มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 15800 คน
วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 20:10 น.  ข่าวสดออนไลน์


ครม.ไฟเขียว-ลดภาษีซื้อรถคันแรก 16 ก.ย.นี้

 วันที่ 13 ก.ย. นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ มาตรการคืนภาษีสรรพสามิตรถยนต์คันแรกไม่เกิน 1 แสนบาทให้กับประชาชนที่ซื้อรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.54-31 ธ.ค.55 สำหรับผู้ซื้อรถยนต์ขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 ซีซี เฉพาะรถยนต์นั่ง ส่วนรถกระบะ กระบะดับเบิ้ลแคป ไม่กำหนดซีซี โดยกำหนดราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท

 เบื้องต้นเชื่อว่า ผลจากมาตรการดังกล่าวจะทำให้มีประชาชนซื้อรถยนต์เพิ่มอีกประมาณ 5 แสนคัน ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้จากการคืนภาษีสรรพสามิตประมาณ 3 หมื่นล้านบาท แต่ในทางกลับกันกระทรวงการคลังจะมีรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีนิติบุคคลที่ได้จากบริษัทรถยนต์ที่จะมีรายได้เพิ่มเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าจะมีรายได้สูงกว่าภาษีที่ต้องคืน

 “ที่ประชุมครม. เป็นห่วงว่าหากเริ่มมาตรการนี้ในวันที่ 1 ต.ค.54 อาจทำให้คนชะลอการซื้อรถยนต์ จึงเห็นควรว่าให้เริ่ม 16 ก.ย.นี้แทน ส่วนการคืนภาษีก็ให้สูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาทตามอัตราภาษีเช่นอีโคคาร์เสียภาษี 17% ถ้ารถราคา 5 แสนบาท ก็จะได้ภาษีคืน 7-8 หมื่นบาท” นายบุญทรงกล่าว

 ทั้งนี้ การคืนภาษีนั้นจะมีการทยอยคืนภายใน 1 ปีหลังจากซื้อขายรถยนต์ โดยจะจ่ายคืนเช็ค โดยมีเงื่อนไขห้ามเปลี่ยนมือเด็ดขาดภายใน 5 ปี โดยหากมีประชาชนรายใดเปลี่ยนมือก่อน 5 ปีจะต้องคืนเงินภาษีให้กับกรมสรรพสามิตต่อไป

 นายเทียนโชติ จงพีร์เพียร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) กล่าวว่า ขบ.เตรียมเชื่อมโยงฐานข้อมูลรายชื่อการยื่นขอจดทะเบียนการครอบครองรถยนต์ไปยังกรมสรรพสามิต ให้นำไปใช้ในการตรวจสอบว่าผู้ที่ยื่นขอใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเคยเป็นเจ้าของรถยนต์มาก่อนหรือไม่ หากตรวจพบว่ามีรายชื่อเคยยื่นขอจดทะเบียนกับขบ.มาก่อนก็จะถูกตัดสิทธิ์ เนื่องจากโครงการดังกล่าวต้องการช่วยเหลือให้ประชาชนสามารถมีรถยนต์คันแรกเท่านั้น

 ส่วนการประทับตราห้ามซื้อขายเปลี่ยนมือรถยนยต์ภายใน 5 ปี เพื่อป้องกันการนำรถไปขายต่อเพื่อเก็งกำไรนั้น กรมสรรพสามิตจะเป็นผู้ดำเนินการประทับตราห้ามซื้อขายลงในสมุดทะเบียน หลังจากที่ผู้ซื้อนำสมุดทะเบียนที่ขบ.ออกให้ไปยื่นขอตรวจสอบและใช้สิทธิ์ที่กรมสรรพสามิต

 “การตรวจสอบฐานข้อมูลการครองครองรถยนต์คันแรกขณะนี้อาจจะไม่สมบูรณ์นักเนื่องจากฐานข้อมูลการยื่นจดทะเบียนของขบ.ในปัจจุบัน จัดทำขึ้นจากการเก็บสถิติจากการยื่นจดทะเบียน ตั้งแต่ช่วงหลังปี’49 เป็นต้นมา เท่านั้น อาจทำให้ข้อมูลที่มีอยู่ ไม่ครอบคลุมและสะท้อนความเป็นจริงเรื่องการครอบครองรถยนต์คันแรก ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของรัฐบาลที่ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเฉพาะคนที่มีรถคันแรกเท่านั้น แต่ขบ.ได้แจ้งให้รัฐบาลรับทราบปัญหาดังกล่าวแล้ว ซึ่งกรมสรรพสามิตจะต้องไปหาทางแก้ไขปัญหาต่อไป หรืออาจจำเป็นต้องยกประโยชน์ให้จำเลยสามารถใช้สิทธิ์ขอลดหย่อนภาษีได้ หากเป็นผู้ที่เคยยื่นจดทะเบียนการซื้อรถยนต์แล้วก่อนหน้าปี’49” นายเทียนโชติ กล่าว

เปิดที่มาหลักเกณฑ์ คืนภาษี1แสนซื้อ ′รถยนต์′ คันแรก

ที่มา-เอกสารประกอบวาระพิจารณา มาตรการภาษี เพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิต รถยนต์คันแรก ที่กระทรวงการคลังเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 13 กันยายน

บันทึกวิเคราะห์สรุปประกอบการเสนอการคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรก

เหตุผลความจำเป็นในการเสนอการคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรก

1.ความเป็นมาของเรื่องนี้

ตามนโยบายของรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2554 ซึ่งมีนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ สร้างสมดุลและความเข้มแข็งอย่างมีคุณภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจมหภาค โดยให้มีมาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตของประชาชนทั่วไป ได้แก่ บ้านหลังแรก และรถยนต์คันแรก กรมสรรพสามิตได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลังให้ดำเนินการตามแนวทางใช้มาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตของประชาชนทั่วไปสำหรับรถยนต์คันแรกเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

2.เหตุผลความจำเป็นที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี

เพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตของประชาชนทั่วไปสำหรับรถยนต์คันแรก ทั้งนี้ การดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชนดังนี้

1.สนับสนุนให้ประชาชนมีโอกาสซื้อรถยนต์ สำหรับผู้ที่ไม่เคยมีรถยนต์มาก่อน สามารถซื้อรถยนต์ได้ ไม่น้อยกว่า 500,000 คน

2.มาตรการนี้จะสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องให้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

3.มาตรการดังกล่าวนี้จะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เพิ่มมากขึ้น

3.ความเร่งด่วนของเรื่อง

เรื่องนี้เป็นนโยบายรัฐบาลที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ซึ่งต้องขอตั้งงบประมาณในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2555-2556

4.สาระสำคัญหรือข้อเท็จจริง

เห็นควรกำหนดหลักเกณฑ์การคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรก ดังต่อไปนี้

4.1 เป็นรถยนต์คันแรกของผู้ซื้อที่ซื้อตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555

4.2 เป็นรถยนต์ราคาขายปลีกไม่เกิน 1,000,000 บาท/คัน

4.3 เป็นรถยนต์นั่ง ขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร/ รถยนต์กระบะ (Pick up)/ รถยนต์นั่งที่มีกระบะ (Double Cap)

4.4 เป็นรถยนต์ที่ผลิตขึ้นในประเทศ ไม่รวมถึงรถยนต์ที่ประกอบจากชิ้นส่วนนำเข้าใช้แล้วจากต่างประเทศ (รถยนต์จดประกอบ)

4.5 คืนเงินเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท/คัน

4.6 ผู้ซื้อต้องมีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

4.7 ผู้ซื้อต้องครอบครองรถยนต์ไม่น้อยกว่า 5 ปี

4.8 การคืนเงินจะคืนให้เมื่อครอบครองรถยนต์ 1 ปีไปแล้ว (เริ่มจ่ายคืนให้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป)

5.แนวทางการดำเนินงาน

5.1 ผู้ซื้อรถยนต์ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ต้องยื่นคำขอคืนเงินกับกรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่พร้อมเอกสารหลักฐาน ดังนี้

5.1.1 หนังสือยินยอมสละสิทธิการโอนภายใน 5 ปี

5.1.2 สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ซื้อ

5.1.3 สำเนาหนังสือสัญญาเช่าซื้อ (ในกรณีเช่าซื้อ)

5.2 กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่มีหนังสือถึงกรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัด เพื่อขอให้ตรวจสอบการครอบครองรถยนต์คันแรก และแจ้งการสละสิทธิในการโอนภายใน 5 ปีของผู้ซื้อ

5.3 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัด ตรวจสอบแบบและบันทึก "ห้ามโอนภายใน 5 ปี" ลงในระบบคอมพิวเตอร์และในสมุดคู่มือการจดทะเบียน

5.4 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัด ส่งหนังสือรับรองการครอบครองรถยนต์คันแรก และสำเนาคู่มือการจดทะเบียนที่บันทึก "ห้ามโอนภายใน 5 ปี" ให้กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่

5.5 กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ และสั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้ซื้อตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป

6.ประเด็นที่ต้องการให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาและอนุมัติ

ขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติดังนี้

6.1 หลักการและแนวทางการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกตามที่เสนอข้างต้น

6.2 การจัดตั้งงบประมาณในการดำเนินการ ดังนี้

6.2.1 อนุมัติและจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ.2555 จำนวน 100 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ

6.2.2 อนุมัติและจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ.2556 จำนวน 30,000 ล้านบาท เพื่อคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรกเท่ากับภาษีตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินคันละ 100,000 บาท

6.3 อนุมัติเป็นหลักการให้หัวหน้าส่วนราชการกรมสรรพสามิต (อธิบดีกรมสรรพสามิต) หรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายมีอำนาจอนุมัติให้คืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรกให้กับผู้ซื้อ

6.4 มอบหมายให้กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ให้ความร่วมมือกับกรมสรรพสามิตในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแสดงหลักฐานการครอบครองรถยนต์คันแรก การบันทึกข้อมูลห้ามจำหน่ายจ่ายโอนรถยนต์ภายใน 5 ปี ตามมาตรการดังกล่าวของรัฐบาล ต่อไป

7.วิเคราะห์สรุปในการเสนอการคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรก

7.1 เหตุผลความจำเป็นที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี

การดำเนินการมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชนดังนี้

1.สนับสนุนให้ประชาชนมีโอกาสซื้อรถยนต์ สำหรับผู้ที่ไม่เคยมีรถยนต์มาก่อน สามารถซื้อรถยนต์ไม่น้อยกว่า 500,000 คน

2.มาตรการนี้จะสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องให้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

3.มาตรการดังกล่าวนี้จะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากปริมาณการเสียภาษีในปีงบประมาณ 2553 เป็นฐาน พบว่ามีปริมาณรถยนต์นั่งขนาดไม่เกิน 1,800 ลูกบาศก์เซนติเมตร รถยนต์กระบะ (Pick up) และรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Double Cap) มีจำนวนประมาณ 520,000 คัน ซึ่งต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก ฉะนั้นเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยมีโอกาสซื้อรถยนต์สำหรับผู้ที่ไม่เคยมีรถยนต์มาก่อนสามารถซื้อรถยนต์ได้ จึงเห็นควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ผู้ซื้อรถยนต์ขนาดไม่เกิน 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร รถยนต์กระบะ (Pick up) และรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Double Cap) ซึ่งมีจำนวนประมาณ 500,000 คัน โดยใช้งบประมาณประมาณ 30,000 ล้านบาท

7.2 ความเกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่น (ไม่มี)

7.3 ความเกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมายโดยส่วนราชการต่างๆ ที่เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายอื่นๆ (ไม่มี)

7.4 การขอข้อมูล หรือความเห็นจากส่วนราชการ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง คือ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม

7.5 สิทธิและหน้าที่ของบุคคลที่อยู่ภายใต้บังคับของร่างประกาศกระทรวงการคลังที่เสนอ (ไม่มี)

7.6 มาตรการควบคุมการใช้ดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ (ไม่มี) เนื่องจากกระทรวงการคลังได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว

7.7 การวิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเงิน และงบประมาณ คือ รายได้ภาษีนิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตรถยนต์ จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

8.ฉะนั้น กระทรวงการคลัง จึงขอเสนอการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในเรื่องการคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรกมาเพื่อโปรดพิจารณาอนุมัติหลักการ แนวทางดำเนินการ และงบประมาณ พ.ศ.2555-2556 ต่อไป










 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.