ครบทุกรส สดทุกเรื่อง




สาวคู่กรณีหญิงตาบอดโพสต์ด่า ขอความเป็นธรรมถูกตราหน้ารังแกคนพิการ-ชี้ข้อมูลบิดเบือน
Font Size  

วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 เวลา 12:08 น.
จำนวนคนอ่านล่าสุด 90693 คน

 สาวผู้เสียหายคู่กรณีสาวตาบอดกรณีโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทในเฟซบุ๊ก ขอความเป็นธรรม โวยข้อมูลบิดเบือนผู้ต้องหาไม่ได้เข้ามอบตัว แต่ถูกจับกุมหลังออกหมายเรียกสองครั้งเพิกเฉย โอดถูกสังคมตราหน้ารังแกคนพิการ   

 

 

 จากกรณีที่นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม. เขตบึงกุ่ม-คันนายาว พรรคเพื่อไทย นำนางสาวไพลิน อายุ 26 ปี อยู่ เขตคันนายาว กทม. ซึ่งเป็นผู้พิการตาบอดมองไม่เห็นทั้ง 2 ข้าง เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกระบี่ หลังถูกจับกุมตามหมายศาลจังหวัดกระบี่ ลงวันที่ 19 มกราคม 2559 ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหา เนื่องจากเป็นผู้พิการตาบอดมาตั้งแต่อายุ 18 ปี และไม่เคยรู้เรื่องที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะได้รับการประกันตัวออกไป เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 ก.พ.59 ที่ผ่านมา

 

 ทั้งนี้ในวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้เชิญผู้เสียหาย คือ นางสาวชนัดดา สาโรจน์ อายุ 34 ปี ผู้ที่แจ้งความดำเนินคดีมาเจรจาพูดคุยกับผู้ต้องหา เพื่อตกลงยอมความกัน แต่ไม่สามารถตกลงกันได้

 

 

 ความคืบหน้าล่าสุด นางสาวชนัดดา กล่าวว่า หลังจากที่มีการนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้น ผ่านสื่อต่างๆ ทำให้เกิดผลกระทบกับตนเป็นอย่างมาก เนื่องจากถูกสังคมมองว่ารังแกคนพิการตาบอด ทั้งที่เข้ามอบตัวแสดงความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด ซึ่งความจริงแล้วเขาไม่ได้มามอบตัวเลย แต่เจ้าหน้าที่ออกหมายเรียกไป 2 ครั้ง แต่กลับเพิกเฉย จึงมีการออกหมายจับกุม การนำเสนอข่าวว่าเข้ามอบตัว จึงเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และส่งผลกระทบต่อรูปคดี และตนยังถูกสังคมตราหน้าว่าใจร้ายใจดำกับคนพิการ

 

 นางสาวชนัดดา กล่าวอีกว่า ก่อนที่ตนจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีนั้น ตนได้มีการตรวจสอบแน่ชัดแล้วว่า เฟซบุ๊กของสาวตาบอดดังกล่าว เป็นผู้พิมพ์ข้อความด่าทอตน จนเกิดความเสียหาย เหตุเกิดเมื่อเดือนตุลาคม 2558 จึงได้เก็บรวบรวมหลักฐานทั้งหมด เข้าแจ้งความดำเนินคดี กับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกระบี่ ดำเนินการตรวจสอบและติดตามผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี โดยเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบไปตามหลักฐาน

 

 ซึ่งตนไม่รู้ว่า ผู้ที่ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นผู้พิการตาบอดหรือไม่ หรือเพราะหลักฐานที่มีอยู่ ไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นคนตาบอดเลย จึงอยากเรียกร้องให้สื่อให้ความเป็นธรรม นำเสนอข้อมูลที่เป็นความจริง    ส่วนจะมีการปลอมแปลงชื่อเฟซบุ๊กหรือไม่ นั้น ก็ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ดำเนินการสืบสวนไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ในการที่จะติดตามตัวผู้ที่กระทำผิดมาดำเนินคดี เพราะความเสียหายเกิดขึ้นกับตนแล้ว จึงไม่สามารถถอนแจ้งความได้ และถ้าไม่ใช่เจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว ทำไมไม่แจ้งความว่าถูกปลอมเฟซบุ๊ก

 

 นางสาวชนัดดา เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สำหรับการแจ้งความดำเนินคดีในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเดือนตุลาคม 58 ที่ผ่านมา ทางผู้ใช้เฟซบุ๊ก ดังกล่าว ซึ่งไม่ได้รู้จักกันมาก่อน มาขอเป็นเพื่อนกับตนทางเฟซบุ๊ก พร้อมนำเสนอขายตุ๊กตาลูกเทพในหน้าเฟซบุ๊ก ส่วนตัวของตน ซึ่งใช้ภาพ และชื่อนามสกุลจริง เมื่อตนถามว่าเป็นตุ๊กตาผู้หญิงหรือผู้ชาย ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ดังกล่าว เกิดความไม่พอใจ หาว่าตนลบหลู่ดูถูกและด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย ตนจึงลบออกจากความเป็นเพื่อน ผ่านไป 1 วัน ตนจึงกลับไปติดตามดูเฟซบุ๊กดังกล่าว อีกครั้งว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง

 

 ปรากฏว่า มีการแคปหน้าเฟซบุ๊กของตนไปประจานในเฟซบุ๊ก และให้เพื่อนๆ ช่วยแชร์ต่อ โดยมีข้อความระบุว่าตนเป็นบุคคลอันตรายต้องการเกาะกระแสลูกเทพดัง เป็นเปรตเที่ยวมาขอส่วนบุญ ไม่รู้จักเข้าวัดเข้าวา ทั้งที่ตนไม่เคยเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพเลย ตนจึงพิมพ์ข้อความ ขอให้ลบออกทันที ถ้าไม่อยากรับหมายศาล แต่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก กลับไม่ยอมลบ และยังท้าให้แจ้งความด้วย โดยอ้างว่ามีญาติเป็นทหาร ตำรวจ ทนายความ และบุคคลที่มีชื่อเสียงมากมาย ตนจึงตัดสินใจรวบรวมหลักฐานเข้าแจ้งความดังกล่าว

 

 ด้าน ร.ต.อ.ณัฐภัทร พุทธังกุโร พนักงานสอบสวน สภ.เมืองกระบี่ เจ้าของคดี เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้ทำการสอบปากคำผู้ต้องหาพร้อมญาติ เมื่อวันที่ 26 ก.พ.59 ที่ผ่านมา เบื้องต้นทราบว่าเป็นผู้พิการตาบอด และได้ให้การปฏิเสธไม่รู้เห็นกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ส่วนสาเหตุที่ได้ขออนุมัติหมายจับกุมผู้ต้องหานั้น เนื่องจากพบว่าหลักฐานที่ผู้เสียหายนำมา เช่น รูปถ่าย บุตรสาวของผู้ต้องหาวัย 3 ขวบ ตรงกับผู้ต้องหาทุกประการ รวมทั้งเลขบัญชีธนาคาร ในการโอนเงิน เพื่อขายสินค้าผ่านทางเฟซบุ๊ก(สตรอบอรี่นมสด) จึงเป็นหลักฐานให้เชื่อได้ว่าผู้ต้องหา เป็นผู้โพสต์ด่าหมิ่นประมาทผู้เสียหายตามที่แจ้งความ

 

 หลังผู้ต้องหายืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้โพสต์ หรือ เล่นเฟซบุ๊ก ก็ได้สรุปการให้ปากคำเสนอไปยังอัยการเพื่อเนินการสั่งฟ้อง หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของผู้ต้องหาที่จะนำหลักฐานต่างๆ มาหักล้างพยานหลักฐานและคำให้การของผู้เสียหาย แต่หากอัยการสั่งไม่ฟ้อง และให้สอบเพิ่ม ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป