

 

 

 ข้อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของ ครม.เป็นความคิดเห็นจากกระทรวง ทบวง กรม เพราะฉะนั้นต้องดูเหตุผลที่ชัดเจนกว่านี้
และช่วงเปลี่ยนผ่านเรามีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ใช้อยู่แล้ว รัฐธรรมนูญใหม่ไม่น่าจะใช้กับการเปลี่ยนผ่าน ควรใช้ถาวร และควรมีบทบัญญัติที่ถาวรเลยและเลือกตั้งไปตามระบบ


 ข้อเสนอของ ครม.มีการวิเคราะห์กันมีทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง ดังนั้น คิดว่า ครม.น่าจะมีคำอธิบายให้ชัดเจนกว่านี้ เพราะอย่างน้อยรัฐธรรมนูญก็ใช้กับประชาชนทั้งประเทศ ประชาชนก็ควรทราบว่าคืออะไร ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านใช้เวลานานเท่าไร  

 

 ที่ระบุว่าแบ่งการบังคับใช้เป็น 2 ระยะ ตอนนี้ไม่รู้อะไรเลยรู้แต่ว่าควรมีรัฐธรรมนูญเป็นช่วง ดังนั้น ต้องรอให้มีความชัดเจนว่าทาง ครม.หรือ กรธ.จะมีคำอธิบายว่าอย่างไร มีกลไกอย่างไร

 

 ส่วนว่าหาก กรธ.รับข้อเสนอแล้วจะเกิดความขัดแย้งมากขึ้นหรือไม่นั้น ขนาดมีเพียงข้อเสนอก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากแล้ว จึงคิดว่าน่าจะเป็นประเด็นหนึ่งที่สร้างความสับสน

 
 ขนาด นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังเสนอแนะให้เอารัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 มาปรับแก้

 

 ส่วนข้ออ้างที่จะบัญญัติเป็น 2 ช่วง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยนั้น ปัจจุบันเราอยู่ภายใต้ความไม่สงบนับแต่มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อปี 2557 ซึ่งจะครบ 2 ปีแล้ว ช่วง 2 ปีรัฐบาลก็น่าจะแก้ปัญหาลุล่วงไป

 

 แต่ก็ไม่แน่ใจว่าความขัดแย้งลึกๆ มีมากน้อยแค่ไหน ดังนั้น รัฐบาลและ คสช.ก็ต้องลงไปประเมินว่าแก้ปัญหาสำเร็จหรือไม่ การแก้ปัญหาก็ต้องดูกลไกที่จะสามารถผ่อนคลายมากกว่าปัจจุบัน เพื่อให้ประเทศเดินหน้า

 

 อย่างไรก็ตาม หาก กรธ.ปรับแก้ตามข้อเสนอของ ครม.จะเป็นปัญหา ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำหรือไม่ก็ตอบไม่ได้ เพราะต้องดูความชัดเจนก่อน

 

 แต่ไม่ว่าจะอย่างไรประเทศก็ต้องเดินหน้าต่อ และให้มีการเลือกตั้ง

 

 

 ฐิติพล ภักดีวานิช
 

 คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

 

 

 ไม่ควรเรียกระยะเวลาระหว่างการเลือกตั้งว่าช่วงเปลี่ยนผ่าน มันเป็นระยะที่เรากำลังจะกลับคืนสู่ประชาธิปไตย
 

 ข้อเสนอข้อ 16 ที่ ครม.ส่งให้ กรธ.พิจารณาออกแบบกลไก 2 ระยะ เพื่อป้องกันไม่ให้มีประชาธิปไตยเต็มที่ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาแบบที่เคยเกิดขึ้นก่อนรัฐประหารเมื่อ 22 พ.ค. 2557 โดยเรียกว่ามันเป็นทางตัน ก็ไม่ใช่ทางตัน

 

 ทางออกตอนนั้นยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง หรือการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้ล้มเลือกตั้ง เหตุการณ์ครั้งนั้นได้แสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญไม่มีความหมาย ข้อเสนอดังกล่าวจึงไม่มีความจำเป็นต่อการพิจารณา

 

 การคงอำนาจตามมาตรา 44 ให้หัวหน้าคสช. ประกอบการให้ สปท.อยู่สานต่องานปฏิรูปอีก 1 ปี นับจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ก็ถือว่ามากเกินพอแล้วสำหรับการกลับสู่ประชาธิปไตย ทั้งยังไม่สามารถรู้ได้เลยว่าหลังจากนั้น สปท.จะมีอำนาจอยู่มากน้อย ตีคู่ไปกับส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง

 

 หากในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหา ตามที่ ครม.เสนอเข้ามาก็จะยิ่งทำให้มีปัญหา เราผ่านประชาธิปไตยครึ่งใบมาแล้วทำไมจึงต้องกลับไปหามันอีก ทำไมยังไม่ยอมรับฟังเสียงประชาชน เชื่อในการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย

 

 ส่วนวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตก็ต้องไปบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมกับผู้กีดขวางการเลือกตั้ง ผู้ชุมนุมที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง

 

 ที่สำคัญตามระบอบประชาธิปไตยแทบจะเกิดทางตันขึ้นไม่ได้อยู่แล้ว เพราะทางออกคือการยุบสภาแล้วเลือกตั้ง กลับไปถามประชาชนอีกครั้งว่ารัฐบาลชอบธรรมพอที่จะได้รับเลือกให้บริหารประเทศต่อไปอีกหรือไม่

 

 ข้อเสนอนี้หลีกเลี่ยงคำครหาไม่ได้ว่ามีความต้องการ สืบทอดอำนาจหรือไม่ ความชัดเจนเรื่องเวลาก็ไม่ได้ระบุชัด และเป็นไปได้สูงที่ กรธ.จะออกแบบกลไกตามข้อเสนอนี้ เนื่องจากตัวผู้ร่างส่วนใหญ่เป็นพวกอนุรักษนิยม

 

 แต่จะกระทบต่อผลประชามติหรือไม่ไม่แน่ใจ เนื่องจากการออกเสียงครั้งนี้ไม่ได้เปิดเวทีให้ฝ่ายเห็นต่างได้แสดงความเห็น ทั้งยังมีคนใน ครม.และ กรธ.ออกมาขู่ว่าถ้าไม่รับอาจต้องเจอหนักกว่านี้

 

 ตลอดจนการสร้างความหวาดกลัว คุกคามคนเห็นต่าง ก็เหมือนบังคับให้รับในที่สุด จึงไม่อาจคาดเดาได้    

 

 

 สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
 

 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

 

 


 การที่ ครม.เสนอให้ปรับแก้โดยให้บังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงนั้น มองว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงให้เห็นถึงความวิตกกังวลว่าภายหลังจัดการเลือกตั้งแล้วพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง


 จึงต้องการให้ปรับแก้รัฐธรรมนูญเพื่อหลังการเลือกตั้งเขายังควบคุมรัฐบาลจากการเลือกตั้งได้ เมื่อคิดว่าพรรคเพื่อไทยจะมาแน่ก็มีแนวคิดที่จะควบคุมแบบนี้ แต่ถ้าเป็นพรรคอื่นชนะก็จะใช้รัฐธรรมนูญอีกอย่าง

 

 ส่วนเหตุผลที่ระบุว่าการเสนอใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วง เพราะหวั่นจะเกิดวิกฤตความขัดแย้งหลังการเลือกตั้ง ก็ไม่แปลกใจกับการออกมาบอกเหตุผลต่างๆ ของคสช. เพราะเขาไม่ปล่อยมืออยู่แล้ว

 

 จำกันได้ไหมว่าหลังการรัฐประหาร คสช.บอกว่าจะ อยู่บริหารประเทศในระยะเวลาสั้นที่สุดคือ 1 ปี แล้วจัด การเลือกตั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นเช่นนั้น แต่กลับหาวิธีการต่างๆ เพื่อจะได้อยู่ไปเรื่อยๆ

 

 สิ่งสำคัญคือยังหาวิธีที่ชอบธรรมไม่ได้ ประชาชนยังไม่เลือกพรรคการ เมืองตามที่เขาอยากให้เลือก เพราะถ้าเขามั่นใจก็คงให้การใช้รัฐธรรมนูญเป็นไปตามธรรมชาติ

 

 เหตุผลเรื่องความขัดแย้งที่หยิบยก  มานั้นอยากให้ดูว่าแท้จริงแล้วไม่ได้มีความขัดแย้งเลย ปัญหาไม่ใช่เรื่องความขัดแย้ง เพราะทั่วโลกก็มีความขัดแย้ง แต่การแก้ปัญหาด้วยระบอบประชาธิปไตยแม้ความเห็นไม่ตรงกัน คือการเคารพเสียงข้างมาก

 

 แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเพราะไม่เคารพเสียงข้างมาก และไม่ยอมรับกติกาประชาธิปไตย การแก้ปัญหาง่ายมากแค่ยอมรับกติกาทุกอย่างก็จบ

 

 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไม่มีประเด็นนี้ส่วนตัวก็เชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่ผ่านประชามติอยู่แล้ว เพราะมีปัญหาตั้งแต่ที่มา เนื้อหา และกระบวนการ

 

 การเพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วนแล้วมาบอกว่า เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น