มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
     
 
จำนวนคนอ่านล่าสุด 11134 คน
วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เวลา 15:38 น.  ข่าวสดออนไลน์



ผ่าประเด็นร้อน"มาตรา 68"

การเมือง ข่าวสด

กลายเป็นประเด็นร้อนถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง 

กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้แจ้งรัฐสภาระงับการดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรม นูญไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย

ภายหลังรับ 5 คำร้องเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้พิจารณา ว่าเข้าข่ายขัดรัฐ ธรรมนูญ ล้มล้างการปกครองหรือไม่

ซึ่งทั้ง 5 คำร้องประกอบด้วยคำร้องของ 1.พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา อดีตหัวหน้าคณะสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และคณะ 

2.นายวันธงชัย ชำนาญกิจ 3.นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ 4.นายวรินทร์ เทียมจรัส อดีตส.ว. และ 5.นายบวร ยสินทร และคณะ 

ส่งผลให้การเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติวาระ 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นอันต้องชะลอไว้ก่อน จากเดิมที่กำหนดโหวตวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา 

และนำมาสู่ข้อโต้แย้งทางกฎหมายในประเด็นมาตรา 68 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องดังกล่าว 

โดยระบุว่ามาตราดังกล่าวให้สิทธิ์แก่ผู้ที่ทราบถึงการกระทำอันเป็นการเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

และเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 

ย่อมมีสิทธิ์ให้มีการตรวจสอบการกระทำดังกล่าวได้ 

ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวก่อให้เกิดปฏิกิริยาและความเห็นหลากมุมมอง เบื้องต้นจากฝ่ายที่ได้รับ "คำสั่ง" โดยตรง ก็มีกระแสข่าวว่า นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เรียกฝ่ายกฎหมายมาหารืออย่างเร่งด่วน 

ตั้งประเด็นว่า จะถือเป็นการใช้อำนาจรัฐสภาหรือไม่ 

เพราะถึงแม้รัฐธรรมนูญ มาตรา 216 วรรคท้าย ระบุว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ 

แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญ กำหนดให้หน่วยงานต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล 

ดังนั้นหากที่ประชุมรัฐสภาตีความว่า กรณีดังกล่าวเป็นแค่ "คำสั่ง" ไม่ใช่ "คำวินิจฉัย" อาจไม่ต้องชะลอการลงมติร่างแก้รัฐธรรมนูญ 

โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 (5) กำหนดว่า เมื่อการพิจารณาวาระ 2 เสร็จสิ้น ให้รอ 15 วันก่อนลงมติพิจารณาในวาระ 3 ต่อไป 

หากปฏิบัติตามคำสั่งของศาล อาจเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ 

ความเห็นดังกล่าวสอดรับกับ นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตส.ว.ตาก และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ที่มองว่า คำสั่งระงับการพิจารณา เป็นการกระทำที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 

เพราะก้าวก่ายการใช้อำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตุลาการที่ออกคำสั่งดังกล่าวจึงมีลักษณะเข้าข่ายที่อาจถูกถอดถอนตามบทบัญญัติมาตรา 270 ได้ 

นายนันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ไปที่ประเด็นศาลรัฐธรรมนูญมีสิทธิ์รับคำร้องนี้หรือไม่เท่านั้น

ยกมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญมายืนยันหลักการว่า มอบอำนาจให้อัยการสูงสุดเป็นผู้กลั่นกรองก่อน เพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าควรจะรับคำร้องหรือไม่ 

ก่อนเสนอให้นัดประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติในวาระ 3 ต่อไป ด้วยเหตุผลดังนี้

1.ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีหน้าที่ตรวจรัฐธรรมนูญ แค่ดูว่ากฎหมายที่ออกมามีความขัดหรือแย้งกับ รัฐธรรมนูญหรือไม่ 

2.ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ ต้องแยกอำนาจออกจากกัน การพิจารณาออกกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญนั้นเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ 

ฝ่ายตุลาการจึงไม่สามารถสั่งให้ฝ่ายนิติบัญญัติหยุดทำงานในหน้าที่แท้ๆ ของตัวเองได้

3.รัฐธรรมนูญพูดเฉพาะคำวินิจฉัยของศาลรัฐ ธรรม นูญผูกพันทุกองค์กร แต่ไม่ได้บอกว่าคำสั่ง หรือว่าคำสั่งการ หรือคำขอของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลผูกพัน 

ดังนั้นฝ่ายนิติบัญญัติไม่จำเป็นต้องเดินตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ และไม่ควรทำด้วย

นอกจากนี้คณะนิติราษฎร์ก็ออกแถลงการณ์คัด ค้านเช่นเดียวกัน ยืนยันว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้อง 

ด้าน นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เสนอให้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ทำหนังสือถึงศาลรัฐธรรมนูญ ขอดูรายละเอียดเหตุผลของการใช้อำนาจที่อ้างตามมาตรา 68

พร้อมระบุว่า 

"การกระทำของศาลในกรณีนี้ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ หรืออย่างมากที่สุดหากอ้างมาตรา 68 ก็ขอให้พิจารณาเลยว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างไร" 

"แต่ยืนยันว่าการรับวินิจฉัยและสั่งระงับการพิจารณาในวาระ 3 ซึ่งเปรียบเสมือนการสั่งคุ้มครองชั่วคราว ไม่มีกฎหมายใดรองรับแน่ และไม่เป็นไปตามมาตรา 68"

นายสมชาย ยอมรับว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องใหม่ การร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2540 ยังไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการดำเนินการใดๆ ต้องระวัง เพราะจะเป็นการวางหลักเกณฑ์ประเทศในครั้งต่อไป

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ อธิบายว่า กรณีมีผลผูกพันกับรัฐสภาได้นั้น จะต้องออกมาในรูปของคำวินิจฉัยเท่านั้น 

พร้อมเสนอทางออกที่ดีที่สุดคือ ศาลรัฐธรรมนูญควรรีบพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยออกมา ก่อนที่สภาจะเริ่มประชุมเพื่อพิจารณาร่างรัฐ ธรรมนูญในวาระที่ 3 แล้วลงมติ 

ขณะที่รัฐสภาเอง ก่อนจะประชุมลงมติแก้ไขรัฐธรรม นูญในวาระ 3 ควรรอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาก่อนว่าจะยกคำร้องหรือไม่ 

ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาตามมาอย่างแน่นอน 

ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญ นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าคณะทีมโฆษก ออกมาแจงปมมาตรา 68 ยืนยันว่า คณะตุลาการมีอำนาจที่จะรับไว้พิจารณา 

เนื่องจากมาตราดังกล่าวตีความได้ว่า ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ในเรื่องนี้ผ่าน 2 ช่องทางคือ ผ่านทางอัยการสูงสุด และยื่นโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ 

"การใช้อำนาจของคณะตุลาการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 เป็นการใช้อำนาจในเชิงป้องกัน ไม่ใช่การแก้ไข การดำเนินการอะไรก็ระมัดระวังอยู่แล้ว" นายพิมลระบุ ก่อนฝากถึงรัฐสภาหากยังเดินหน้าประชุมต่อ จะต้องรับผิดชอบกับผลที่จะเกิดขึ้น 

ล่าสุด นายวินัย ดำรงค์มงคลกุล โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ออกมาแถลง ไม่ขอก้าวล่วงกรณีที่ศาลรัฐ ธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาเอง เพียงแต่ระหว่างนี้จะตั้งกรรมการตรวจสอบเรื่องที่มีคณะบุคคลเคยยื่นเรื่องคาไว้ 

หากมีพยานหลักฐานว่ากระทำผิดตามมาตรา 68 จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าไม่มีก็ยุติ 

ส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตรวจสอบอย่างไรก็เป็นไปตามดุลพินิจ หากอัยการสรุปให้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญจะไม่เป็นการยื่นเรื่องซ้ำซ้อนกับคำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับวินิจฉัยไว้แล้ว 

เป็นเหมือนการยื่นคำร้องเพิ่มเติมเข้าไป 


     
 
 


 
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.