มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 660 คน
วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เวลา 19:56 น.  ข่าวสดออนไลน์


ละคร ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 41

 บริเวณเชิงเทินกำแพงเมืองแปร ตองหวุ่นญีกำลังดูกองทหารเตรียมการยุทธโกลาหล ไม่นานจิสะเบงควบม้าเข้ามากับทหารติดตาม 
 “เจ้ามานี้มีการสำคัญอันใด”
 “ข้าพเจ้ามีเรื่องร้อนใจอยากจะมาปรึกษาท่านพ่อ”
 “ว่ามา” 
 “เพลานี้ภายในกรุงแปรเหตุการณ์สงบไม่มีเรื่องวุ่นวายอันใด  ข้าพเจ้าจึงไม่สบายใจ” 
 “พูดอะไร พ่อไม่เห็นเข้าใจ” 
 “ท่านพ่อไม่ระแวงบ้างหรือว่า เหล่าทหารจะคิดว่าท่านพ่อถนอมข้าพเจ้ายิ่งกว่าทหารคนอื่น”
 ตองหวุ่นญีหยุดจ้องหน้า “ถ้าคนจะพูดก็เพราะเจ้าไม่ยอมปฏิบัติการ ยังไม่เลิกเที่ยวสำราญอีกหรือ” 
 “ไม่ใช่อย่างนั้นดอก..ทุกวันนี้ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติงานทุกอย่าง จนใน กรุงแปรสงบเรียบร้อย ท่านพ่อก็เห็น” 
 “แล้วใครยังกล้าพูดว่าพ่อไม่ยุติธรรม”
 “ข้าพเจ้าคิดเอง  ข้าพเจ้าเห็นท่านพ่อกับท่านลุงตะคะญีชราแล้ว  อยากจะออกมาช่วยศึกนอกบ้าง อยู่แต่ในกำแพงเมืองแล้วอดวิตกถึงเหล่าผู้เฒ่าไม่ได้ ข้าพเจ้าอยากจะออกมาอยู่ค่ายนอกรับศึกแทนท่านลุงตะคะญี”  
 “ไม่ได้ดอก ท่านครูตะคะญีจะน้อยใจว่าพ่อไม่ไว้ใจในฝีมือ  ขุนศึกแม้แก่เฒ่าก็อย่าประมาทความคิด”    
 “ศึกนี้หากได้ชัยชนะ  ข้าพเจ้าแทบไม่ได้ความดีความชอบอันใดเลย วิชาการศึกก็ได้ร่ำเรียนสิ้นกับมหาเถรกุโสดอ หากไม่ให้ข้าพเจ้าออกศึก ท่านพ่อส่งข้าพเจ้าไปเรียนการยุทธทำไม ท่านพ่อไม่คิดจะเกื้อกูล ข้าพเจ้าให้มีเกียรติในสนามรบบ้างหรือ”
 ตองหวุ่นญีมองลูกอย่างสงสาร “เจ้าแน่ใจนะว่าอยากออกสนามรบ”
 “ข้าพเจ้าอยากจะสนองคุณแผ่นดินให้ประจักษ์ เป็นถึงลูกขุนพลตองอู ถ้าจะตายก็ขอตายในสนามรบดีกว่าเดินลอยชายอยู่ในกำแพงเมืองให้คนดูหมิ่น”
 ตองหวุ่นญีพยายามกลั้นน้ำตา  ตื้นตันใจในตัวบุตรชาย
 ในที่สุดตองหวุ่นญีถึงให้จิสะเบงไปบัญชาการรบ แทนที่ตน  จิสะเบงฮึกเหิมพอใจเมื่อการสู้รบที่ผ่านในหนึ่งราตรีเขายังป้องกันทัพเอาไว้ได้ ส่วนโชอั้วแอบเข้าไปหาจิสะเบงในกองทัพยามค่ำคืน ทำทีบอกว่าคิดถึงและอยากให้เสร็จศึกโดยเร็ว จะได้ใช้ชีวิตร่วมกัน จิสะเบงให้คำมั่นว่าตนรักโชอั้ว จะให้ทำอย่างไรก็ยอม โชอั้วยิ้มพอใจบอกไปว่า หากรักตนจนจิสะเบงก็เพียงแค่ยอมแพ้ทัพเท่านั้น 
 จิสะเบง “หมายความว่า ให้เรายอมแพ้ท่านเสียงโคนอย่างนั้นหรือ”
 “เพียงแต่ท่านจัดย้ายกำลังรักษาป้อมค่ายใหม่  อย่าเอาคนที่มีฝีมืออยู่ป้อมค่ายด้านหน้าเท่านั้น”   
 “ทำการอย่างท่านว่า พอทัพเสียงโคนตีค่ายเราได้  ชีวิตทหารตองอูในค่ายนี้ไม่ตายหมดหรือ”
 “ถ้าท่านกังวลสิ่งนี้ข้าพเจ้าช่วยท่านได้”
 “ทำอย่างไร”
 “ขอท่านวางอุบายฉลองชัยที่ทัพหงสาไม่กล้ามากล้ำกลาย จัดเลี้ยงสุราอาหารแก่ทหารที่ท่านรักอยู่เสียหลังค่าย     ข้าพเจ้าจะลอบแจ้งไปให้ท่านเสียงโคนรู้ว่า หากเห็นทหารผู้ใดเมาสุรา ไม่สามารถตอบโต้ด้วยอาวุธได้ ก็ขอให้เว้นชีวิต  หากผู้ใดยังมีสติจับอาวุธขึ้นสู้  ก็ถือเป็นคราวเคราะห์แก่ทหารผู้นั้นเถิด   ถ้าการณ์เป็นอย่างนี้ศึกก็จะสงบ ข้าพเจ้าก็จะมั่นใจว่าท่านทำเพื่อให้เราได้อยู่ด้วยกันยั่งยืนตลอดไป”   
จิสะเบงใคร่ครวญครุ่นคิด เริ่มโอนอ่อนเพราะต้องการพิสูจน์รัก 
 นึกไม่ถึงว่าความรักจะบดบังตาจิสบง ทำให้หลงเชื่อโชอั้ว จัดเลี้ยงสุรากับพวกทหาร ให้กินกันจนเมามาย เสียงโคนสุคญี นำกำลังเข้าทีทัพตองดู ฟาดฟันทหารไม่ยั้ง ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปอย่างที่โชอั้วบอกแม้แต่น้อย ทหารตองอูตายเกลื่อน  บางคนถูกจับเป็นเชลย ที่ด้านหน้าค่าย ธงตองอูถูกชักลงแล้วธงหงสาวดีขึ้นโบกสะบัดแทน 
 จาเลงกาโบวิ่งหน้าตั้งมาหาตะคะญีพร้อมกับบอกเสียงเครียด “พ่อท่านพวกหงสายึดค่ายตองอูของเราได้แล้ว”
 “พวกเราไม่ได้ยินเสียงจิสะเบงลั่นกลองศึกเตือนทหารเลย พวกหงสาวดีมันเข้าตีค่ายได้ยังไง”
 “จิสะเบงคงเสียรู้ทหารหงสาวดี ขอข้าพเจ้านำทหารออกไปช่วยเถิด”
 “ทหารตองอูเพลานี้เหลือเพียงกระหยิบมือ ยกออกไปก็เหมือนปลา ว่ายเขาไซให้เขาลอบกู้” ตะคะญีบอก
 เนงบาเอ่ยขึ้น “พ่อครูเป็นปลัดทัพจะยืนดูพวกหงสาล้อมฆ่าทหารเราอย่างนั้นหรือ” 
 “มึงหยามกูมากนะไอ้เนงบา  มึงเคยเห็นกูทิ้งใครให้ตายเปล่ามาอย่างหรือ กูจะออกไปตายให้มึงดู”  
 ตะคะญีจะลงกำแพงไป จาเลงกาโบมาขวางไว้ “อย่าถึงมือพ่อท่านเลย  ข้าพเจ้าจะไปตายกับพวกตองอูเอง”
 “ข้าด้วย...ข้ายินดีตาย”
 “ข้าไปเองพ่อครู”
 “ไป...เราไปตายกับทหารของเรา” 
 รานองมองอยู่ด้วยความสะเทือนใจ  “อย่าไปเลยท่านปลัดทัพ  ให้พวกหนุ่มๆ เขาไปกันเถอะ”  
ทุกคนหันมามองรานอง
 “ทหารตองอูของท่านในแปรคงไม่พอเอาชนะดอก ข้าพเจ้าจะให้ทหารแปรออกไปร่วมรบกับท่านด้วย แปรนี้รอดจากพวกโมยินมาได้ก็เพราะบุเรงนอง  ฉะนั้นขอข้าพเจ้าได้ตอบแทนคุณคนตองอูสักครั้งเถิด” 
 ตะคะญีมองรานองน้ำตาคลอ พูดไม่ออก รานองยิ้มให้อย่างเข้าใจ

 ไม่นานจากนั้น กองทหารแปรก็ตรงเข้ามายังค่ายของจิสะเบงอย่างหึกเหิม เสียงโคนสุคญีกับไขลูมองอย่างแทบไม่อยากเชื่อสายตา รีบสั่งทหารของตนกลับเข้าค่ายก่อน จิสะเบงยังลังเลทำอะไรไม่ถูก ก่อนควบม้าตามโชอั้วและไขลูไป  จาเลงกะโบหยุดม้าและเพ่งมองฝ่าความมืดตามหลังจิสะเบงอย่างค้างคาใจ 
 เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้น รู้ถึงหูตองหวุ่นญีในเวลาไม่นาน คำบอกจากจาเลงกาโบทำเอาตองหวุ่นญีถึงกับน้ำตาคลอ เสียใจที่สุดในชีวิต
 “หากจิสะเบงลูกเราทำการร่วมกับศัตรูอย่างที่ว่าจริง จงอย่านับมันเป็นคนตองอูอีกเลย” พูดพลางยกมือไหว้ฟ้า 
“เทวดาฟ้าดินเป็นพยาน  ข้าพเจ้าขอสาบาน มันผู้นี้ไม่ใช่ลูกข้าพเจ้าอีกต่อไปแล้ว หากพบจิสะเบงเมื่อไหร่   ข้าพเจ้าจะขอกุดหัวมันเอง”
 ทุกคนเงียบกริบด้วยความสงสารและเห็นใจตองหวุ่นญี ที่ต้องมาประสบกับเรื่องเช่นนี้ บรรยากาศเงียบงันไปสักครู่ แต่ละคนพูดอะไรไม่ออก  
 ทางด้านจิสะเบง เสียใจไม่น้อยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่โชอั้วพยายามเป่าหู ว่าหากทุกอย่างสำเร็จเขาก็จะได้มีทุกอย่างไม่น้อยหน้าจะเด็ด สอพินยาเองนั้นเมื่อเห็นว่าจิสะเบงเริ่มหวั่นใจก็ประจบเอาใจเป็นการใหญ่  
 “เราขอบใจท่านมากจิสะเบง ที่ท่านจะช่วยบัญชาการทัพรบกับตองอู ในครั้งนี้”    
 “ข้าพเจ้าขอเสนออุบายไว้ อยากให้ท่านเสียงโคนอยู่รักษากองทัพหงสาวดีที่หน้าเมืองแปรนี้ไว้ก่อน  เพื่อลวงไม่ให้พวกตองอูยกทัพตามไป เพราะหากตามไปช่วยเมืองตองอูเมื่อไหร่ ท่านเสียงโคนก็สามารถยึดกรุงแปรได้เช่นเดียวกัน”
 ไขลูยิ้มพอใจ “อุบายท่านจิสะเบงแยบยลเหลือเกิน สมแล้วที่พระอุปราชทรงเมตตาเป็นเพื่อนน้ำมิตรแก่กัน....เก่งจริงท่านจีสะเบง  แต่เสียดายนิดเดียวว่าพวกตองอูมองไม่เห็น ฮะฮะ” 
 จีสะเบงอยากจะยิ้ม แต่ความริษยาจะเด็ดมีมากกว่า
 ไขลูสบตากับสอพินยาพอใจที่หลอกจิสะเบงสำเร็จ
  ในที่สุดมังตราตัดสินใจออกบัญชาการศึกด้วยตัวเอง โดยไม่ฟังคำทัดทานของขุนเมืองราย ด้วยอยากแสดงฝีมือให้ทุกคนได้เป็น ทหารตองอูกับโมนยินต่อสู้กันอย่างดุเดือดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว มังตราฮึกเหิมออกฟาดฟันอยู่กับพลเดินเท้า โดยมีขุนเมืองรายรบอยู่ใกล้ๆ
 กองทหารม้าตองอูพยายามบุกแนวโล่ห์กั้นของโมนยินไปให้ได้  แต่ก็ถูกทหารโล่ใช้ขวานฟันม้าล้มลงสิ้น เมงกยอกแงควบม้าไปมาบัญชาการอยู่หลังแนวโล่ห์  
 “เคลื่อนไปข้างหน้า”
 ทหารม้าตองอูบุกเข้าโจมตีแนวกำบังโล่ของโมนยิน แต่ก็ถูกทหารโมนยินสังหารสิ้น มังตราแค้นใจบุกตะลุยไปแนวหน้าเอง
 “อย่าพระองค์ ทหารตามอารักษ์ขาพระเจ้าอยู่หัว ไป” 
 ขุนเมืองรายควบม้าแหวกทหารโมนยินตามมังตราไป
 มังตราพุ่งม้าเข้ามาร่ายทวนกับเมงกยอกแง มังตราท่าทางสู้ไม่ได้   ขุนเมืองรายเข้าแทรกกลาง หวังปกป้องมังตราจึงถูกทวนของเมงกยอกแง มังตราทำอะไรไม่ถูก
 แนวกำบังของพวกโมนยินเดินหน้าเข้ามาเรื่อยๆ กองทหารม้าตองอูเริ่มระส่ำระสายถอยร่นไม่เป็นขบวน
 ขุนเมืองรายต่อสู้กับเมงกยอกแงสุดฝีมือ  แต่ก็ยังสู้ไม่ได้ ถูกคมทวนเมงกยอกแงอีกหลายแผล มังตราพยายามเข้าช่วย
 “ถอยเข้าค่ายเถิดพระเจ้าอยู่หัว” 
 มังตรางุนงง หันมองไปรอบๆ 
 ทหารโมนยินไล่สังหารทหารตองอูล้มตายลงเป็นเบื่อ ขุนเมืองรายที่พยายามป้องกันมังตราอย่างสุดความสามารถ
 “ทหาร นำพระเจ้าอยู่หัวกลับเข้าค่ายบัดเดี๋ยวนี้” 
 กองพลเดินเท้าตองอูวิ่งเข้ากันมังตราไว้ มังตราตัดสินใจควบม้ากลับค่าย
 เมงกยอกแงมองไปทางมังตราตะโกนตามหลัง “บัดนี้เหมือนฟ้าดินจะตราไว้ ให้รอยบุญพระเจ้าโสหันพวา   แห่งกรุงรัตนะบุระอังวะจะได้รุ่งเรืองขึ้นแล้ว จึงปรารถนาจะสำแดงอภินิหารให้ปรากฏ หากพระเจ้ามังตราจะต่อบุญด้วยพระเจ้าอังวะขอได้แต่งทแกล้วทหารออกมาทำสงครามกลางทุ่งให้ประจักษ์ สมกับเป็นกษัตริย์นักรบ อย่าเอาแต่หลบพระองค์อยู่หลังกำแพง  ให้พสกนิกรหมิ่นว่ามีพระเจ้าอยู่หัวขี้ขลาดตาขาว ไม่สมบุญบารมีเลย”
 มังตราชักม้ากลับหันมามองเมงกยอแงอย่างแค้นใจ ทหารองครักษ์เข้ามาล้อมไว้
 ขุนเมืองรายได้รับบาดเจ็บควบม้ามาหยุดใกล้ๆ   
 “การศึกมิจำเป็นต้องเผด็จกันให้สิ้นทหารให้มื้อเดียว ขอท่านกลับไป พักทหารให้หายเหนื่อยก่อนเถิด  อีกสามวันเราจะออกมารบใหม่..ทหาร นำขุนเมืองรายกลับเข้ากำแพงเมือง” 









 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.