ครบทุกรส สดทุกเรื่อง




ผ่าข้อเสนอแม้ว-แบะท่าเจรจา
Font Size  

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 เวลา 02:30 น.
จำนวนคนอ่านล่าสุด 66191 คน

 ประเด็นร้อน

 

 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์วอล สตรีต เจอร์นัล วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญเป็นแค่การจัดฉากหลอกชาวโลกว่าประเทศไทยกำลังกลับคืนสู่ประชาธิปไตยเหมือนของพม่า 


 
 พร้อมเรียกร้องคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเจรจากลุ่มการเมืองต่างๆ ขณะที่ตัวเองก็พร้อมเจรจากับคสช. เช่นกัน 

 

 ทำให้ฝ่ายต่างๆ ออกมาแสดงความเห็นกันมากมาย ในส่วนของนักวิชาการมีมุมมองในเรื่องนี้อย่างไร

 

 ชำนาญ จันทร์เรือง
 
นักวิชาการอิสระ 

 

 

 


 
 การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณ เป็นเรื่องการเมือง อาจเพราะกลัวหายไปจากหน้าข่าว 

 

 สิ่งที่วิเคราะห์ถึงร่างรัฐธรรมนูญ คือเรื่องปกติที่หลายคนในสังคม โดยเฉพาะภาควิชาการมองออกอยู่แล้วว่า กองทัพมีต้นแบบทางการเมืองอยู่ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม จอมพลประพาส ตลอดจนเผด็จการทหารของประเทศเพื่อนบ้านอย่าง นายพลซูฮาร์โต ของอินโดนีเซีย

 

 ล่าสุดที่ร่วมสมัยคือ กองทัพพม่าที่ครองอำนาจมากกว่า 50 ปี ถึงแม้จะแพ้การเลือกตั้งหนล่าสุด ต่อนางออง ซาน ซู จี ของพรรคเอ็นแอลดี อย่างถล่มทลาย ทว่ายังคงรักษาอำนาจการต่อรองทางการเมืองที่สูงกว่าเอาไว้ได้ ที่สำคัญรัฐธรรมนูญของกองทัพถูกออกแบบให้แก้ไขไม่ได้อีกด้วย 

 

 ความพยายามของคสช.ก็ไม่ต่างจากที่กล่าวมา เห็นได้จากการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่สอดแทรกกลไกเหนือรัฐบาลเลือกตั้งอย่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.)เอาไว้ 

 

 ส่วนฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ หากทำตามข้อ 16 ของข้อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องรัฐบาล 2 ขยัก ก็จะเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับ 2521 ที่ทำให้ข้าราชการเป็นใหญ่ 


 ส่วนที่ระบุว่า พร้อมเจรจากับทุกฝ่ายนั้น คงไม่ง่าย เพราะนายทักษิณ ไม่ใช่ตัวแทนของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และสภาพสังคมการเมืองไทยตอนนี้ ไม่ได้มีแค่ 2 ฝ่าย ระหว่างทักษิณกับกองทัพเท่านั้น ยังมีคนกลางๆ ประมาณร้อยละ 60 ที่ไม่เอนไปข้างไหน และมีนิสัยขี้สงสาร พร้อมไปยืนอยู่กับฝ่ายที่เสียเปรียบหรือถูกรังแกได้ทุกเมื่อ

 

 จึงเชื่อว่า การให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณ จะไม่ส่งผลต่อการลงคะแนนเสียงประชามติ แต่เป็นการบริหารจัดการการมีส่วนร่วมของคสช.เองต่างหาก ที่อาจทำให้ร่างนี้ไม่ผ่านประชามติ เพราะตัวแปรสำคัญคือคนกลางที่เป็นคนส่วนใหญ่ คงเห็นแล้วว่า มีการปิดกั้นการรณรงค์ของฝ่ายเห็นต่าง เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น 

 

 ขณะนี้คนไทยที่ชอบมวยรองต่างเริ่มพูดกันมากขึ้นแล้วว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ดี เลือกตั้งช้าหน่อยคงไม่เป็นไร

 

 อัษฎางค์ ปาณิกบุตร 
 นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ 

 

 

 

 

 การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณ น่าจะมีสัญญาณอะไรบางอย่างให้เขาพูด และเป็นการฉวยโอกาสของนักการเมืองที่ดูช่วงเวลาต่างๆในประเทศแล้วออกมาเคลื่อนไหวให้รู้ว่ายังเป็นห่วง และยังอยู่ข้างทุกคนแม้ตัวจะไม่ได้อยู่ในประเทศ 

 

 ส่วนที่พูดเรื่องความต้องการเจรจากับรัฐบาล แน่นอนว่าเมื่อรัฐบาลได้รับสารดังกล่าวคำตอบย่อมคือการปฏิเสธ เพราะส่วนตัวยังไม่เห็นว่าจะปรองดองกันได้อย่างไร ในเมื่อที่ผ่านมาไม่ได้ทำตามกฎหมายกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากคนกลุ่มเล็กๆ แต่ทำให้เดือดร้อนกันทั้งประเทศ 

 

 โดยทั่วไปการให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณ คงไม่สามารถกดดันรัฐบาล และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ เพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญรู้อยู่เต็มอกว่ากำลังร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใคร 

 

 กรณีที่ระบุว่าเศรษฐกิจไทยจะอ่อนแอหากใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่จริงประเทศไทยพอไปรอด เพราะผลิตอาหารเป็นหลัก แต่บังเอิญว่าเราไม่เป็นประชาธิปไตย เลยถูกนานาชาติบีบ อีกทั้งยังโชคไม่ดีที่ขณะนี้แล้งผิดปกติ เมื่อปัญหาภายในไปรวมกับปัญหาภายนอกก็ยิ่งเป็นการบีบรัฐบาล 

 

 ทางแก้ไขที่ดีที่สุดคือการจัดการเลือกตั้งช่วงเดือนธ.ค.นี้เลย ประเทศจะดีขึ้นแน่นอน ไม่ต้องทำอะไรไปมากกว่านี้ เพราะทุกวันนี้ที่ประเทศอับจน สาเหตุจากคนมันดื้อ พูดได้แต่ทำไม่ได้  

 

 ส่วนการวิจารณ์ของนายทักษิณ จะส่งผลให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชา มติหรือไม่นั้น เห็นว่าโดยทั่วไปบริวารของนายทักษิณ ก็มีความคิดว่าไม่เอาร่างรัฐธรรม นูญนี้อยู่แล้ว

 

 สำหรับการเจรจาจะเป็นไปได้หรือไม่ได้ ไม่สำคัญเท่ากับว่าเจรจาแล้วปัญหาความ ขัดแย้งจะสงบจริงหรือไม่ ถ้าใช้เหตุผลแล้วถอยคนละก้าว ดูผลที่ได้รับว่าจะดีขึ้นได้ก็ควรเจรจา แต่ถ้ายังไม่ยอมกัน ยังเรียกร้องกันไปมา คงเจรจากันไม่ได้ ไม่มีทางสำเร็จ 


อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องดีหากเจรจากันได้จริง เพราะถ้าคุยกันได้อย่างประนี ประนอมตามเหตุผล และตามวิถีประชา   ธิปไตย โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมจะเป็นเรื่องที่มีแต่ผลดี

 

 วิโรจน์ อาลี
 คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ 

 

 

 

 

 การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้เหมือนเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจน ลักษณะเช่นเดียวกับนักวิจารณ์ที่มีความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าไม่มีความเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่เปิดช่องให้มีการสืบทอดอำนาจ 

 

 เหตุผลที่กล่าวมานั้นถือว่าฟังขึ้นอยู่ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร คงไม่สามารถไปจับตาเฉพาะท่าทีของนายทักษิณอย่างเดียวได้ เพราะสิ่งสำคัญคือประชาชนต้องใส่ใจ ศึกษา ก่อนที่จะมีการตัดสินใจ 

 

 ในทางการเมืองแน่นอนว่าย่อมต้องส่งผล โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยรวมทั้งกลุ่มนปช. ที่ประกาศจุดยืนก่อนหน้านั้นว่าคงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อมวลชนที่สนับสนุนทั้งสองกลุ่มนี้ แต่การแสดงท่าทีของนายทักษิณคงดูช่วงจังหวะเวลาว่ากระแสสังคมจะมีท่าทีอย่างไรต่อร่างรัฐธรรมนูญ แล้วออกมาตอกย้ำอีกครั้งหนึ่ง 

 

 ส่วนประเด็นนี้จะเป็นการกดดันรัฐบาลหรือคสช.หรือไม่นั้น ต้องอย่าลืมว่าในสภาวะเช่นนี้มีลักษณะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะขณะนี้ความชัดเจนในแง่ที่ว่าจะดำเนินการใช้เสียงประชามติอย่างไร ถ้าหากไม่ผ่านจะมีขั้นตอนอย่างไรต่อ จะนำร่างที่ไม่ผ่านมาปรับแก้แล้วประกาศใช้หรือไม่ หรือแม้รับร่าง ที่เห็นว่ากลไกการสืบทอดอำนาจยังมีอยู่ 

 

 ดังนั้น ไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อย ผู้มีอำนาจในปัจจุบันนี้จะได้ประโยชน์ อีกทั้งไม่ว่าผลประชามติจะออกมาเป็นอย่างไรก็ย่อมเป็นสิ่งอ้างอิงความชอบธรรมถึงสิ่งที่จะตามมาทั้งสองทาง 

 

 หากจะจับตาว่าเมื่อนายทักษิณอยากเจรจาจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ทางฝั่งนายทักษิณมีลักษณะรอมชอมและการเจรจามาโดยตลอด แต่ผลที่ออกมาคือจะพบว่าแม้จะพยายามรอมชอมก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อฝั่งนายทักษิณแต่อย่างใด 

 

 ถ้าจะมีการเจรจา แต่เป็นไปในเชิงตกลงกันเรื่องอำนาจจุดนี้ก็ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นแค่ประโยชน์ส่วนตัว 

 

 ถ้าเจรจาควรต้องทำให้เจตจำนงของประชาชนที่ต้องการรัฐบาลเลือกตั้ง รัฐธรรม นูญที่มีอายุยาวนาน และสิทธิเสรีภาพตามหลักสากล มีผลอย่างเป็นรูปธรรม