มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 613 คน
วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556 เวลา 18:13 น.  ข่าวสดออนไลน์


ละคร นางมาร ตอนที่ 7

 ศรีเรือนให้บ่าวเตรียมของกินใส่ถ้วยชามกันอย่างโกลาหล เฟื่องเดินเข้ามาเห็นก็ถามพ่อว่าเกิดอะไรขึ้นที่เรือน พระยาอารักษ์บอกว่าจะเอาไปเยี่ยมพันที่บ้าน เพราะได้ยินข่าวว่าตกบันได ศรีเรือนหันมาบอกเฟื่องว่าให้ไปแต่งตัวเตรียมออกไปด้วยกัน
 เฟื่องเดินกลับเข้าไปในห้อง หงุดหงิดบอกกับอุ่นและทับทิมว่าเธอไม่อยากไปหาพัน
 “แต่จะทำอย่างไรได้เล่าเจ้าคะ ในเมื่อเป็นคำสั่งของท่านเจ้าคุณ”
 “แต่เอ็งสองคนก็รู้..พี่พันไม่ใช่คนดี และข้าก็สงสัยว่าที่ร้านผ้าของชุนไฟไหม้ และทำให้ชุนต้องตาย เป็นฝีมือพี่พัน”
 “อาจจะไม่ใช่ก็ได้นะเจ้าคะคุณหนู”
 “นั่นสิเจ้าคะ สร้อยของคุณพันที่คุณหนูพบที่ซากร้านผ้า บางทีคุณพัน อาจจะทำตก ตั้งแต่วันที่คุณพันไปที่นั่นกับคุณหนูก็ได้นี่เจ้าคะ”
 “เอ็งสองคนอย่ามาทำพูดปลอบใจข้าไปหน่อยเลย ข้ารู้! เอ็งสองคนก็สงสัยพี่พันไม่ต่างไปจากข้าหรอก จริงมั้ย”
 “จริงเจ้าค่ะ”
 เฟื่องถอนใจกลัดกลุ้ม
 นวลกลับมาที่บ้าน เมื่อรู้จากพรานมีว่าชุนไปแล้ว นวลเดินไปเดินมาร้อนใจ พรานมีเข้ามาจับตัวลูกสาวไว้
 “พอเถอะนังนวลเอ๋ย....ต่อให้เจ้าร้องเรียกเท่าใดมันก็ไม่กลับมาหรอก...ปล่อยให้มันไปตามทางของมันเถอะนวล”
 นวลเจ็บแปลบที่ใจยืนนิ่งตัวชาไป
 “ถ้าชุนจะไป ทำไมชุนไปบอกข้าสักคำ ทำไม..” นวลหันมามองพ่อ น้ำตาไหลเงียบๆ
 “ถ้าเอ็งกับมันมีบุญวาสนาต่อกัน สักวันก็ต้องได้กลับมาเจอกันอีก แต่ถ้าเอ็งกับมันไม่ใช่เนื้อคู่กัน จะวันนี้หรือวันไหน ก็ย่อมต้องแคล้วคลาดจากกันอยู่ดี”     
 นวลอึ้งเงียบไปน้ำตาซึม
 ไม่นานจากนั้น เฟื่องกับศรีเรือนรวมทั้งคณะ เดินทางถึงเรือนของพัน จู่ๆ ก็มีลมพัดแรงขึ้นมาไม่มีปี่มีขลุ่ย คณะของเฟื่องทั้งหมดถูกลมพัดจนทุกคนต้องก้มหน้าหลบลมกันชั่วขณะ ทันใดนั้นผีเดือนพุ่งเข้ามาหาเฟื่องโดยไม่มีใครทันสังเกต
 “คุณหนู..”
 เฟื่องเอามือบังลมพยายามลืมตา แล้วตกใจเมื่อเห็นหน้าเดือนลอยอยู่ตรงหน้า
 “เดือน”
 “อย่ายอมแต่งงานกับคุณพันมันนะเจ้าคะคุณหนู มันเป็นคนเลว มันเป็นต้นเหตุที่ทำให้บ่าวต้องตาย”
 เดือนก็วูบหายไปอย่างรวดเร็ว ลมที่พัดสงบลงอย่างฉับพลัน ศรีเรือนหันไปมองเฟื่องอย่างเป็นห่วง
 “ลูกเฟื่อง..เป็นอะไรรึเปล่าลูก”
 “เปล่าจ้ะแม่ ลูกไม่ได้เป็นอะไร แค่ฝุ่นเข้าตานิดหน่อยเท่านั้นเอง”
 “เอ้า..งั้นรีบขึ้นเรือนพ่อพันเถอะ ประเดี๋ยวกับข้าวกับปลาที่เตรียมมาจะชืดเสียหมด”
 ศรีเรือนเดินนำไป เฟื่องยังมองเหลียวหน้าเหลียวหลัง เห็นผีเดือนยืนอยู่ใต้ร่มไม้ไกลๆ ยิ้มเศร้าให้เฟื่องแล้วจางหายไป
 อุ่นกับทับทิมรีบเข้ามาหา เหลียวไปมองตามสายตาของเฟื่องบ้าง
 “มีอะไรรึเจ้าคะคุณหนู”
 “ข้าเห็นเดือน..”
 “นังเดือนน่ะรึเจ้าคะ” อุ่นตกใจ
 “เบาๆ สิ ข้าไม่อยากให้คนอื่นตกใจ”
 ทับทิมเหลียวมองรอบตัว หน้าตาเลิ่กลั่กกลัว “แล้วตอนนี้นังเดือนมันอยู่ตรงไหนรึเจ้าคะ”
 “ไม่อยู่แล้ว”
 “แล้วมันมาหาคุณหนูทำไมเจ้าคะ แล้วทำไมมันมาหาคุณหนูถึงที่นี่”
 “อย่าเพิ่งถามมากความเลยอุ่น กลับถึงเรือนเรา ข้าค่อยเล่าให้ฟัง”    
 ทั้งหมดพากันเข้าไปที่บ้านพันอย่างตื่นกลัว
 ทางด้านพัน เมื่อเห็นเฟื่องและศรีเรือนพากันเข้ามาเยี่ยมก็หัวเราะพอใจ
 “กระผมต้องขอขอบคุณ คุณอากับแม่เฟื่องมากที่อุตส่าห์มาเยี่ยม คนป่วยถึงเรือนเห็นทีกระผมคงหายป่วยเร็วกว่าที่คาดแน่นอนขอรับ”
 “แล้วนี่พ่อพันไปทำอีท่าไหนรึ ถึงได้ตกบันไดขาแข้งแทบจะหักอย่างนี้น่ะ”
 “อ๋อ..วันนั้นพวกบ่าวมันขัดบันไดเรือนนะขอรับคุณอา กระผมก็ไม่ทันระวัง เลยลื่นพลัดตกบันไดไป”
 “ต่อไปพ่อพันก็ต้องระวังตัวให้มากหน่อยนะจ๊ะ รู้มั้ยว่าแม่เฟื่องเขาเป็นห่วงพ่อพันมาก รบเร้าให้อาพามาเยี่ยม”
 “ดีใจจริงที่แม่เฟื่องเป็นห่วงพี่” พันมองเฟื่องตาหยาดเยิ้ม  
 เฟื่องเมินหน้าหนี พันหัวเราะชอบใจ ศรีเรือนกับด้วงพลอยหัวเราะตาม เฟื่องจึงก้มหน้าสะกดอารมณ์เกลียดชังพันอย่างเต็มที่ อุ่นกับทับทิมแอบมองอย่างเข้าใจอารมณ์นายหญิงของตน
 “ลูกเฟื่องดูแลสำรับให้พ่อพันเขาสิ กินเสียแต่ยังร้อน จะได้ไม่ชืดให้เสียรสชาติอาหาร”
 เฟื่องจำใจจัดสำรับปรนนิบัติให้พันกิน
 สักครู่เมื่อพันกินเสร็จ ก็หันไปพูดกับศรีเรือน “รสมือคนเรือนท่านเจ้าคุณอารักษ์นี่ยอดเยี่ยมมากเลยขอรับคุณอา”
 “นี่อายังเสียดายนะที่ลูกเฟื่องไม่ได้ลงครัวเอง ไม่เช่นนั้นพ่อพันคงเจริญอาหารยิ่งกว่านี้แน่”
 “อ้าว..ทำไมหลานเฟื่องถึงไม่ลงครัวเองล่ะแม่ศรีเรือน” ด้วงแปลกใจ    
 “คือว่าลูกเฟื่องยังอยู่ในอาการเศร้าเสียใจน่ะค่ะคุณพี่ บ่าวที่เคยเล่นกันมาแต่เล็กแต่น้อยเพิ่งถูกคนร้ายฆ่าตายไป จนป่านนี้ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้เลยนะสิคะ”
 “ตายจริง มีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นด้วยรึ อย่างนี้ก็ต้องถือว่าบ่าวคนนั้นมันตายโหงน่ะสิแม่ศรีเรือน ว๊าย! ผีตายโหงน่ะน่ากลัวจะตายไป” เพียรหวาดกลัว
 “คุณป้าไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ คนที่ควรจะกลัวน่าจะเป็นคนที่ทำให้นังเดือนมันตายมากกว่าค่ะ” เฟื่องก็มองพันนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น ขณะพันสีหน้าไม่สบายใจขึ้นมาทันที      
 เมื่อศรีเรือนและทุกคนไม่อยู่ พระยาอารักษ์ก็เรียกสร้อยเข้ามาในห้อง ปล่อยให้สร้อยบำเรอความสุขจนหนำใจ พระยาอารักษ์ยังลูบไล้เนื้อตัวสร้อยเล่นอย่างชอบใจ
 “บ่าวเป็นเมียท่านเจ้าคุณเช่นนี้แล้ว บ่าวก็หวังว่าท่านเจ้าคุณจะเมตตาบ่าวตลอดไปนะเจ้าคะ”
 “แน่นอนสิ เอ็งเป็นเมียข้า ข้าก็ต้องเลี้ยงดูเอ็งให้สมกับที่เอ็งเป็นเมีย”
 “จริงนะเจ้าคะ”
 “จริงสิ”     
 พระยาอารักษ์ซุกไซ้ซอกคอสร้อยอีก แต่จู่ๆ พระยาอารักษ์ก็ชะงักไป
 “เสียงแม่ศรีเรือนกลับมาแล้ว เอ็งกลับเรือนเอ็งไปก่อนไป๊นังสร้อย”
 “ก็ไหนท่านเจ้าคุณว่าจะเลี้ยงดูบ่าวให้สมกับเป็นเมียไงเจ้าคะ”   
 “ไป” พระยาอารักษ์ตวาด
 สร้อยกลัวไม่กล้าหือ พระยาอารักษ์รีบแต่งตัวแล้วลนลานลงจากเตียง
 ศรีเรือนเดินคุยกับเฟื่องขึ้นเรือนมา เจื้อยแจ้วพูดไปเรื่อย “แม่ละสงสัยจริง..ทำไมลูกเฟื่องถึงได้พูดจาอะไรแปลกๆ กับพ่อพันเขาอย่างนั้น พูดอย่างกับว่าพ่อพันเขารู้เห็นเป็นใจกับการตายของนังเดือนยังงั้นแหละ”
 “ก็ถ้าเขารู้ แม่ยังอยากจะให้ลูกแต่งงานกับเขาอยู่มั้ยละคะ”
 “คนอย่างพ่อพัน จะไปรู้เรื่องใครฆ่าใครตายได้ยังไง ลูกเฟื่องก็มองพี่เขาในแง่ร้ายเกินไป”   
 ศรีเรือนเดินขึ้นมาบนเรือน เห็นสร้อยผลุบออกจากห้องพระยาอารักษ์แล้ววิ่งลงหลังเรือน จึงขมวดคิ้วแปลกใจ
 “มีอะไรรึคะแม่”
 ศรีเรือนไม่ตอบยังคงมองไปที่ห้องพระยาอารักษ์อยู่ เฟื่องมองตามเห็นพระยาอารักษ์แต่งตัวเรียบร้อยเดินออกมาจากห้อง และตรงเข้ามาหาสองแม่ลูกทันที
 “ไปเยี่ยมพ่อพันกันมา เป็นยังไงบ้าง”
 “คุณพี่นอนกลางวันรึคะนั่น อิฉันเห็นคุณพี่เพิ่งออกมาจากในห้อง”
 “ใช่ ข้านอนกลางวัน แล้วเรื่องพ่อพันว่าอย่างไรเล่า ข้าถามไม่ยักตอบ”
 “คุณพี่ด้วงบอกว่า ขาพ่อพัน..เดือนหน้าก็น่าจะหายดีเจ้าค่ะ เมื่อหายดีแล้ว คุณพี่ด้วงก็จะยกขันหมากมาสู่ขอแม่เฟื่องเลย ไม่เสียเวลาทาบทามละ”
 พระยาอารักษ์ดีใจ ขณะเฟื่องอยู่ในอาการตกตะลึง
 คืนนั้น ระหว่างนอนหลับเฟื่องร้องไห้น้ำตาไหลลงหมอน อุ่นตกใจถามขึ้นมา
 “คุณหนูไม่อยากแต่งงานกับคุณพันใช่มั้ยเจ้าคะ”
 ทับทิมตามเข้ามาฟังด้วย    
 “พวกเอ็งก็รู้ พี่พันไม่ใช่คนดี มีข่าวลือไม่ดีเกี่ยวกับตัวเขามาเข้าหูข้ามากมาย ข้าก็ยังพอจะทำใจว่ามันอาจจะเป็นเรื่องของคนที่พูดกันมากความไป แต่ตอนที่ข้าพบสร้อยของเขาที่ร้านผ้าของชุน ข้าก็เริ่มคิดแล้วว่าเรื่องไฟไหม้ที่ร้านนั่น อาจจะเป็นฝีมือของพี่พัน แล้วยิ่งวันนี้เดือนมาเตือนข้าอีก”
 อุ่นกับทับทิมก็โดดเข้ากอดกันด้วยความกลัวผีเดือนจับใจ
 “ตกลง..นังเดือน..มัน..มันมาหาคุณหนูจริงๆ เหรอเจ้าคะ”
 “ที่หน้าเรือนพี่พันนั่นแหละ”
 “แล้วมันมาบอกอะไรคุณหนูเจ้าคะ”
 “มันมาบอกข้าว่าพี่พันเป็นต้นเหตุที่ทำให้มันต้องตาย”
 อุ่นกับทับทิมหวาดกลัว
 “ข้าเชื่อว่า..คนตายย่อมไม่โกหก และคนอย่างพี่พันก็ไม่เคยพูดความจริง ข้าถึงไม่อยากแต่งงานกับเขา”
 “แต่จะทำยังไงได้เล่าเจ้าคะคุณหนู ในเมื่อคุณหนูเกิดเป็นลูกผู้หญิง พ่อแม่บอกให้ทำอะไร ก็ต้องทำ”
 “บอกให้แต่งกับคุณพัน คุณหนูก็ต้องแต่ง หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”
 เฟื่องถอนใจกลัดกลุ้มหาทางออกในเรื่องพันไม่เจอเอาเสียเลย
 ทางด้านศรีเรือน ให้อุ่นเข้าไปตามสร้อยมาพบในวันต่อมา สร้อยไม่สนใจฟังอุ่น กลับนั่งกินข้าวอย่างสบายใจพร้อมบอก
 “ข้าไม่ไป”
 “อ้าว ไงล่ะเนี่ย”  
 นายเบี้ยเอ็ดเสียงดัง “นังสร้อย เอ็งเป็นบ่าวเขานะโว๊ย นายเรียกหา เอ็งจะไม่ไปได้ไง”
 “ใครว่าข้าเป็นบ่าวกันล่ะนายเบี้ย ตอนนี้ข้าไม่ใช่บ่าวแล้ว”
 “ไม่ใช่บ่าวแล้วเอ็งจะเป็นอะไร เป็นคุณหญิงงั้นเรอะ”
 สร้อยยังคงนั่งกินอะไรต่อไปทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ทุกคนในที่นั่นเริ่มชะงัก นายเบี้ยเริ่มเดาอะไรได้
 “อย่าบอกนะว่าเอ็ง..”
 สร้อยหันมายิ้มเย้ยนายเบี้ย ทุกคนในที่นั้นหน้าเหวอไปเลย โดยเฉพาะอุ่น
 เมื่อรู้ว่าสร้อยไม่ยอมมากับตน อุ่นกลับเข้ามาหาศรีเรือนแล้วบอกไปว่า
 “นังสร้อยมันป่วยเจ้าค่ะ คุณหญิงมีอะไรจะใช้ มันรึเจ้าคะ ใช้บ่าวแทนก็ได้เจ้าค่ะ”
 “ท่านเจ้าคุณสั่งให้ข้าเข้าวัง ให้ไปช่วยหม่อมเยื้อนทำพระประทีปถวาย”   
 “งั้นบ่าวไปแทนนังสร้อยมันเองเจ้าค่ะ”
 “ไม่ต้อง อยู่ดูแลลูกสาวข้าไปเถอะ ข้าไปกับคนอื่นก็ได้”
 ศรีเรือนออกไป ทับทิมรีบคว้าตัวอุ่นมาถามทันที
 “นังสร้อยมันไม่ได้ไม่สบายหรอก..ใช่มั้ยม๊นังอุ่น”
 อุ่นเม้มปากแน่น ไม่ยอมตอบ
 “บอกข้ามาซะดีๆ นังอุ่น ไม่งั้นข้าจะไปจุดธูปเรียกผีนังเดือน ผีไอ้เม่น ให้มันมาหลอกเอ็ง”
 อุ่นหันไปมองเฟื่อง ไม่อยากให้เฟื่องรู้ เลยดึงตัวทับทิมออกไปยืนคุยกันที่มุมบ้าน
 “เออ..บอกก็ได้ นังสร้อยมันไม่ได้ป่วยหรอก แต่มันกำลังกำแหงหาญ ไม่ขึ้นมารับใช้คุณหญิง เพราะมันกับท่านเจ้าคุณ...”
 “ฮ้า!”  
 ทันใดนั้นพระยาอารักษ์ก็เดินเข้ามาที่เฟื่องซึ่งนั่งเหม่ออยู่อีกทาง
 “ลูกเฟื่อง..คืนนี้เป็นคืนลอยประทีป เจ้าไม่คิดจะออกไปลอยประทีปกับเขาบ้างรึ”
 “ไม่เจ้าค่ะ”
 “ไปเถอะ พ่ออยากให้เจ้าได้ออกไปเที่ยวเล่นหาความสำราญบ้าง อยู่แต่เหย้าเฝ้าแต่เรือนมาหลายวันแล้วนี่”
 “เจ้าค่ะ”  
 พระยาอารักษ์ยิ้ม ศรีเรือนที่ยืนแอบฟังอยู่ตลอดทำสีหน้าเจ็บใจ
 “คุณพี่นะคุณพี่ ไล่ลูกเมียให้ออกจากเรือนไปหมด คงคิดจะเรียกอีสร้อยมันขึ้นมารับใช้คืนนี้ล่ะสิ อีสร้อย! เอ็งกินบนเรือนขี้รดบนหลังคาแท้ๆ เชียว” ศรีเรือนเจ็บใจ
 ในคืนนั้น เฟื่องนั่งลอยกระทงอย่างเศร้าๆ คิดถึงแต่หน้าชุน ขณะที่ชุนกำลังลอยกระทงอยู่กับพวกเพื่อนที่โรงสีเหมือนกัน กระทงของชุนลอยไปเกี่ยวกับกระทงของเฟื่องอย่างไม่ได้ตั้งใจ เมื่อต่างหันมองหน้ากันพาเอาตกตะลึง
 “แม่หญิงเฟื่อง!”
 “ชุน ชุนจริงๆ ด้วย เจ้ายังไม่ตาย.”
 ทั้งสองดีใจที่พบหน้ากัน ต่างยิ้มแย้มมีความสุข ไม่เห็นนวลที่กำลังมองมาอีกทางอย่างเศร้าเสียใจ
 เฟื่องและชุนพากันเดินออกไปใต้ต้นไม่ริมน้ำ ต่างพยายามระงับความดีใจแต่ก็ทำไม่ได้มากนัก
 “ข้าคิดว่าเจ้าตายไปแล้วเมื่อครั้งที่ไฟไหม้ร้านผ้าของเจ้า”
 “ข้าก็เกือบจะตายไปแล้วจริงๆ หากไม่มีพ่อลูกคู่หนึ่งมาช่วยข้าออกจากกองเพลิง และพาไปรักษาตัวที่บ้านของเขาจนข้าหายดี”
 “เจ้าบาดเจ็บ ขอข้าดูแผลหน่อย”
 ชุนตัดสินใจโชว์แผลที่ถูกไฟไหม้ ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ตามเนื้อตัวให้เฟื่องดู
 “แล้ว..ไฟไหม้ร้านผ้าของเจ้าได้ยังไง”
 ชุนอึกอัก  เฟื่องเก็ททันทีว่าชุนรู้
 “พี่พันใช่มั้ยที่เป็นคนเผาร้านผ้าของเจ้า”
 “เอ่อ..”
 “บอกข้ามาเถอะ ข้าเจอสร้อยคอของพี่พันตกอยู่ที่ซากร้านของเจ้า”   
 “แม่หญิงอย่าบอกเรื่องที่เจอข้ากับนายท่านนะ”
 “ข้าไม่บอกหรอก ข้าไม่อยากให้พี่พันรู้ด้วยซ้ำว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เพราะข้าไม่อยากให้เจ้ามีอันตรายอีก เจ้ารอดตายมาได้ก็ดีแล้ว แล้วเวลานี้เจ้าอยู่ที่ไหน”
 “ข้ารับจ้างทั่วไปแถวท่าเรือ ก็เลยพักอาศัยเรือนคนงานแถวนั้นแม่หญิง รอเวลาจนกว่าเถ้าแก่..นายของข้าจะกลับมาจากไปขนสินค้าจากเมืองจีน เอาเข้ามาขายที่นี่”  
 “เจ้าต้องเจ็บตัวเกือบตายและต้องมาลำบาก ทั้งหมดเพราะข้าเป็นต้นเหตุ”
 “อย่างคิดเยี่ยงนี้แม่หญิง ข้ารอดตายและได้เจอแม่หญิงอีกครั้ง..ข้าก็ดีใจแล้ว”
 เฟื่องดีใจที่ชุนพูดแบบนี้ เพราะเธอก็ดีใจที่ได้เจอชุนอีก
 “เจ้ารู้ไหม ข้ารอวันรอคืนขอให้ได้พบเจ้าอีกสักครั้ง ขออย่าให้เจ้าตาย และวันนี้มันก็เป็นจริง”                     
 “ข้าเป็นเพียงคนขายแรงงานต่ำต้อยไม่นึกว่าแม่หญิงจะเป็นห่วง”
 “ข้าไม่เคยคิดว่าเจ้าต่ำต้อย เจ้าช่วยชีวิตข้ามาสองครั้งสองครา แล้วยังช่วยชีวิตเด็กนั่นอีก เจ้าสูงค่ากว่าคนชั้นสูงบางคนอีก เจ้าคือผู้มีพระคุณของข้า”   
 “แม่หญิง”
 “ต่อไปเจ้าห้ามเรียกข้าแม่หญิง ต้องเรียกชื่อข้าด้วย ลองพูดเรียกข้าใหม่สิ”
 “งั้นเรียกคุณหนูเฟื่อง นะขอรับ”
 เฟื่องยิ้มพอใจแต่ก็เริ่มได้ยินเสียงคนเข้ามา “เราสองคนจะได้พบกันอีกเมื่อใด ข้ากลัวว่าถ้าต้องแยกจากวันนี้จะไม่ได้พบเจ้าอีก”
 อุ่นก็พรวดพราดเข้ามา แล้วดึงมือเฟื่องให้ออกวิ่งทันที
 “ไปเร็วๆ เจ้าค่ะคุณหนู ไอ้สิงห์กับไอ้เพียรมันกำลังมาทางนี้”
 เฟื่องกับชุนสีหน้าตกใจ “พรุ่งนี้เที่ยง เจ้ามาพบข้าที่นี่นะ”
 สิงห์กับเพียรวิ่งเข้ามาใกล้ถึง แต่ยังไม่ทันถึงทับทิมก็วิ่งเข้าชนสิงห์กับเพียรเสียก่อน ทั้งสามระเนระนาดกันไป
 “อะไรของเอ็งวะอีทับทิม เอ็งมาวิ่งชนพวกข้าทำไม”
 “ข้าตั้งใจจะวิ่งชนพวกเอ็งที่ไหนกันล่ะ ข้ากำลังวิ่งเล่นซ่อนแอบกับนังอุ่นต่างหาก”
 สิงห์กับเพียรทำหน้าฮึดฮัดโมโห รีบวิ่งตรงไปยังจุดที่เฟื่องกับชุนเคยนั่งคุยกันอยู่ แต่ก็ไม่พบใครแล้ว
 “สงสัยจะเป็นไอ้เจ๊กขายผ้าจริงๆ มันรอดตายได้ยังไงเนี่ย”
 “รีบกลับไปบอกนายดีกว่า” สิงห์กับเพียรรีบวิ่งออกจากไปไม่เห็นชุนแอบอยู่ตรงมุมมืด  








 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.