มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 1700 คน
วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เวลา 11:41 น.  ข่าวสดออนไลน์


ทึ่ง"กังหันน้ำ" คีรีวง-ตะรุเตา

ปาจรีย์ คล่องใจ รายงาน


" คีรีวง" หมู่บ้านเล็กๆ แต่ชื่อดัง ตั้งอยู่เชิงเขาหลวง แห่ง อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช โดดเด่นเรื่องผ้ามัดย้อม และ "สวนสมรม" เป็นสวนขนาดเล็กที่ปลูกพืชผักผลไม้หลายชนิดปนกัน อาศัยธรรมชาติให้เกื้อกูลกันเอง 

แต่ด้วยสวนเหล่านี้อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน ชาวบ้านต้องไปตั้งขนำ หรือกระท่อมชั่วคราว บนภูเขาเพื่อดูแลสวนอย่างใกล้ชิด จึงขาดระบบสาธารณูปโภคบางอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวัน 

น้ำตกและลำธารขนาดใหญ่ที่ไหลลงมาจากเทือกเขาหลวงไปสู่หมู่บ้านข้างล่าง เป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ชาวบ้านใช้อุปโภคบริโภคและทำการเกษตรบนภูเขา
 

ชาวบ้านใช้ฟืนที่เก็บได้จากบนเขาหุงหาอาหาร ใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าด หรือเครื่องปั่นไฟขนาดเล็กให้แสงสว่าง แต่การใช้งานลักษณะดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชาวบ้านและระบบนิเวศ ในป่า ชาวบ้านบางส่วนจึงทดลองสร้างกังหันน้ำผลิตไฟฟ้า เพื่อ ใช้งานในสวนสมรม 

คณะนักวิจัยจากสถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จึงเข้าไปติดตามผลการติดตั้งใช้งานกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าในบ้านคีรีวง ที่พัฒนาต่อยอดนวัตกรรมร่วมกับชาวบ้านคีรีวงมากว่า 10 ปี และล่าสุดเดินทางไปติดตามความคืบหน้าถึงบ้านคีรีวง 

ดร.อุสาห์ บุญบำรุง นักวิจัยสถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ มจธ. ย้อนให้ฟังว่าเริ่มเข้ามาที่คีรีวงตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 ศึกษากังหันน้ำผลิตไฟฟ้าที่ชาวบ้านทำ ที่แต่ละคนก็มีไอเดียต่างกัน เป็นกังหันจากล้อจักรยานบ้าง จากหัวจับราวบันไดบ้าง หรือกังหันน้ำรูปกรวย 

ทั้งหมดเป็นกังหันน้ำแรงกระแทก ที่ทำงานโดยอาศัยแรงกระแทกของกระแสน้ำที่มาจากน้ำตก แล้วพุ่งออกจากหัวฉีดไปหมุนกังหัน ซึ่งเหมาะสมกับลักษณะภูมิประเทศของบ้านคีรีวง 

แต่เมื่อวัดประสิทธิภาพในการเปลี่ยนพลังงาน พบว่ามีประสิทธิภาพเพียงร้อยละ 8-15 และแรงดันไฟฟ้าที่ออกจาก เครื่องกำเนิดไฟฟ้าไม่คงที่ ไม่สามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่มีกำลังไฟฟ้าสูงๆ ได้ 

อาจารย์อุสาห์บอกต่อว่า ต่อมาทางคณะวิจัยจึงพูดคุยหาแนวทางการพัฒนากับชาวบ้านได้ 3 แนวทาง คือ 1.ซื้อกังหันสำเร็จรูป จากต่างประเทศมาใช้ แต่ได้ไฟไม่ตรงความต้องการ 2.ใช้ระบบ PAT (Pump as Turbine) ซึ่งแพงกว่าตัวกังหัน 3.สร้างขึ้นมาใช้เอง โดยพัฒนาต่อยอดมาจากที่ชาวบ้านมี ออกแบบให้ขนย้ายสะดวก พอใช้งานได้ดี 

จนในปี 2552 จึงเกิด "ชุดกังหันน้ำ คีรีวง" ที่พัฒนามาจากศักยภาพพลังน้ำตก ที่มีอย่างเหลือเฟือ และสอดคล้องกับปริมาณความต้องการไฟฟ้าของแต่ละขนำในพื้นที่บ้านคีรีวง 

โดยมีลักษณะเป็นกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก ขนาด 1 กิโลวัตต์ และ 200 วัตต์ รูปทรงใบพัดแบบเพลตัน ต่อตรง กับมอเตอร์เหนี่ยวนำ ไม่ต้องใช้สายพาน สามารถผลิตไฟฟ้าขนาด 1 กิโลวัตต์ ที่อัตราการไหล 2.5 ลิตรต่อวินาที ระยะเฮด หรือความสูงของน้ำตก 80 เมตร 

ปรากฏว่ามีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนพลังงานเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50 มีความเหมาะสมในการผลิตไฟฟ้าสำหรับหมู่บ้าน ชาวบ้านสามารถผลิตและซ่อมแซมเองได้โดยอาศัยเทคโนโลยีในชุมชน และเนื่องจากผลิตขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีในประเทศ จึงราคาถูกกว่ากังหันที่นำเข้าจากต่างประเทศประมาณ 3 เท่า

ด้าน นายส่อง บุญเฉลย อายุ 60 ปี เจ้าของกังหันน้ำตัวแรกแห่งบ้านคีรีวง ร่วมเล่าถึงที่มาว่าเห็นต้นแบบกังหันน้ำ มาจาก อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อหลายปีแล้ว อยากได้มาใช้ในสวนสมรมของตนเองบ้าง 

แต่ไม่ทราบว่าจะซื้อจากที่ไหน จึง ประดิษฐ์ขึ้นเองจากล้อจักรยานเก่า หนังยาง กระป๋องเปล่า ยางในรถ ซื้อเพลา ไดนาโม และสายพานมาเพิ่ม ประกอบกันเป็นกังหันอย่างง่ายๆ อาศัยแรงน้ำจากประปาที่ต่อตรงมาจากน้ำตกบนภูเขามาหมุนกังหัน

ลุงส่องบอกว่าแม้ได้ไฟฟ้าในระดับหนึ่ง แต่มีประสิทธิภาพการทำงานต่ำ ไม่มี ความคงทน ชาวบ้านที่ผลิตกังหันน้ำใช้เองจึงติดต่อไปยังมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เพื่อขอความช่วยเหลือและร่วมพัฒนากังหัน 

ปัจจุบันกังหันที่ติดตั้งใช้งานแล้ว ทำให้ชาวบ้านมีไฟฟ้าใช้ในพื้นที่เกษตรกรรมตลอด 24 ชั่วโมง สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้พลังงานประมาณ 6,132 กิโลวัตต์ต่อปี เพียงพอต่อความต้องการพลังงานในปัจจุบัน 

การร่วมมือกันระหว่างสถาบันการศึกษาที่มีความพร้อมด้านความรู้และเทคโนโลยี กับชาวบ้านที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งผลให้กังหันน้ำคีรีวง กลายเป็นวิสาหกิจชุมชนของชาวบ้านคีรีวง 

โดยชุมชนรอบเทือกเขานครศรีธรรมราชติดตั้งกังหันน้ำ ไปแล้ว 25 เครื่อง และกำลังดำเนินการติดตั้งชุดกังหันน้ำคีรีวงเพิ่มอีก 30 เครื่อง โดยได้รับงบประมานสนับสนุนจากสำนักนโยบาย และยุทธศาสตร์ สำนักปลัดกระทรวงพลังงาน 

จากบ้านคีรีวง ลานสกา คณะวิจัยเดินทางไปยังฝั่งอันดามัน จุดหมายปลายทางที่อ่าวตะโละวาว อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะ ตะรุเตา จ.สตูล เพื่อติดตามการทำงานของกังหันน้ำที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ตต.1 (ตะโละวาว) ที่ปรับเปลี่ยนขนาดให้เข้ากับสภาพภูมิประเทศของที่นี่

กังหันที่อ่าวตะโละวาวเป็นกังหันขนาด 1 กิโลวัตต์ ความสูงของน้ำตก 50 เมตร ใช้ความแรงของน้ำตกโละโป๊ะเป็นแหล่งพลังงานสำหรับหมุนกังหัน เจ้าหน้าที่อธิบายว่า กระแสไฟฟ้าที่ได้เพียงพอสำหรับแสงสว่าง พัดลม ดูโทรทัศน์ เหมาะสำหรับพื้นที่เล็กๆ มีบ้านพักไม่มากนัก 

โดยกังหันที่นำมาติดตั้งที่ตะโละวาว เป็นกังหันนำร่อง และกำลังมีแผนติดตั้งเพิ่มอีก 6 จุด ในแต่ละหน่วยพิทักษ์อุทยาน รอบเกาะอาดัง-ราวี และมีแผนพัฒนากังหันน้ำขนาด 10 กิโลวัตต์ เพื่อติดตั้งที่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติตะรุเตาอีกจุด 

นายปณพล ชีวะเสรีชล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา เปิดเผยว่าในอดีตบนเกาะตะรุเตาและหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ อื่นๆ ประสบปัญหาไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องใช้เครื่องปั่นไฟเครื่องยนต์ดีเซล ที่กินน้ำมัน 2,000 ลิตรต่อเดือน 

ต่อมาปี 2539 มีนักวิจัยจาก มจธ. นำระบบพลังงานแสงอาทิตย์มาติดตั้งทดลองใช้งานบนเกาะควบคู่กับกังหันลม การทำงานประสานกันของทั้งสองระบบทำให้บนเกาะตะรุเตามีไฟฟ้าใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่เมื่อใช้งานผ่านไป 10 ปี อุปกรณ์ก็เริ่มเสียตามอายุการใช้งาน ขณะนี้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้งานไม่ได้ รองบประมาณจากส่วนกลางมาซ่อมแซม จึงต้องกลับมาใช้เครื่องปั่นไฟจ่ายพลังงานให้กับพื้นที่ต่างๆ ในเกาะอีกครั้ง 

"กังหันน้ำขนาดเล็ก เป็นพลังงานทดแทนที่เหมาะสมกับอุทยานแห่งชาติที่อยู่กลางทะเลมาก เพราะทุกหน่วยของอุทยานฯ มีพลังงานน้ำตกที่ไหลตลอดปี ลดการขนส่งน้ำมัน ไม่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวที่อุทยานฯ ในช่วงฤดูร้อน เนื่องจากอากาศที่ร้อนจัด นักท่องเที่ยวจะไปเที่ยวเกาะอื่นที่มีไฟฟ้าใช้ตลอดทั้งวัน" หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา กล่าว 

กระแสไฟฟ้าจากกังหันน้ำแม้จะมีปริมาณเล็กน้อย ไม่สามารถใช้กับพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีความต้องการพลังงานสูงได้ แต่ก็เป็นพลังงานที่ยั่งยืน ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพียงพอสำหรับความต้องการในชุมชน 

ช่วยขับเคลื่อนวิถีชีวิต และเศรษฐกิจของชุมชนในพื้นที่ห่างไกล แสงไฟจากหลอดไฟดวงเดียว อาจจะเป็นแสงสว่างให้กับคนทั้งชุมชน 





 
 


 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.