ครบทุกรส สดทุกเรื่อง




เปลี่ยนผ่าน 5 ปี-ควรหรือไม่
Font Size  

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 เวลา 02:20 น.

 ประเด็นร้อน

 

 หนีไม่พ้นที่จะถูกมองว่าสืบทอดอำนาจ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ชี้แจงแนวทางใช้รัฐธรรมนูญ 2 ขยัก ควรมีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านในห้วง 5 ปีเพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศ ถ้าดีขึ้นทุกปีๆ ก็ผ่อนผันลดลงไป เข้ากลไกปกติ 

 

 นักวิชาการและแกนนำกลุ่มการเมืองมีมุมมอง ดังนี้


 
 สมชาย ปรีชาศิลปกุล
 คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ 

 

 

 

 

 ข้อเสนอการวางกลไกที่จะให้รัฐบาลชุดนี้มีอำนาจต่อเป็นเวลา 5 ปี แม้จะเลือกตั้งมีรัฐบาลใหม่ไปแล้ว พอเวลาผ่านจะยิ่งชัดเจนขึ้นว่าผู้มีอำนาจมีจุดประสงค์เช่นนั้น เนื่องจากขณะนี้แรงกดดันที่มีต่อคสช.ได้เพิ่มมากขึ้น


 
 การอยู่แบบนี้ต่อไปมีแต่จะสร้างปัญหาให้ทั้งคสช.และรัฐบาล จึงจำเป็นต้องคิดกลยุทธ์ในการแปลงร่างเพื่อให้สามารถมีอำนาจอยู่แม้ในระบอบที่มีการเลือกตั้งไปแล้ว กลยุทธ์ดังกล่าวนี้อาจคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา ที่พรรคของประชาชนได้รับการเลือกตั้ง แต่ยังมีสัดส่วนจากกองทัพมาอยู่ในคณะบริหาร 

 

 ส่วนของเราอาจไม่ใช้วิธีตรงๆ เช่นนั้น แทนที่จะเปิดเผยชัดเจน อาจใช้วิธีแฝงอำนาจผ่านองค์กรอิสระหรือจากบรรดาส.ว.แต่งตั้ง ข้อเสนอนี้เชื่อว่าน่าจะมีความพยายามทำให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นการเสนอมาจากครม. การตอบรับของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)

 

 สำหรับเหตุผลที่กลัวว่าแม้จะมีการเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลใหม่อาจดำเนินนโยบายไปไม่ถูกทาง สิ่งที่น่ากังวลไม่น่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หากแต่เป็นปัจจุบันนี้ที่ถูกวิจารณ์ว่าทำงานล้มเหลว ไม่มีผลงานหรือพัฒนาสิ่งที่ดีขึ้น ดังนั้น ควรจะกลัวกับปัจจุบันไม่ใช่กลัวอนาคต ยิ่งการอ้างเพื่อรักษาความเรียบร้อย แต่คำถามคือความเรียบร้อยของใคร อะไรเป็นดัชนีชี้วัด

 

 เมื่อมีการผลักดันข้อเสนอนี้จริง ปัญหาต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการวางกลไกระยะสั้นหรือระยะยาว ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มอำนาจเดิมน่าจะเกิดขึ้น และยังเป็นไปได้ว่ารัฐบาลเลือกตั้งคงไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ เพราะการเขียนกฎที่ฝ่ายการเมืองอ่อนแอ รัฐบาลเลือกตั้งจึงไม่น่ามีอำนาจพอที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนี้


 
 ดังนั้น จึงเป็นที่คาดหมายได้เลยว่าเราคงเผชิญกับสถานการณ์แบบเดิม รัฐธรรมนูญคงไม่ได้มีอายุยาวนาน ตอนนี้คือการจับตาดูบทเฉพาะกาลซึ่งจะเป็นตัวชี้แจงที่ชัดเจน ว่าจะกำหนดให้คสช.อยู่ในอำนาจนานเท่าไหร่ รวมทั้งจะกำหนดให้แปลงร่างมาแฝงอำนาจในรูปแบบใด 

 

 ที่มองข้ามไม่ได้คือการเขียนกฎหมายลูกที่เหมือนเป็นแขนขาบทเฉพาะกาล กำหนดอำนาจที่เหลือในรายละเอียดยิบย่อย


        
 อรรถสิทธิ์ พานแก้ว 
 คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ 

 

 

 

 

 การกำหนดช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านกลับสู่ประชาธิปไตย มักจะถูกกำหนดไว้ในประเทศที่ไม่เคยมีประชาธิปไตย ประเทศที่มีเผด็จการครองอำนาจมาอย่างยาวนาน เพื่อให้มีช่วงระยะเวลาการปรับตัว เรียนรู้ สร้างประสบการณ์ 

 

 สำหรับระบอบใหม่ มองว่าข้อเสนอที่ 16 ของครม.และความเห็นของนายกฯที่ต้องการกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี เพราะมีความกังวลว่า เมื่อมีการเลือกตั้ง วิกฤตความขัดแย้งจะยังมีอยู่ต่อไป 

 

 แต่สำหรับระบอบประชาธิปไตยแล้ว ความขัดแย้งคือเรื่องปกติ สภาวะทางการเมืองของเราที่มีปัญหา เกิดจากการที่ทุกฝ่ายไม่ยอมรับกติกา นำการเมืองลงสู่ท้องถนน ซึ่งทางแก้ปัญหาคือ การออกแบบรัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ไม่จำเป็นต้องกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปี 

 

 เนื่องจากคนไทยเรียนรู้ มีประสบการณ์ เคยอยู่กับระบอบประชาธิปไตยเต็มรูปแบบมาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องถอยหลังกลับไปสู่ประชาธิปไตยครึ่งใบอีก อีกทั้งในยุคปัจจุบัน กระแสโลกาภิวัตน์ โครงข่ายออนไลน์ ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ต่างจากยุคครึ่งใบเมื่อ 30 ปีที่แล้ว 

 

 ผลที่ออกมาจะทำให้เกิดการเรียกร้องให้เรากลับคืนสู่ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบให้เร็วกว่ากรอบที่หวังจะวางไว้ 5 ปี ทั้งยังสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้ง เพราะเมื่อมีการปะทะทางความคิด ข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ก็ย่อมมีการตั้งคำถาม และเกิดปฏิกิริยาตามมา รัฐบาลจึงควรปล่อยให้กลับคืนสู่ประชาธิปไตยในทันทีที่เลือกตั้ง 

 

 หากสุดท้ายกรธ.เดินหน้าวางกลไกสำหรับห้วงเวลาการเปลี่ยนผ่านจริง จะส่งผลต่อการลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยอย่างแน่นอน เนื่องจากจะเกิดการตั้งคำถาม และจะกลายเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่สำคัญสำหรับการตัดสินใจลงคะแนนของประชาชน 

 

 สมบัติ บุญงามอนงค์ 
 แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง 

 

 

 


 
 การที่พล.อ.ประยุทธ์ออกมาระบุถึงการเปลี่ยนผ่านในห้วงเวลา 5 ปี จากการที่รับฟังเข้าใจว่าเป็นการอธิบายความว่า รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์พยายามที่จะรักษาสมดุลทางการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านไว้ก่อน อันนี้คือสิ่งที่เขาพยายามอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ 


 
 แต่แน่นอนว่าการคงอำนาจส่วนนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ ย่อมถูกมองได้ว่าเป็นการสืบทอดอำนาจของรัฐบาล และคสช.ที่จะไม่ยอมออกจากอำนาจโดยง่าย ทั้งที่ความเป็นจริงไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่จะต้องกำหนดอะไรแบบนี้ลงในรัฐธรรมนูญ 


 
 เพราะการที่รัฐบาลไม่ยอมให้ประเทศเข้าสู่สภาวะปกติย่อมต้องแลกด้วยค่าใช้จ่าย ทั้งเครดิตของคสช.ที่บอกจะอยู่บริหารประเทศในระยะเวลาสั้นที่สุด รวมถึงอาจถูกมองได้ว่าประเทศยังไม่มีเสถียรภาพ 

 

 ถ้าเปลี่ยนจากการกำหนดห้วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน เป็นการจัดการเลือกตั้ง ประเทศจะดูสดใส และกลับสู่ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีกว่าแน่นอน รวมไปถึงการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็เป็นการสร้างความรู้สึกว่าประเทศยังไม่มีความพร้อม 


 
 ดังนั้น การกำหนดกลไกดังกล่าวในรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวคิดว่าไม่มีจุดแข็งอะไรเลย และย้ำว่าไม่มีความจำเป็น แต่ก็เข้าใจในสิ่งที่คสช.อธิบาย


 
 นอกจากนี้ การกำหนดห้วงเวลาเปลี่ยนผ่านประกอบกับยุทธศาสตร์ชาติ ทำให้เกิดรัฐซ้อนรัฐแน่นอน ปัญหาจะขยายตัวอย่างกว้างขวาง ถ้ารัฐบาลยังอยู่จะเป็นอันตราย ทางที่ดีควรคืนอำนาจให้ประชาชนได้ช่วยกันเอง


 
 อย่างไรก็ตาม การค่อยๆ ลงสู่อำนาจอาจเพราะกลัวถูกเช็กบิล อีกทั้งทหารเวลาจะถอยต้องถอยแบบมีชั้นเชิง อันนี้คือมองในแง่ดี แต่ส่วนตัวไม่ได้มองว่าเป็นแผนถอยแต่อย่างใด คิดว่าวันนี้รัฐบาลและคสช.ควรพอแล้ว คืนอำนาจประชาชนดีที่สุด 


 
 ถ้ากำหนดกลไกต่างๆ เพื่ออยู่ต่อจะไม่เป็นผลดีต่อคสช.