มีความแตกต่างอย่างแน่นอนระหว่างการถอยแบบหนียะย่ายพ่ายจะแจ กับ การถอยแบบถอยไปตั้งหลัก
ถอยแบบหนียะย่ายพ่ายจะแจ ถือว่าเป็นการถอยอย่างหมดรูป
แต่การถอยแบบถอยไปตั้งหลัก ถือว่าเป็นการถอยอย่างมีจิตสำนึก ถอยอย่างรู้เท่าทันกับสถานการณ์ที่เผชิญ
รู้ว่าสู้ไม่ได้ ก็ต้องถอย
ตรงกันข้าม ถอยแบบหนียะย่ายพ่ายจะแจเกิดจากก่อนหน้านี้มิได้วิเคราะห์กำลังของตนตามสภาพความเป็นจริง ไม่ได้วิเคราะห์กำลังของอีกฝ่ายตามความเป็นจริง เมื่อเกิดการปะทะสู้รบก็แตกพ่ายอย่างเหนือความคาดคิด
การถอยแบบหนียะย่ายจึงเป็นการถอยแบบแตกพ่าย ไม่เป็นรูปกระบวน กระเซอะกระเซิง รังแต่จะถูกตามตีให้ยับเยิน
ไม่รู้เขา ไม่รู้เรา
ความจริง พรรคเพื่อไทยเองก็ผลักดันร่างพ.ร.บ.ปรองดองเข้าไป ผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าไปด้วยความมั่นใจเป็นอย่างสูงว่าจะได้ชัยชนะ
ประสบความสำเร็จออกมาเป็นกฎหมาย
แต่เอาเข้าจริงๆ กระแสต่อต้านไม่ได้มีแต่เพียงพรรคประชาธิปัตย์ในกระบวนการรัฐสภา หากแต่ยังมีพันธมิตรประชาธิปไตยนอกกระบวนการรัฐสภา
ยิ่งกว่านั้นยังมีการใช้กระบวนการทางศาล กระบวนการตุลาการภิวัฒน์เข้ามา
จึงไม่เพียงแต่จะต้องชะลอร่างพ.ร.บ.ปรองดอง หากแม้กระทั่งร่างพ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 ซึ่งผ่านวาระ 1 วาระ 2 มาแล้ว ยังไม่สามารถเดินหน้าเข้าสู่วาระ 3 ได้ตามพิมพ์เขียวที่วางเอาไว้ ตามความต้องการดั้งเดิม
จำเป็นต้องถอย
กระนั้น ภายในกระบวนการถอยของพรรคเพื่อไทยเด่นชัดยิ่งว่ามิได้เป็นการถอยอย่างหนียะย่ายพ่ายจะแจ หากแต่เป็นการถอยอย่างรู้เท่าทันกับสถานการณ์เฉพาะหน้า
ที่สำคัญคือ ยังไม่อาจแตกหักได้
ทางหนึ่ง มีการชะลอร่างพ.ร.บ.ปรองดองเอาไว้ก่อน และขยับขยายในเรื่องการตั้งเวทีสานเสวนา ทางหนึ่ง มีการชะลอร่างพ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญเอาไว้ก่อน และขยับขยายผ่านคณะทำงาน
เป้าหมายอยู่ที่การทำความเข้าใจกับประชาชนในวงกว้างขึ้น
เป้าหมายก็คือ การตั้งความหวังในการสร้างแนวร่วมกับประชาชนให้รับรู้ต่อความจำเป็นของพ.ร.บ.ปรองดอง ต่อความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ผนังทองแดง กำแพงเหล็ก
การถอยของพรรคเพื่อไทยเป็นการถอยอย่างตระหนักรู้ในความเป็นจริงของกำลังอีกฝ่าย
จึงถูกต้องแล้วที่พรรคเพื่อไทยจะหันเข้าไปร่วมมือกับพรรคร่วมรัฐบาล จึงถูกต้องแล้วที่จะต้องนำเอาปมปัญหาเข้าถกเถียงและสร้างความเข้าใจร่วมกับประชาชนในวงกว้าง
แนวทางมวลชน