มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 39798 คน
วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 13:47 น.  ข่าวสดออนไลน์


"แอปเปิ้ล-สีสะเหงียน สีหาราช" ไฮโซลาวลูกเศรษฐีเงินกีบ

สภาพสังคมของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว ก็เป็นเหมือนกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ที่มีช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนเช่นเดียวกัน เพียงแต่น้อยคนนักที่จะได้มีโอกาสสัมผัส และเรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนอีกชนชั้นหนึ่งที่ไม่ใช่แค่กรรมกรแบกหาม หรือผู้ใช้แรงงานแลกเงินอยู่ในต่างแดน

ชีวิตที่แตกต่างของ "สีสะเหงียน สีหาราช" หรือ "แอปเปิ้ล" วัย 23 ปี ลูกสาวเศรษฐีเมืองลาว หญิงสาวนัยน์ตากลม ร่างเล็ก หน้าตาน่ารัก เธอเข้ามาศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในประเทศไทยที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เคยรับงานถ่ายแบบนิตยสาร Cheeze ตามมาด้วยพิธีกรรายการ Double Cheeze และล่าสุดได้รับบทแสดงเป็น "แอน" นักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงร่วมอยู่ในเที่ยวบินสยองขวัญเรื่อง "407 เที่ยวบินผี" 3D ภาพยนตร์ระทึกขวัญ บนความสูง 30,000 ฟุต ทุกชีวิตต้องซุกตัวอยู่ภายในเครื่องบินที่ไม่มีทางหนี ไม่มีที่ซ่อน

บทบาท การแสดงชวนระทึกขวัญน่าติดตามพอ ๆ กับชีวิตจริงของแอปเปิ้ล หญิงสาวสัญชาติลาว ผู้เกิดและเติบโตที่เมืองเวียงจันทน์ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายบนกองเงินกองทองที่พ่อและแม่หามาได้อย่างไม่ทุกข์ร้อน หรือต้องคิดอะไรมาก สามารถเปิดตู้เซฟหยิบเงินกีบออกไปใช้จ่ายได้อย่างสบายมือ

"สีสะเห งียน" เป็นลูกสาวของนางสีสะหง่า มีพี่สาวชื่อ สีสะหงวน และน้องสาวชื่อ พิราลักษณ์ ซึ่งเดิมทีแม่จะให้ลูกคนเล็กชื่อ "สีสะเหงี่ยม" จะได้คล้องจองกัน แต่เธอขอร้องแม่ว่า

"อย่าทำร้ายน้องเลย เพราะทำร้ายหนูมาแล้ว (หัวเราะ) เพราะไม่เคยมีใครเข้าใจชื่อเราเลย ใครได้ยินก็มักจะถามซ้ำอยู่บ่อย ๆ ว่า ...อะไรนะ"

ครอบครัวของนัก แสดงสาวอินเตอร์ผู้นี้ประกอบธุรกิจในลาว จัดว่าอยู่ในอันดับต้น ๆ ของเศรษฐีลาว แม่เธอเป็นผู้ค้าส่งให้กับเหล้าจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ดูแลดิวตี้ฟรีสาขาของดาวเรือง และเปิดมินิมาร์ต ส่วนพ่อทำเกสต์เฮาส์ที่เวียงจันทน์ชื่อ "สีสะหง่า เกสต์เฮาส์" และก็มีแผนที่จะขยายสาขาออกไปในเร็ว ๆ นี้ด้วย

 ฐานะทางครอบครัวเป็นอย่างไร  

ก็ ไม่ได้รวยอะไรมากมาย เป็นครอบครัวที่ทำมาหากิน ไม่ได้เกิดมานอนบนกองเงินกองทอง คุณพ่อคุณแม่ก็พอจะมีกำลังส่งลูก ๆ ทุกคนเรียนในที่ดี ๆ ให้อยู่แบบสุขสบาย ไม่ได้รวยล้นฟ้า ครอบครัวในตอนแรกคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ได้มีพื้นฐานที่ดีอะไรมาก่อน คุณพ่อเป็นคนขยัน เป็นคนตั้งใจทำงานจนมีได้ถึงทุกวันนี้

"ถือว่าเรา เกิดมาในครอบครัวที่สุขสบายระดับหนึ่ง ทุกคนในบ้านมีเงินใช้ มีรถขับ อยากไปไหนก็ได้ไป ลูกทุกคนสามารถหยิบมาใช้จ่ายได้เหมือนกับมินิมาร์ตหรือว่าเกสต์เฮาส์ ที่บ้านก็จะเลี้ยงลูกแบบไว้ใจกัน เพราะเป็นครอบครัวเดียวกัน ก็เลยให้กุญแจเซฟลูก ๆ ถือไว้ ถ้าอยากจะใช้เงินก็ไปหยิบเอามาใช้ แต่ไม่ได้หยิบเยอะนะ ก็หยิบตามปกติ

แบบว่าถ้าวันนี้ต้องออกไปข้าง นอกต้องใช้เงินเท่าไหร่ เราก็หยิบออกไปใช้เท่านั้น แต่เราก็ไม่ได้นับนะว่าครั้งหนึ่งเราหยิบออกไปเท่าไหร่ บางวันอยากไปดินเนอร์หรูก็หยิบไปเยอะหน่อย

ไม่เคยคิดว่าเดือนนี้ใช้เท่านี้ เราใช้ชีวิตกันแบบสบาย ๆ

เราไม่เคยกังวลเลยว่าวันหนึ่งเราจะไม่มีเงิน"

แต่ เมื่อเธอต้องมาใช้ชีวิตในเมืองไทย ไม่มีตู้เซฟให้เปิดใช้ได้ตามใจ แต่ต้องกดผ่านตู้เอทีเอ็มที่ทางบ้านโอนเงินเข้ามาเป็นเดือน ชีวิตของลูกเศรษฐีลาวจึงเปลี่ยนไป

"บางครั้งทางบ้านก็โอนเงินมาเยอะ แล้ว เราใช้หมด ก็ไม่กล้าที่จะโทรไปขอ เมื่อก่อนเราก็ไม่เคยนับไงว่าเราใช้ไปเท่าไหร่ มาอยู่ที่นี่ตู้เอทีเอ็มมันไม่เหมือนตู้เซฟพ่อกับแม่ มีข้อจำกัด บางทีใช้เงินเพลินจนหมด เพราะเราลืมตัว"

หลังจากนั้นเราก็ปรับตัว เริ่มรู้แล้วว่าเวลาเราใช้เงินเราต้องมีระเบียบ รู้ว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ในเดือนนี้ จะใช้เป็นแสนก็ไม่ไหว ต้องรู้ตัวเองอยู่เสมอว่าตอนนี้มียอดเงินคงเหลือเท่าไหร่

จากเมื่อ ก่อนอยากซื้ออะไรก็ซื้อ อยากทิ้งอะไรก็ทิ้ง แต่ตอนนี้อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เราก็เสียดาย เราคิดได้แล้ว อีกอย่างมันน่าจะเป็นเพราะเราโตขึ้นมามากแล้วและต้องมาอยู่คนเดียว ก็เลยต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น

คุณพ่อคุณแม่ก็ถามอยู่เสมอว่าเป็น ยังไง เงินหมดหรือยัง บางทีเงินหมดเราก็ไม่กล้าบอก ประมาณว่าเพิ่งจะโอนเงินไปให้เมื่ออาทิตย์ก่อน ตอนนี้เงินหมดแล้วอะไรทำนองนี้ ตรงนี้จึงทำให้เกรงใจ รู้จักการใช้เงินมากขึ้น 

  ช็อปปิ้งที่ลาวใช้เงินครั้งละเท่าไหร่  

ของ ที่ลาวก็แพงอยู่นะ เพราะว่าของที่ลาวส่วนมากเป็นของนำเข้า ซึ่งเขาก็เอามาจากเมืองไทย พอไปถึงที่ลาวเขาก็ยิ่งบวกราคาเข้าไปอีก ค่าครองชีพที่ลาวก็ค่อนข้างแพง (แต่แพงในมุมมองของแอปเปิ้ล) ที่ลาวจะมีแต่ห้างเล็ก ๆ ไม่มีห้างใหญ่มาก นาน ๆ ทีก็จะมาช็อปปิ้งที่เมืองไทยบ้าง

 ทุกวันนี้ยังช็อปปิ้งอยู่มั้ย

"ยัง ช็อปอยู่ เพราะเราเป็นผู้หญิงจะไม่ช็อปเลยมันทำไม่ได้จริง ๆ (หัวเราะ) อีกอย่างตอนนี้แอปเปิ้ลก็หาเงินเองด้วย เวลาใช้เงินตัวเองก็จะรู้สึกดีมาก สามารถช็อปปิ้งได้อย่างสบายใจ เวลาเราเล่นเกมแล้วเราสนุก มีไอแพด มีไอโฟน เราก็คิดถึงคุณพ่อว่าเขาก็คงจะเหงา อีกอย่างเขาก็แก่แล้ว เราก็เลยซื้อไอแพดไปให้ท่านด้วยเงินของเราเอง ส่วนคุณแม่เราก็ซื้อกระเป๋าไปให้ เพราะว่าแม่บอกว่าเล่นไอแพดไม่เป็น เรื่องนี้มันทำให้เรารู้สึกภูมิใจมากที่ได้ซื้อของให้ท่านด้วยเงินของเรา เอง"

  ทำไมถึงเลือกมาเรียนต่อที่เมืองไทย  

ตอน เด็กก็เรียนที่ลาวมาตลอด พอจบไฮสกูลคุณพ่อคุณแม่ให้เลือกเองว่าจะไปต่อที่ไหน ปล่อยให้เราไปใช้ชีวิตตามที่ตัวเองอยากไป พี่สาวเลือกไปเรียนต่อที่แคนาดา

"ตอนแรกเราก็ลังเลว่าจะเรียนที่ไหน แต่สุดท้ายก็เลือกเมืองไทย เพราะมันใกล้บ้าน และเป็นห่วงพ่อกับแม่

พี่ สาวก็อยู่แคนาดามันไกลมาก ปีหนึ่งก็กลับมาได้แค่ครั้งเดียว น้องคนเล็กก็เพิ่งจะอายุ 15 ปีเอง ไม่มีใครที่พอจะดูแลพ่อแม่ บางทีพอท่านป่วยก็อยากจะบินกลับไปดูแลให้ได้เร็วที่สุด"

แอปเปิ้ล เรียนไฮสกูลที่โรงเรียนจันทน์สวรรค์ เป็นโรงเรียนอินเตอร์ลาว-อเมริกัน สอนทั้งภาษาลาว และภาษาอังกฤษ ยูนิฟอร์มจะนุ่งผ้าถุงกับเนกไท เพราะพ่อกับแม่ไม่อยากให้หลุดไปทางอินเตอร์มากเกินไป พอจบไฮสกูลก็มาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ชั้นปีที่ 4 คณะบริหารธุรกิจ สาขามาร์เก็ตติ้ง

 สาเหตุที่เลือกเรียนมาร์เก็ตติ้ง 

"เลือก เรียนมาร์เก็ตติ้ง เพราะว่ามันเป็นสาขาที่เรียนแล้วสามารถทำได้ทุกอย่าง และธุรกิจของบ้านต้องใช้มาร์เก็ตติ้งเข้าไปช่วยอยู่ตลอด คุณแม่ทำธุรกิจแบบบ้าน ๆ ทำไปเรื่อย ๆ จึงคิดว่าถ้าวันหนึ่งเรารู้จักมาร์เก็ตติ้ง รู้ระบบ เราก็จะสามารถเข้าไปช่วยได้ และถ้าได้ต่อปริญญาโทก็จะเรียนต่อมาร์เก็ตติ้งเหมือนเดิม"

  การที่เป็นคนลาวที่มาอยู่เมืองไทยมีอะไรที่ทำให้กดดันบ้าง 

"มี เยอะมาก (เน้นเสียง) ทั้งที่มหาวิทยาลัยและที่ทำงาน ก็รู้ ๆ กันว่าคนไทยชอบใช้คำพูดดูถูกคนลาว อย่างคำว่า "ลาว" แต่ในมุมมองกลับกันแอปเปิ้ลก็ไม่ชอบ แต่ไม่เป็นไรเราจะไม่คิดเหมารวม เพราะคนที่ดี ๆ เขาก็มีเยอะ

ถ้าได้ยินเขาพูดก็จะพยายามสื่อให้เขา รู้ว่า หยุดพูดเถอะ มันไม่ดีหรอก เพราะถ้าคุณเป็นคนไทยแล้วไปเจอฝรั่งมาว่าคุณ คุณก็คงจะไม่ชอบ เพราะบางครั้งเขาอาจจะลืมตัวหลุดปากออกไป เราก็เลยต้องพยายามไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้ แต่ถ้าหยุดพูดแบบนี้ได้ก็จะดีมาก เพราะว่าที่ลาวเขาไม่เคยดูถูกคนไทย เขามองว่าเป็นบ้านพี่เมืองน้อง และชื่นชมด้วยซ้ำว่าประเทศไทยดี พัฒนาเร็ว แต่พอเขาโดนคนไทยต่อว่าเขาก็จะเสียใจ

ประเทศเราก็พัฒนาแล้ว แต่บางครั้งเขาอาจจะติดภาพสมัยก่อนจนกลายมาเป็นคำต่อว่าก็ได้ เพราะเราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า คำต่อว่า "ลาว" เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนไหน และเกิดขึ้นมาจากอะไรด้วยซ้ำ รู้เพียงแต่ว่ามีมานานแล้ว ก็อยากให้มีสตินิดหนึ่งเวลาจะพูดออกมา

เพราะมันกระทบจิตใจของบางคนไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย

ดู อย่างเมืองไทยก็ยังมีทั้งคนจนและคนรวยที่แตกต่างกันเหมือนกับประเทศลาว และขอยืนยันว่าถ้าได้ยินคำนี้ก็ยังเคืองอยู่ ยิ่งถ้าตอนนั้นอารมณ์ไม่ดีอยู่ด้วยก็อาจจะมีการโต้ตอบกลับไปอย่างแน่นอน"

  ภูมิใจกับความเป็นคนลาวไหม 

"ภูมิใจ มากเลยค่ะ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ประเทศที่ร่ำรวย แม้จะไม่มีห้าง ไม่มีทางด่วนสูง ๆ แต่เราเข้าใจเหตุผล เพราะว่าเขากลัวร้านโชห่วยของประชาชนในประเทศจะเจ๊ง ทุกคนจะเข้าห้างหมด ที่ประเทศลาวไม่มีทางด่วนก็เพราะว่าเขากลัวจะมาบังทัศนียภาพของประตูชัย"

แม้ เธอจะมองอย่างเข้าใจในความเป็นประเทศลาว แต่เธอก็ไม่ได้ปฏิเสธความศิวิไลซ์ของเมืองไทย โดยมองว่าควรจะต้องมีสถานที่แบบนี้ไว้เป็นที่ผ่อนคลายบ้างเหมือนกัน 

  ความแตกต่างของสังคมไทยและสังคมลาว ? 

ชัดเจน ที่สุดก็คงจะเป็นผู้คน ที่ไม่ได้หมายความว่า คนไทยไม่ดีนะ แต่คนไทยค่อนข้างมีการแข่งขันสูง เขาก็เลยดูเครียดกับชีวิตมาก อย่างที่ลาวไปไหนก็จะมีความเป็นพี่เป็นน้อง ยิ้มแย้มสบาย ๆ ใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ พอเพียง 

 สังคมไฮโซลาวเป็นอย่างไร 

"คน กลุ่มนี้มีอยู่ทุกที่ กลุ่มสังคมของแอปเปิ้ลอาจจะไม่ได้ไฮโซมาก แต่เชื่อว่าคนไทยหลาย ๆ คนที่ดูถูกคนลาวเขาต้องไม่เคยเห็นคนกลุ่มนี้อย่างแน่นอน

ไม่รู้ว่า เราใช้ชีวิตกันยังไง ไม่เคยเห็นเลยว่าเราอยู่กันแบบไหน เราไม่ได้ติดดิน เราไม่ใช่ชนชั้นแรงงาน พวกเราเป็นกลุ่มคนที่มีครบ ทั้งการศึกษาและฐานะเหมือนคนไทย บางคนไปเรียนเมืองนอกมีการศึกษาสูง ๆ จบโท จบด็อกเตอร์ ในประเทศลาวก็มีคนแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเราจะมีแต่แรงงานกันทั้งประเทศ เรามีการศึกษาและฐานะที่ดีมีทุกอย่างพร้อม และเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ เพียงแต่คนไทยที่ไปเที่ยว

ที่ลาวอาจจะไม่เคยเห็น เพราะว่าไปไม่ถูกที่"

 ไฮโซลาวไปรวมตัวกันอยู่ที่ไหน ทำอะไร

พวก เราจะมีการนัดกันรวมตัวกันไปกินไวน์ หรือไปกินน้ำเต้าหู้ ไปออกกำลังกาย คือที่ลาวก็ไม่ได้มีอะไรเยอะ แต่พวกเรามีกำลังพอที่จะจ่าย เพื่อนที่ไทยหลาย ๆ คนมักจะบอกว่าแอปเปิ้ลไม่เหมือนคนลาว นั่นก็เพราะว่าคุณไม่รู้ว่าคนลาวเป็นแบบนี้เยอะ

หลายคนอาจจะคิดว่า คนลาวแต่งตัวไม่เก่ง แต่คนที่แต่งตัวเก่งก็มีเยอะ พูดได้เลยว่าคนที่ลาวหลายคนมีกำลังซื้อที่มากพอสำหรับแฟชั่นใหม่ ๆ

"ความ จริงแล้วเรื่องนี้มันเป็นเรื่องปกติสำหรับสังคมทั่วโลก ในสังคมไทยเองก็มีคนอยู่หลายระดับเหมือนกัน แต่บางครั้งเราอาจจะโชคดีกว่าคนอื่นตรงที่ได้เกิดมาในครอบครัวและสังคมที่ดี กว่าเท่านั้นเอง"

 ทำไมถึงได้พูดภาษาไทยชัดเจนและคล่องมาก 

ภาษา ไทยกับลาวมันคล้ายกันอยู่แล้ว มันแค่แตกต่างกันตรงสำเนียง ถ้าเราฟังเยอะหัดพูดเยอะเราก็พูดได้ชัดเอง ตอนมาเมืองไทยแรก ๆ ก็ยังติดสำเนียงลาวอยู่นะ อย่างคำว่า "เลี้ยวขวา" ก็จะพูดว่า "เลี้ยวขัว" (พูดสำเนียงลาว) แต่ด้วยความที่เป็นคนอยากรู้อยากเห็นอยู่ตลอด ยิ่งพูดไม่ได้ก็ยิ่งอยากพูด หัดพูดบ่อย ๆ จนพูดได้แบบทุกวันนี้

 ความต่างของวงการบันเทิงลาวกับวงการบันเทิงไทย

วง การบันเทิงที่ลาวก็ดีนะ แต่ว่ามันยังเล็กอยู่ ยังไม่ครอบคลุมทั่วทั้งหมดของประเทศ ดาราก็ยังน้อย นักร้องก็น้อยจนสามารถนับคนได้เลย และพอมันเล็กแบบนั้นค่าตัวก็ยังน้อย แต่เมืองไทยดาราเยอะจนจำแทบไม่ได้แล้วว่าใครเป็นใคร เพราะว่ามันใหญ่มาก ประเทศลาวเองก็ยังดูสื่อไทย แต่ถ้าจะให้มาเปรียบเทียบกับเมืองไทยคงเทียบไม่ได้ เหมือนกับการเอาวงการบันเทิงไทยไปเทียบกับฮอลลีวูดก็ยังเทียบไม่ได้เหมือน กัน

แน่นอนที่สุดว่า หญิงชาวลาวผู้นี้ต้องกลับไปอยู่ที่บ้านเกิด และพูดได้เต็มปากว่าเธอ "เป็นคนลาว ถ้ามีอะไรที่เราสามารถพูดแทนประเทศลาวได้เราก็จะพูด แม้อาจจะเป็นจุดเล็ก ๆ จุดหนึ่ง แต่เราก็ภูมิใจที่ได้ทำ"

ส่วนเรื่องหัวใจเธอได้ฝากไว้ที่ หนุ่มนักร้องชาวไทย ศิลปินจากค่ายอาร์เอส ฟลุค ซี-ควินท์ ผู้ให้ของขวัญเป็นรถยนต์มินิคูเปอร์สีแดงคันงาม เพื่อทดแทนมินิคูเปอร์สีขาวที่ใช้ประจำอยู่ในลาว

ก่อนจบบทสนทนา เธอยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่ไฮโซ เป็นแค่เด็กธรรมดาที่อยู่เมืองไทยก็ยังคงหาเงินให้ตัวเองอยู่ในทุก ๆ วัน


ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ








 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.