“ยันม่าร์” จับมือ JICA และ GISTDA อวดประสิทธิภาพโรบอทแทรกเตอร์ภายใต้เทคโนโลยีดาวเทียมนำทาง ในงาน Showcase for GNSS Innovation สะท้อนวิสัยทัศน์ “สู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืน A Sustainable Future”

“เกษตรหุ่นยนต์” หรือเกษตรอัจฉริยะ นับวันก็ยิ่งมีบทบาทความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงวงการเกษตรกรรมจากดั้งเดิมทั่วโลกมาเป็นเกษตร 4.0 เพื่อผลิตอาหารที่สามารถตอบโจทย์ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพให้เพียงพอต่อประชากรที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก

ภายใต้ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย โดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA-จิสด้า) กับรัฐบาลญี่ปุ่น ในการร่วมกันพัฒนาเครือข่ายเสากระจายสัญญาณอิเล็กทรอนิกซึ่งใช้เทคโนโลยีดาวเทียมนำทางขึ้นในประเทศไทย ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐบาลญี่ปุ่น “JICA” ได้สนับสนุนให้ “ยันม่าร์” ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคเอกชนชั้นนำของดินแดนอาทิตย์อุทัย นำเทคโนโลยีนำทางมาทดลองใช้ใน “โรบอทแทรกเตอร์” ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำเกษตรกรรมซึ่งเป็นเทรนด์ของเกษตรยุคใหม่ พร้อมกับแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานของภาคเกษตรในอนาคต

ล่าสุด สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ได้จัดงาน DEMO DAY Showcase for GNSS Innovation เพื่อแนะนำการใช้นวัตกรรมด้าน GNSS (Global Navigation Satellite System) ณ ศูนย์ GNSS Innovation Center อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นสถานที่พัฒนานวัตกรรมต้นแบบให้เหมาะกับระบบนิเวศ (Eco-System) ของไทยและภูมิภาค ด้วยการปรับใช้ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานจากระบบระบุพิกัดตำแหน่งบนพื้นโลกความแม่นยำสูง ช่วยพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้สามารถทำงานได้อย่างแม่นยำ โดยมี บริษัท ยันม่าร์ เอส.พี.จำกัด และ บริษัท ยันม่าร์ อกริบิสเนส จำกัด ในเครือยันม่าร์กรุ๊ป นำ “โรบอทแทรกเตอร์ รุ่น YT5113A” เข้าร่วมสาธิตการนำเทคโนโลยีดาวเทียมนำทางมาใช้ในเครื่องจักรกลการเกษตร 

ที่แปลงสาธิตภายในศูนย์ GNSS Innovation Center ยันม่าร์ได้นำโรบอทแทรกเตอร์ซึ่งไม่มีคนนั่งบนรถ แต่ใช้วิธีควบคุมผ่านแอพพลิเคชั่นบนแทปเลต ด้านหลังเป็นแทรกเตอร์ที่มีคนนั่งบังคับพร้อมกับใช้แทปเลตควบคุมการทำงานของโรบอทแทรกเตอร์โดยสามารถสั่งให้ทำงานได้หลายขั้นตอนในเวลาเดียวกัน เช่น ไถหรือพรวนดินให้ละเอียด ปลูก หยอดเมล็ด ใส่ปุ๋ย ในวันนั้นเป็นการสาธิตการพรวนดินให้เป็นร่องและหยอดเมล็ดข้าวโพด โดยแทรกเตอร์คันหลังซึ่งมีอุปกรณ์ต่อพ่วงสำหรับบรรจุเมล็ดข้าวโพดจะทำหน้าที่หยอด จากการสาธิตทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทันทีที่โรบอทแทรกเตอร์เข้าสู่เส้นทางที่กำหนด อุปกรณ์ต่อพ่วงจะเลื่อนลงอัตโนมัติ และทำการไถพรวนให้ดินร่วน ด้วยการสั่งการที่ไม่ยากนี้ ทำให้ทั้งผู้ใช้ที่ชำนาญแล้วและผู้ใช้มือใหม่ก็สามารถควบคุมแทรกเตอร์ได้อย่างง่ายดาย

โดยฟีเจอร์หลักของโรบอทแทรกเตอร์ มีการทำงานให้เลือก 2 โหมด ได้แก่ “โหมดอัตโนมัติ” นอกจากวิ่งเดินหน้าแล้ว ยังสามารถถอยหลัง หยุด และเลี้ยวได้แบบอัตโนมัติได้ และ “โหมดเดินหน้า” แทรกเตอร์สามารถวิ่งไปมาได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งบังคับด้วยคน เช่น เมื่อขณะที่ต้องเลี้ยว ให้สลับสับเปลี่ยนการทำงานระหว่าง 2 โหมดตามแต่ลักษณะงาน ส่วนแทปเลตที่ใช้ควบคุมก็ถูกออกแบบให้มีความทนทาน กันฝุ่นกันน้ำ เพื่อให้มั่นใจในสภาพการทำงานที่สมบุกสมบัน ใช้งานง่ายด้วยการแสดงข้อมูลบนหน้าจอเป็นสัญลักษณ์และคำอธิบาย เช่น การตั้งขอบเขตพื้นที่ทำงาน การกำหนดเส้นทาง และการติดตามดูแทรกเตอร์ในระหว่างทำงาน

นายชิเกมิ ฮิดากะ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนา บริษัท ยันม่าร์ อะกริบิซิเนส จำกัด ประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึงที่มาของโรบอทแทรกเตอร์ว่า เริ่มต้นพัฒนาและวิจัยโดยมหาวิทยาลัยเกียวโตกับมหาวิทยาลัยฮอกไกโด จากนั้นยันม่าร์ก็ได้นำมาพัฒนาต่อในเชิงพาณิชย์เมื่อปี 2000 แต่เริ่มจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2561 เนื่องจากก่อนหน้านี้การจับสัญญาณจากดาวเทียมยังไม่เสถียร ต้องมีการพัฒนาเรื่อยๆ จนสามารถจับสัญญาณเพื่อหาตำแหน่งที่แม่นยำได้ ปัจจุบันมีจำหน่ายทั้งหมด 6 รุ่น ให้เลือกตามขนาดของแรงม้า ล้อ และโคเลอร์ มีทั้งที่เป็นโรบอทแทรกเตอร์กับให้ซื้ออุปกรณ์ใส่เพิ่ม

“จุดเด่นของโรบอทแทรกเตอร์คือช่วยลดขั้นตอนการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านระยะเวลา อย่างสภาพของตัวแปลงที่ไถจะเห็นว่าวิ่งเป็นเส้นตรง หากเป็นคนบังคับอาจมีไถลออกนอกเส้นทางบ้าง ทำให้แนวข้าวโพดอาจเบี้ยว รวมถึงทำอย่างอื่นได้ด้วยขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ต่อพ่วงที่อยู่ด้านท้าย เช่น เปลี่ยนเป็นใบมีดผาน ขึ้นอยู่กับว่าจะปลูกพืชแบบไหนก็เปลี่ยนเป็นอุปกรณ์สำหรับปลูกพืชชนิดนั้น แต่ที่สำคัญก็คือ โรบอทแทรกเตอร์จะมาช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร โดยในประเทศญี่ปุ่นมีแรงงานภาคการเกษตรเพียง 2% จากประชากรทั้งหมด ขณะที่ประเทศไทยมีสัดส่วนอยู่ที่ 20%”  

นอกจากในประเทศญี่ปุ่นแล้ว ยันม่าร์ยังมีแผนที่จะนำโรบอทแทรกเตอร์ไปจำหน่ายที่เกาหลี จีน และยุโรป แต่ยังไม่มีแผนที่จะนำเข้ามาจำหน่ายในไทย เนื่องจากยังมีขั้นตอนต่างๆ อีกมากโดยเฉพาะการพัฒนาเครือข่ายเสารับสัญญาณ สำหรับการนำมาสาธิตที่อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศก็เพื่อให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับญี่ปุ่น รวมถึงเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมว่าต่อไปหากภาคการเกษตรของเมืองไทยถึงช่วงเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยี ถึงจุดที่ไม่มีแรงงานเพียงพอกำลังคนลดลง เครื่องจักรหรือเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมก็จะเข้ามาแทนที่โดยมีโรบอทแทรกเตอร์ของยันม่าร์เป็นเครื่องมือที่สำคัญ

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน ยันมาร์มีเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรที่สามารถใช้ได้แล้วในประเทศไทย ได้แก่ “SmartAssist” ซึ่งเป็นโซลูชั่นครบวงจรสำหรับเกษตรกรในการติดตามการทำงานของแทรกเตอร์และเครื่องจักรกลการเกษตรผ่านสมาร์ทโฟนซึ่งติดตั้งมาพร้อมกับผลิตภัณฑ์ยันม่าร์ เช่น รถเกี่ยวนวดข้าวรุ่น YH850 และ YH1180 แทรกเตอร์ YM351A และ YM357A โดยเกษตรกรสามารถติดตามการทำงานและบันทึกข้อมูลการทำงานของเครื่องจักรกลและสภาพแวดล้อมในแบบเรียลไทม์โดยใช้จีพีเอสและสมาร์ทโฟน เช่น แจ้งเตือนเมื่อเครื่องขัดข้อง ทำงานผิดปกติหรือออกนอกพื้นที่ที่กำหนด

“ยันม่าร์มุ่งมั่นปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำการเกษตรในปัจจุบันโดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรอุตสาหกรรมเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคน ทั้งการนำรถไถ รถปลูกข้าว รถเกี่ยว-นวดข้าว รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวกับการเกษตร มาปรับให้เป็นโรบอท เป็นการสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของการเป็นบริษัทเครื่องจักรกลการเกษตรที่มุ่งสู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืน A Sustainable Future อย่างแท้จริง” ผู้บริหารบริษัท ยันม่าร์ อะกริบิซิเนส ประเทศญี่ปุ่น กล่าวสรุป

บทความก่อนหน้านี้หนุนสร้างพื้นที่สีเขียว เพื่อทุกคนในเมือง
บทความถัดไปเปิดโพสต์ล่าสุด ส้ม-ชนัดดา แม่พีช หลังข่าวหย่า – จิราธิวัฒน์ มอบค่าเลี้ยงดู100ล้าน