มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
     
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 1278 คน
วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 00:30 น.  ข่าวสดออนไลน์



"กูเกิ้ล"ผุดนวัตกรรม แว่นเสมือนจริง-รถอัตโนมัติ!

ารแข่งขันอย่างดุเดือดในแวดวงธุรกิจทุนนิยมปัจจุบัน โดยเฉพาะในวงการ ′ไอที′ ถือเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะประกอบกับเทคโนโลยีที่รุดหน้าในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดการผลักดันนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมามาก มาย หลายผลิตภัณฑ์นับได้ว่าน่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งแต่ละบริษัทก็ต่างคิดค้นพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อช่วงชิงเงินในกระเป๋าของ ผู้บริโภคกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย 

โดยหนึ่งในบริษัทที่มักชอบสร้างความฮือฮาในวงการไอทีอย่าง บริษัทกูเกิ้ล สหรัฐอเมริกา ซึ่งเติบโตมาจากการเป็นผู้นำด้านเว็บไซต์ ′เสิร์ช เอ็นจิ้น′ ของโลกไซเบอร์ ยังคงไม่พอใจอะไรง่ายๆ กับแค่การถ่ายทำแผนที่ทุกตารางนิ้วบนผืนโลก 

ล่าสุด กูเกิ้ลเปิดตัวโครงการสุดทะเยอทะยานเพิ่มอีก ได้แก่ ′กูเกิ้ล โปรเจ็กต์ กลาส เออาร์′ 

แว่นตาล้ำยุคที่ผสมผสานเอาเทคโนโลยี ′เออาร์′ ไว้ใน หนึ่งเดียว 

พร้อมปล่อยคลิปวิดีโอโฆษณาแว่นตาดังกล่าว สร้างความตื่นเต้นไปทั่ววงการไอทีและผู้บริโภค


′กูเกิ้ล เอ็กซ์′ หน่วยวิจัยและพัฒนาของกูเกิ้ลได้หยิบเอา ′เทคโนโลยีเสมือนจริง′ (อักเมนต์ เรียลลิตี้) หรือ เออาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ได้รับการกล่าวขวัญฝันถึงมาเนิ่นนานในวงการไอที หลักๆ คือการซ้อนภาพที่ถูกประมวลสังเคราะห์จากคอมพิวเตอร์เข้าไปในบริเวณเดียวกันกับที่ ′นัยน์ตา′ ของมนุษย์มองเห็น 

ประโยชน์ที่ได้จากเทคโนโลยีเออาร์ คือ การเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ที่รวดเร็วขึ้น เพิ่มพูนความสามารถในการรับรู้ต่อสถานการณ์ต่างๆ (ซิตจูเวชันเนล อแวเนสส์) ส่งผลโดยตรงถึงปริมาณและคุณภาพของผลลัพธ์ที่ดีขึ้น 

แม้เทคโนโลยีดังกล่าวปัจจุบันจะถูกนำมาประยุกต์ใช้แล้วในหลายวงการ 

เช่น อุตสาหกรรมเกม กีฬา รถยนต์ และในกองทัพ เช่น หมวกของนักบินเครื่องบินขับไล่ประจัญบาน ′เอฟ-35 ไลต์นิ่ง ทู′ 

ทว่า นวัตกรรมดังกล่าวยังคงถูกใช้อยู่ในแวดวงที่จำกัด และยังดูห่างไกลจากแวดวงผู้บริโภคทั่วไป กระทั่งการเปิดตัวโครงการดังกล่าวของกูเกิ้ล 



โดยกูเกิ้ลเปิดเผยว่า ′แว่นตาเออาร์′ นั้นสวมอยู่บนใบหน้าของเจ้าหน้าที่กูเกิ้ลในโครงการหลายคน 

เพราะอยู่ในขั้นตอนการทดสอบจริงแล้ว 

แว่นตาเออาร์ มีลักษณะเหมือนแว่นตาธรรมดาทั่วไป แต่จะมีกล้องรับภาพขนาดเล็กและจอแสดงผลอันจิ๋วประกอบมาด้วยกันอยู่ที่เลนส์ข้างหนึ่งของแว่น จอแสดงผลนี้เองที่จะเป็นตัวแสดง ′ภาพสังเคราะห์′ จากคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้ภาพปรากฏขึ้นที่ด้านหน้านัยน์ตาของผู้ใช้ ทำให้ภาพที่ถูกประมวลขึ้นเสมือนปรากฏอยู่ในโลกจริง

การคาดการณ์จากข้อมูลเบื้องต้นในคลิปเปิดตัวแว่นตาเออาร์ของกูเกิ้ล แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแสดงข้อมูลสถานที่ปลายทาง เส้นทาง และข้อมูลสภาพอากาศ สามารถใช้เป็นอุปกรณ์ฟังเพลงและสื่อสารได้แบบสมบูรณ์ทั้งภาพและเสียง ควบคุมด้วยการสั่งการจากเสียงของผู้ใช้และลักษณะการเคลื่อนไหวของศีรษะ เช่น ส่ายหัว รวมทั้งสามารถใช้เป็นเครื่องเตือนความจำผู้ใช้ได้เกี่ยวกับธุระสำคัญต่างๆ ผ่านระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 


นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ค้นหาและระบุตำแหน่งบุคคลได้ด้วยระบบ ′ละติจูด′ ของกูเกิ้ล 

ขณะที่น.ส.พ.นิวยอร์ก ไทมส์ ระบุไว้ตั้งแต่เมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา คาดว่าแว่นตาเออาร์ของกูเกิ้ลน่าจะออกวางจำหน่ายแก่ผู้บริโภคได้ภายในปลายปี 2555 ในราคาใกล้เคียงกันกับ ′สมาร์ตโฟน′ อย่างไรก็ตาม โฆษกของกูเกิ้ลแจงว่าคงไม่น่าจะเร็วขนาดนั้น

คณะผู้พัฒนาแว่นตาเออาร์ของกูเกิ้ลระบุว่า การประกาศเปิดตัวโครงการนี้ ส่วนหนึ่งเพื่อให้สมาชิกของคณะทำงานสามารถนำแว่นเออาร์ไปทดสอบได้ในสภาพแวดล้อมนอกสำนักงาน

โดยทางคณะผู้พัฒนารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นลักษณะของภาพที่ถูกถ่ายในสถานการณ์จริง โดยที่ผู้ถ่ายไม่ต้องเสียเวลาใช้มือหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาตั้งท่ายิง 



นอกจากนี้ หนึ่งในผู้ทดสอบการใช้งานแว่นเออาร์ยังรวมถึง ′เซอร์เกย์ บริน′ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทกูเกิ้ลด้วย ซึ่งข้อมูลที่ได้จะถูกนำมาปรับปรุงระบบการใช้งานให้เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมจริงก่อนจะนำออกจำหน่าย 

′เทคโนโลยีที่ใช้ คือแบบที่คอยช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ในเวลาที่ต้องการ และไม่เข้ามาจุ้นจ้านในเวลาที่ผู้ใช้ไม่ต้องการ ส่งผลให้ทางคณะผู้พัฒนาสร้างนวัตกรรมอย่างแว่นเออาร์ขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้ใช้สำรวจและแบ่งปันโลกของตัวเองกับผู้อื่นได้โดยไม่พลาดโอกาสสำคัญ′ ทีมงานกูเกิ้ลประกาศ


แว่นเออาร์ดังกล่าวจะถูกนับเป็นนวัตกรรมชิ้นแรกของผลิต ภัณฑ์รูปแบบใหม่ เรียกว่า ′ระบบประมวลผลแบบติดตัว′ ซึ่งจะมีลักษณะเด่นในการแสดงข้อมูลทุกอย่างที่ผู้ใช้มอง โดยผสมผสานเทคโนโลยีเสิร์ช เอ็นจิ้น ระบบการระบุตำแหน่งแบบจีพีเอส โทรศัพท์มือถือ และกล้องถ่ายรูป เข้าไว้ด้วยกันในหนึ่งเดียว

′พวกเราเปิดเผยโครงการนี้ต่อสาธารณชน เพราะต้องการให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และพูดคุยกันในสังคม ซึ่งทางผู้พัฒนาจะได้รวบรวมและเรียนรู้จากความคิดเห็นต่างๆ มาปรับปรุงผลิต ภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้จริงมากที่สุด′ คณะผู้พัฒนากล่าว


อีกหนึ่งความคืบหน้าที่สร้างความฮือฮาไม่แพ้กัน คือ 

การทดสอบระบบขับเคลื่อนรถยนต์อัตโนมัติ ภายใต้โครงการ ′กูเกิ้ล เซลฟ์ ไดรวิ่ง คาร์′ หลังกรมการขนส่ง รัฐเนวาดา ของสหรัฐ ออกใบอนุญาตให้กูเกิ้ลทดสอบ ′รถอัจฉริยะ′ ของตนบนท้องถนนสาธารณะ แต่จำกัดผู้โดยสารเพียง 2 คนเท่านั้น 

การออกใบอนุญาตดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ประมวลกฎหมายและข้อบังคับใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้รัฐเนวาดาถูกยกระดับสู่แนวหน้าในการพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติของโลก

รถยนต์อัตโนมัติสายพันธุ์กูเกิ้ลถูกออกแบบมาให้ขับเคลื่อนด้วยการผสมผสานระบบการระบุตำแหน่งแบบจีพีเอส ตัวตรวจวัดความหนาแน่นการจราจร และซอฟต์แวร์สมองกลแบบเฉพาะกิจ 

อย่างไรก็ดี หากจำเป็นผู้โดยสารก็สามารถเข้าควบคุมด้วยตนเองได้เหมือนการขับรถยนต์ปกติทั่วไป 

วัตถุประสงค์ของการออกแบบรถยนต์นี้ ได้แก่ การลดอุบัติเหตุและความผิดพลาดในการขับขี่ของมนุษย์ รวมทั้งลดมลพิษจากไอเสียรถยนต์ด้วย เนื่องจากการใช้คอมพิวเตอร์ขับแทนจะทำให้การเดินทางประสิทธิภาพสูงกว่า

′แอนโทนีย์ เลวานดาว์สกี′ หัวหน้าหน่วยพัฒนาสมองกลขับเคลื่อนและตัวตรวจวัดในรถยนต์ของกูเกิ้ล กล่าวว่า 

คาดว่ารถยนต์ประเภทนี้จะพร้อมจำหน่ายในเวลาไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า แม้ขั้นตอนการทดสอบเพิ่งเริ่มต้น แต่กูเกิ้ลกำลังอยู่ในขั้นตอนของการหารือกับบริษัทประกันภัยและอุตสาหกรรมผู้ผลิต เพื่อทำให้รถยนต์ดังกล่าวสามารถนำมาโลดแล่นโดยผู้บริโภคได้ 

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเสียงทักท้วงจากบรรดา ′กูรูไอที′ ทั้งหลายของสหรัฐ เกี่ยวกับความปลอดภัยของรถยนต์อัตโนมัติ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อไวรัสคอมพิวเตอร์ โดยในการทดสอบรถยนต์ดังกล่าวเคยเกิดอุบัติเหตุขึ้น 1 ครั้ง แต่อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่รถยนต์ถูกควบคุมโดย ผู้ทดสอบ 

ล่าสุด รถยนต์รุ่นไฮเทคนี้กำลังถูกทดสอบโดยเจ้าหน้าที่จากกรมการขนส่งของรัฐเนวาดา ในเมืองคาร์สัน ซิตี้ โดยรถยนต์อัตโนมัตินับเป็นนวัตกรรมที่ผู้คนรู้จักกันมากที่สุดในบรรดาไอเดียล้ำยุคจาก ′กูเกิ้ล เอ็กซ์ แล็บ′ หน่วยวิจัยและพัฒนาของกูเกิ้ล ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

โครงการ ′สุดล้ำ′ ทั้งสองแม้เป็นความพยายามที่ทะเยอทะยาน แต่ในมุมหนึ่งก็เป็นสิ่งจำเป็นในวงการธุรกิจ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพราะการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จะมีผลถึงขั้นเปลี่ยนแปลงโลกได้นั้นย่อมต้องอาศัยการ ′ฝันให้ไกล′ 

ส่วนจะ ′ไปถึง′ หรือไม่นั้น ก็ต้องลองพยายามดู 

ไม่เช่นนั้นคงไม่มีวันรู้...!?!

---------

จันท์เกษม รุณภัย - รายงาน


     
 
 


 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.