พระกำแพงซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกระหนก : ชมรมพระเครื่อง

พระกำแพงซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกระหนก

คอลัมน์ ชมรมพระเครื่อง

พระกำแพงซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกระหนก : ชมรมพระเครื่อง – สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระเครื่องของจังหวัดกำแพงเพชรนั้นเป็นที่นิยมมากมีอยู่หลายแบบ ทั้งแบบยืน และแบบนั่ง

โดยเฉพาะพระเครื่องที่เป็นเนื้อดินเผาจะมีเอกลักษณ์ของเนื้อที่หนึกนุ่ม พิมพ์ของพระก็สวยงามศิลปะแบบสุโขทัยหมวดกำแพงเพชรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พระเครื่องแบบหนึ่งคือพระซุ้มกอในภายหลังได้รับการจัดชุดให้อยู่ในพระชุดเบญจภาคี ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากเสนอราคาก็สูงมากเช่นกัน กำแพงซุ้มกอเป็นพระเครื่องที่ค้นพบในบริเวณทุ่งเศรษฐี พบอยู่หลายกรุ และมีแบบพิมพ์ต่างๆ กันไปคือ

กำแพงซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มี 2 แบบ คือพระกำแพงซุ้มกอพิมพ์ใหญ่แบบมีกระหนก และพระกำแพงซุ้มกอพิมพ์ใหญ่แบบไม่มีกระหนก (ซุ้มกอดำ) พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์กลาง พิมพ์กำแพงซุ้มกอ พิมพ์เล็กและพิมพ์ขนมเปี๊ยะ พระกำแพงซุ้มกอ ส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นเนื้อดินเผาและเป็นเนื้อที่นิยมที่สุด ส่วนที่เป็นเนื้อชินเงินก็มีบ้างแต่พบน้อยมากเพราะผุกร่อนชำรุดเสียตั้งแต่อยู่ ในกรุ นอกจากนี้ตามบันทึกก็ยังพบที่เป็น เนื้อว่านอีกด้วย แต่ก็แทบไม่พบเห็นเลยในปัจุบัน

เนื่องจากเข้าใจว่าพระส่วนใหญ่ถูกทำลายสูญหายไปเสียหมดเนื่องจากพระของกำแพงเพชรที่เป็นเนื้อว่านนั้นมักจะมีแผ่นเงินแผ่นทองหุ้มไว้ด้านหน้าของพระเมื่อตอนที่ขุดพบนั้นผู้ขุดจะลอกเอาแผ่นเงินแผ่นทองออกไปขายเสียจึงทำให้องค์พระชำรุดแตกหักไปเสียหมด

ที่สันนิษฐานว่ามีพระว่านหน้าทองนั้นก็เนื่องจากมีการพบลานทองจารึกไว้ว่ามีพระว่านหน้าเงินหน้าทองอยู่ด้วย แต่ก็แทบไม่พบเห็นกันเลย ส่วนใหญ่ที่พบก็จะเป็นพระที่ทำปลอมเลียนแบบแทบทั้งสิ้น ที่เคยพบพระนางกำแพง และพระลีลาเม็ดขนุนที่เป็นเนื้อว่านนั้นเคยพบ แต่หน้าทองนั้นถูกลอกออกหมดแล้ว เอาเป็นว่าพระว่านหน้าเงินหน้าทองก็มี แต่คงหาพระแท้ๆ ยาก โดยส่วนใหญ่สังคมพระเครื่องให้ความสนใจเฉพาะพระเนื้อดินเผา ซึ่งก็หายากเช่นกัน

พระกำแพงซุ้มกอไม่ว่าจะเป็นพิมพ์ไหนก็หายากทั้งสิ้น และก็มีราคาสูงทุกพิมพ์ ยิ่งถ้าเป็นพระพิมพ์ใหญ่แล้วสวยๆ มูลค่ารับรองราคาหลักล้านครับ พระกำแพงซุ้มกอเป็นพระปางสมาธิ รูปทรงกรอบภายนอกนั้นเขาตัดขอบโค้งตามซุ้ม มองดูคล้าายตัวอักษรกอไก่ จึงมีชื่อเรียกกันมาอย่างนั้นตั้งแต่สมัยโบราณ ส่วนจะแยกเป็นพิมพ์อะไร ใหญ่ กลาง ขนมเปี๊ยะ หรือไม่มีกระหนกก็ว่ากันไปตามรายละเอียดและขนาดเป็นหลักพิมพ์เล็กที่มีปีกเป็นขอบกลมๆ คล้ายรูปขนมเปี๊ยะก็เรียกกันว่าพิมพ์ขนมเปี๊ยะไปเลย

พระกำแพงซุ้มกอหรือไม่ว่าจะเป็นพระอะไรที่สร้างโดยแม่พิมพ์ก็ต้องพิจารณารายละเอียดของแม่พิมพ์ทั้งสิ้น เพราะเป็นพระเกิดขึ้นจากแม่พิมพ์ที่ว่าไม่ต้องไปดูพิมพ์นั้นก็เป็นการเข้าป่าเข้ารกพงเสียตั้งแต่เริ่มต้น หลักการของการพิจารณาพระเครื่อง(พระพิมพ์)นั้นเมื่อเข้าสร้างโดยใช้แม่พิมพ์กดขึ้นพิมพ์แล้วไม่ต้องจำหรือสนใจแม่พิมพ์ก็เพี้ยนตั้งแต่เริ่ม เพราะสิ่งแรกที่ต้องศึกษาและพิจารณานั่นก็คือแม่พิมพ์ พระหรือสิ่งของอะไรก็ได้ที่สร้างขึ้นจากแม่พิมพ์อันเดียวกันก็จะต้องมีรายละเอียดเหมือนกันหมด

การศึกษาเรื่องพระเครื่องนั้น แม่พิมพ์เป็นสิ่งแรกที่ต้องศึกษา ต่อมาก็ต้องศึกษาขบวนการผลิต ก็จะมีเนื้อวัสดุที่เขานำมาทำกรรมวิธีต่างๆของการผลิต เช่น พระเนื้อดินเผา ก็ต้องศึกษาให้รู้ว่า เขาเผาด้วยกรรมวิธีใด เผาไฟแก่ ไฟอ่อน ถ้าถามว่ารู้ได้อย่างไร ก็ศึกษาดูซิว่า พระในกรุเดียวกันยุคเดียวกัน บริเวณใกล้ๆ กันเขามีเนื้อหาผิวพระคล้ายๆ กันหรือไม่ แล้วก็ศึกษาให้รู้ว่าการเผาไฟแบบต่างๆ นั้นจะให้ผลผลิตออกมาแบบใดบ้าง ธรรมชาติของการผลิตก็ต้องดูเช่น ด้านหน้าด้านหลังของขอบ จะปรากฏร่องรอยธรรมชาติให้เห็นว่าในสมัยนั้นๆเขาสร้างอย่างไรก็จะทิ้งร่องรอยให้เห็นสิ่งเหล่านี้ที่สำคัญทั้งสิ้นทั้งการศึกษาก็ต้องเคยเห็นพระแบบเดียวกันหลายๆ องค์ ก็จะเข้าใจ ได้ต่อมาก็เรื่องธรรมชาติความเก่า หมายถึง อายุของพระ ซึ่งก็มีการศึกษาไว้มากมายทั้งของทางกรมศิลปากรเองหรือที่อื่นๆ ดูซิว่าจะประมาณการสร้างอยู่ในยุคใด ประมาณปี พ.ศ.ที่สร้าง ก็จะรู้ถึงอายุของพระเครื่องนั้นๆ สภาพกายวิภาคของกรุที่พบพระ เช่นสภาพของกรุสมบูรณ์หรือผุพังแค่ไหน สภาพภูมิอากาศสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่นหน้าน้ำน้ำท่วมไหมหรืออยู่ในที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง

สิ่งเหล่านี้นำมาประมวลดูว่าความเสื่อมของวัสดุที่นำมาสร้างนั้นจะต้องเสื่อมโทรมตามธรรมชาติอย่างไร ถ้าจะพูดถึงบริเวณทุ่งเศรษฐีแล้ว สภาพภูมิประเทศในสมัยก่อนนั้นเป็นทุ่ง ซึ่งเมื่อเวลาหน้าน้ำหลาก น้ำก็จะท่วมไหลผ่านไป ลงแม่น้ำปิง คนในสมัยก่อนเขาเรียกที่นาบริเวณนี้ว่านาน้ำลาด หมายถึงเวลาหน้าน้ำหลากมากๆ ก็จะถูกน้ำท่วมผ่านไป

พื้นดินบริเวณนี้ก็จะมีดินตะกอนทับถมกัน ดินก็จะค่อนข้างละเอียด ในสมัยโบราณที่จะสร้างพระสันนิษฐานว่าเขาก็เอาดินที่บริเวณใกล้ๆ วัดนั่นแหละมานวดกดพิมพ์พระ เรื่องธรรมชาติของดินบริเวณกรุนั้นถ้าศึกษาดูก็จะได้ความรู้อีกอย่างคือ ดินกรุที่จับอยู่ที่ผิวพระที่เรียกว่าดินกรุนั้นไปด้วย

ต่อมาก็จะเห็นว่า ทำไมพระกำแพงกรุบริเวณทุ่งเศรษฐีมักจะมีราดำจับอยู่ ก็อย่างที่บอกสภาพภูมิศาสตร์นั้นมีน้ำท่วมถึงในหน้าน้ำหลาก ภายในกรุก็มีความชื้นก่อให้เกิดเชื้อรา เมื่อถึงหน้าแล้ง ความร้อนและแห้งก็ทำให้ราแห้งตาย เป็นแบบนี้ทับถมกันมาตามกาลเวลา จึงปรากฏคราบดำๆ ที่เราเห็นอยู่บนผิวพระกรุทุ่งเศรษฐี ทุกอย่างมีเหตุผลจึงนำมาเป็นสิ่งพิจารณาความแท้-เก๊ ส่วนพระในจังหวัดเดียวกันที่อยู่ทางฝั่งตัวจังหวัด มักจะเป็นที่ดอน ผิวดินก็เป็นดินปนทรายคนละแบบกับฝั่งทุ่งเศรษฐี การศึกษาผิวและเนื้อพระดินเผาของทั้ง 2 ฝั่งก็จะต่างกัน แม้แต่พระเนื้อชินเงินของทั้ง 2 ฝั่ง ผิวของพระก็แตกต่างกันตามสภาพภูมิประเทศเช่นกัน แม้จะสร้างในยุคสมัยเดียวกันก็ตาม

พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่มีกระหนกนั้นก็ต้องศึกษาลวดลายของกระหนก เส้นสายต่างๆ ให้ดีจำให้ได้ กลีบบัวแต่ละกลีบ องค์พระซอกลึกตื้นต่างๆ จำให้แม่น เพราะพระที่เกิดจากแม่พิมพ์ตัวเดียวกันย่อมต้องมีรายละเอียดที่เหมือนกัน มีมิติเหมือนกัน ผิดกันไม่ได้ถ้าผิดก็คือเก๊ ไม่ต้องไปดูเนื้อดูธรรมชาติความเก่าต่อไปให้เสียเวลา บางคนบอกว่าให้ศึกษาธรรมชาติความเก่าอย่างเดียวพอ ก็บอกได้เลยว่า การศึกษาธรรมชาติความเก่านั้นยากที่สุด การศึกษาเรื่องแม่พิมพ์นั้นง่ายที่สุด รองลงมาก็คือเนื้อวัสดุ ยากที่สุดคือธรรมชาติความเก่า ธรรมชาติความเก่า คือความเสื่อมสภาพตามอายุขัยและสภาพแวดล้อม ไม่ใช่พระที่สกปรกมีขี้ดินติด

เรื่องคราบราดำก็เช่นกัน คราบแท้หรือคราบเก๊ ของปลอมเขาก็ทำได้นะ แต่ถ้าศึกษาจนเข้าใจก็จะแยกได้หรือการที่จะสามารถแยกเก๊-แท้ได้นั้นก็ต้องใช้การศึกษาฝึกฝนจนชำนาญ ขอยกตัวอย่างเช่นไม่ใช่ศึกษาเนื้อพระดินเผา โดยศึกษาแต่เนื้ออย่างเดียวแล้วจะเป็น ดูพระเสียได้ทั้งหมด ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น พระแต่ละพิมพ์แต่ละอย่างก็ต้องศึกษาทีละอย่างจนเข้าใจ จึงจะเป็นผู้ที่แยกแท้-เก๊ได้ เขาจึงเรียกว่าผู้ชำนาญการเนื่องจากต้องใช้การฝึกฝนอย่างมีเหตุผลและเป็นขั้นเป็นตอนจนเชี่ยวชาญเท่านั้น

บางคนแย้งว่าพระแต่ละอย่างสร้างตั้งเยอะตั้งแยะมีแม่พิมพ์ตัวเดียวจะทำได้อย่างไรผมเคยพูดเรื่องนี้มาแล้วว่าเขาทำอย่างไร ยังคงไม่พูดถึงอีกนะเจ็บคอ ลองไปศึกษาดู ตัวแม่พิมพ์พระที่กรมศิลปากรเขาขุดได้ในกรุต่างๆ จึงรู้และเข้าใจศึกษากันต่อมาว่าเขาทำแม่พิมพ์กันอย่างไรในสมัยโบราณ ว่าจะพูดแต่พระกำแพงซุ้มกอ แต่ก็เลยไปเยอะ เนื่องจากเห็นว่ามีการพูดถึงการพิจารณาพระเครื่องไม่ต้องดูแม่พิมพ์ก็เลยพูดซะหน่อย ครับวันนี้ก็เอาเท่านี้ก่อนก็แล้วกันนะครับและผมก็ได้นำรูปพระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่มีกระหนกมาให้ชมครับ สังเกตรายละเอียดแม่พิมพ์และมิติดูนะครับ ถ้าไม่ใช่แบบนี้ ก็ไม่มีมูลค่ารองรับครับ

ด้วยความจริงใจ

แทน ท่าพระจันทร์

บทความก่อนหน้านี้หลวงปู่บุญ ฐิตธัมโม อดีตเจ้าคณะตำบลนาสีนวล : อริยะโลกที่ 6
บทความถัดไปพ่อแม่ ‘น้องวุฒิ’ เด็กพิเศษเก่งดนตรี ร้อง ม.มหิดล ไม่รับลูกเข้าวิทยาลัยดุริยางคศิลป์