ตม.แถลงผลปฏิบัติการจับขอทานจีน 6 ราย อีกกลุ่มแก๊งขอทานสร้างความเดือดร้อนรำคาญซอยนานา

วันที่ 27 พ.ย.66 ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เมืองทองธานี พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผบก.ตม.2, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม. ร่วมกันแถลงข่าวแก๊งขอทานต่างชาติ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ ขอทานชาวจีน ที่ปรากฏในสื่อสังคมต่างๆ ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งสามารถจับกุมขอทานชาวจีนได้ 6 ราย กลุ่มที่ 2 แก๊งขอทานสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับร้านค้าและนักท่องเที่ยวย่านซอยนานา

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวผู้ต้องหารายที่ 1 นางเคง (นามสมมติ) อายุ 41 ปี ถูกจับกุมโดย สน.ปทุมวัน เมื่อวันที่ 11 พ.ย.66 ที่บริเวณสกายวอร์ค BTS หน้าห้างสรรพสินค้าสยามสแควร์ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กทม. โดยมี น.ส.นามี (นามสมมติ) สัญชาติไทย เป็นล่ามแปลภาษาในชั้นจับกุม ปัจจุบัน นางเคง ถูกผลักดันส่งกลับประเทศแล้วเมื่อวันที่ 17 พ.ย.66

รายที่ 2 นางวู (นามสมมติ) อายุ 34 ปี ถูกจับกุมโดย สน.พญาไท เมื่อวันที่ 18 พ.ย.66 ที่บริเวณสะพานลอยตรงข้ามห้างสรรพสินค้าแพลตตินัม ถ.เพชรบุรี แขวงพญาไท เขตราชเทวี กทม. จากการสอบถามนางวู ให้การว่า เคยเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย พบเห็นมีคนขอทานตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จึงเชื่อว่าสามารถทำเงินได้ดี จึงเข้ามาทำบ้างและได้เงินดีจริง จากนั้นต่อมาจึงได้กลับมาประเทศไทยอีกครั้งเพื่อมาเป็นขอทาน ซึ่งบางวันสามารถได้เงินจากการเป็นขอทานมากกว่า 10,000 บาท โดยเมื่อได้รับเงินแล้วจะนำไปแลกเป็นเงินสกุลหยวนเพื่อโอนเข้าบัญชี WeChat ของตน และในวันที่ถูกจับกุม นางวู ก็ได้โทรหา น.ส.นามี ให้นำหนังสือเดินทางและเสื้อผ้ามาให้ที่ สน.พญาไท

รายที่ 3 นางหยวน (นามสมมติ) อายุ 39 ปี ถูกจับกุมโดย สน.บางพลัด เมื่อวันที่ 19 พ.ย.66 ที่บริเวณ หน้าห้างสรรพสินค้าเมเจอร์ปิ่นเกล้า แขวงอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กทม. จากการสอบถามนางหยวนให้การว่าตนเดินทางเข้ามาในประเทศไทยพร้อมกับ นายอวู (นามสมมติ) สัญชาติจีน แฟนของตน ซึ่งทั้งคู่ประกอบอาชีพขอทานตั้งแต่ที่อยู่ในประเทศจีน และเคยไปประกอบอาชีพขอทานที่ประเทศมาเลเซียมาก่อนหน้านี้ ต่อมาเมื่อประมาณกลางปีได้มาเป็นขอทานในประเทศไทย ปรากฏว่ารายได้ดี จึงทำเป็นอาชีพเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อนางหยวนถูกจับกุม นายอวูเห็นข่าวแล้วจึงได้พยายามหลบหนี แต่นายอวู ก็ได้ติดต่อ น.ส.สุรภา (นามสมมติ) สัญชาติไทย ให้เป็นผู้นำหนังสือเดินทางของนางหยวนไปให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม. จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของนายอวู และติดตามควบคุมตัวนายอวู ได้ที่ อ.อรัญประเทศ จว.สระแก้ว ขณะกำลังจะเดินทางไปประเทศกัมพูชา นำส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

รายที่ 4 นางหู (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ถูกจับกุมโดย สน.ทุ่งมหาเมฆ เมื่อวันที่ 20 พ.ย.66 ที่บริเวณ BTS ศาลาแดง แขวงสีลม เขตบางรัก กทม. จากการสอบถาม นางหู ให้การว่า ได้เข้ามาประเทศไทยเพื่อมาขอทาน เนื่องจากทราบจากเพื่อนมาว่าเป็นอาชีพที่มีรายได้มาก

รายที่ 5 นายฟาร (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ถูกจับกุมโดย สน.ลุมพินี เมื่อวันที่ 20 พ.ย.66 ที่บริเวณ BTS อโศก แขวงคลองเตยเหนือ เขตทวีวัฒนา กทม. จากการสอบถาม นายฟาร ให้การว่า ตนเดินทางมาท่องเที่ยว ที่ประเทศไทย และได้ทำหนังสือเดินทางหาย จึงได้ยื่นขอทำหนังสือเดินทางใหม่ที่สถานทูตจีน ประจำประเทศไทย โดยในขณะที่รอหนังสือเดินทางเล่มใหม่ พบว่าไม่มีเงินพอใช้จ่าย จึงไปเป็นขอทานอยู่แถวย่านลุมพินี

รายที่ 6 นายหวัง (นามสมมติ) อายุ 33 ปี ถูกจับกุมโดย สน.บางรัก เมื่อวันที่ 20 พ.ย.66 ที่บริเวณ ถนนสีลม ซ.4 แขวงสีลม เขตบางรัก กทม. จากการสอบถาม นายหวัง ให้การว่า ได้เดินทางเข้ามาประเทศไทยเพื่อมาท่องเที่ยว พักอาศัยด้วยกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กทม. แต่เงินที่เตรียมมาสำหรับท่องเที่ยวหมด จึงได้มาเป็นขอทานแถวถนนสีลม

พล.ต.ต.พันธนะ เปิดเผยว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าขอทานสัญชาติจีนดังกล่าวทั้ง 6 ราย บางรายรู้จักกันบางรายไม่รู้จักกัน เมื่อเห็นว่าเพื่อนมาประกอบอาชีพขอทานที่ประเทศไทยแล้วทำเงินได้ดี ก็จะพากันมาทำแบบเพื่อน โดยกลุ่มขอทานชาวจีนเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาแค่ในประเทศไทย แต่ยังเคยไปขอทานในประเทศอื่นด้วย เช่น สิงคโปร์ และมาเลเซีย ส่วนบาดแผลที่เกิดขึ้นตามร่างกายของกลุ่มขอทานดังกล่าวนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดจากอุบัติเหตเพลิงไหม้ตั้งแต่ยังเด็ก ไม่มีรายใดให้การว่าถูกทรมานหรือถูกบุคคลอื่นทำร้ายแต่อย่างใด

กลุ่มขอทานเหล่านี้ได้ใช้ความน่าสงสารของตนเพื่อดึงดูดให้ประชาชนทั่วไปเห็นใจและบริจาคเงินให้ ซึ่งบางวันได้รับรายได้มากกว่า 10,000 บาท โดยการมานั่งขอทานไม่มี การถูกบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด ประกอบกับการเดินทางมาขอทานตามจุดต่างๆ ทุกคนล้วนเดินทางมาเองโดยรถโดยสารสาธารณะ และการพักอาศัยอยู่ในประเทศไทยทุกคนล้วนเช่าห้องพักด้วยตนเอง นอกจากนี้ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของขอทานทั้งหมด ปรากฏว่าเงินที่ได้จากการขอทานทุกคนได้เก็บเงินเข้าบัญชีวีแชทเพลย์ของตนเอง ไม่ได้ส่งหรือแบ่งให้กับผู้อื่น

ส่วนกรณีหญิงไทยที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มขอทานสัญชาติจีนดังกล่าวนั้น ข้อเท็จจริงทราบว่า มาทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาให้กับกลุ่มขอทานสัญชาติจีน เนื่องจากบางคนเคยใช้ให้เป็นล่ามให้กันมาก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังพบว่ามีขอทานหญิงชาวจีน1รายได้เดินทางกลับประเทศไปก่อนหน้านี้ และขอทานชายชาวจีน 1 ราย ซึ่งพบเบาะแสว่าของทานแถวตลาดลาดกระบัง อยู่ระหว่างการติดตามตัว

พล.ต.ต.เชิงรณ เปิดเผยว่า ส่วนที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าชาวจีนที่มีรูปลักษณ์เป็นคนพิการอาจจะถูกทรมาน หรือบีบบังคับหรือไม่ จากการตรวจสอบหนังสือเดินทางกลุ่มคนเหล่านี้เดินทางเขามาด้วยใบหน้าตรงตามหนังสือเดินทาง บางคนอาจจะมีการสวมวิกผม ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้มองว่าเป็นการอำพรางใบหน้าแต่บางคนอาจจะใส่เพื่อปกปิดบาดแผลหรือสร้างภาพลักษณ์ตนเองให้ดีขึ้น นั้นหมายความว่าบาดแผลที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดในประเทศไทย ส่วนเงินที่ได้จากการขอทานนั้นจะถูกส่งต่อไปให้กลุ่มนายทุนหรือไม่ ต้องบอกว่าตอนนี้ยังไม่พบกลุ่มนายทุน แต่ทาง ตม.ได้ประสานไปยังทางการจีนแล้วเพื่อบอกว่ามีเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้น และให้ทางการจีนเป็นผู้สืบสวนต่อทั้งในเรื่องบาดแผล และเส้นทางการเงิน

พล.ต.ต.พันธนะ เปิดเผยว่า กลุ่มที่ 2. ได้รับแจ้งร้องเรียนจากผู้ประกอบการย่านซอยนานา เขตสุขุมวิท กทม. ว่า มีแก๊งขอทานลักษณะคล้ายคนตะวันออกกลาง ความเดือดร้อนรำคาญให้กับร้านค้าและนักท่องเที่ยวย่านซอยนานา เขตสุขุมวิท กทม. จึงได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มคนต่างด้าวดังกล่าว เป็นกลุ่มคนสัญชาติจอร์แดน ซึ่งพักอาศัยอยู่โรงแรมย่านซอยนานา สุขุมวิท กทม. โดยจะนัดรวมตัวกันบริเวณหน้าห้างนานาสแควร์ จากนั้นจะแยกย้ายกันขอทานในลักษณะรบเร้า เดินตามนักท่องเที่ยวที่กำลังซื้อสินค้าในร้าน และเมื่อนักท่องเที่ยวให้เงินแล้วยังเดินตามมาขอเงินซ้ำอีก

โดยจะมาเป็นกลุ่มย่อยๆ กลุ่มละ 2-3 ราย และจะอุ้มเด็กเล็ก จูงมือเด็กโต เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้สึกสงสาร บางครั้งจะยืนรอนักท่องเที่ยวที่ตู้กดเงินสด เมื่อนักท่องเที่ยวมากดเงินจะเข้าไปหาเพื่อขอเงิน ซึ่งนักท่องเที่ยวบางรายต้องให้เงินจำนวน 500-1,000 บาท กลุ่มคนดังกล่าวจึงจะยอมเลิกขอเงิน ทางเจ้าหน้าที่ สำนักงานตรวตคนเข้าเมือง ได้เข้าตรวจสอบโรงแรมย่านซอยนานา ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของกลุ่มขอทานดังกล่าว พบคนต่างด้าวสัญชาติจอร์แดนเป็นผู้ใหญ่ 7 ราย (ชาย 3 ราย, หญิง 4 ราย) และผู้ติดตาม 16 ราย จากการตรวจสอบพบว่าเป็นกลุ่มที่ตระเวนขอทานบริเวณซอยนานา และเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ผู้ประกอบการถ่ายภาพ และคลิปวีดีโอไว้ จึงได้ตรวจสอบหนังสือเดินทางของกลุ่มดังกล่าวพบว่า ทั้งหมดเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว และจากการตรวจสอบในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่ามีคนต่างด้าว 1 ราย การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลงแล้ว จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและจับกุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน สตม. ดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนรายอื่นตรวจสอบพบว่า การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่สิ้นสุด

พล.ต.ต.พันธนะ เปิดเผยอีกว่า จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าวดังกล่าว เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่ามีพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชน เชื่อว่าเข้ามาเพื่อประกอบกิจการที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และขึ้นบัญชีเป็นคนต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร นำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการกักตัวรอส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร ทั้งนี้ขอทานชาวจีนและตะวันออกกลางไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ถ้าดูจากพฤติการณ์การก่อเหตุที่ต่างกัน

พล.ต.ท.อิทธิพล กล่าวว่า ยังได้มีการระดมกวาดล้าง จับกุมคนต่างด้าว ในข้อหา กระทำการเป็นขอทานตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ เช่น เมืองพัทยา/ จ.เชียงใหม่ และจ.ภูเก็ต ทำให้สามารถจับกุมต่างด้าวขอทานได้อีก จำนวน 33 ราย โดยแบ่งออกเป็น สัญชาติกัมพูชา 27 ราย, สัญชาติเมียนมา 2 ราย, สัญชาติรัสเซีย 2 ราย, และสัญชาติจีน 2 ราย ซึ่งภายหลังจากการจับกุม คนต่างด้าวที่เข้ามาขอทานในประเทศไทยทั้งหมด จะถูกขึ้นบัญชีบุคคลต้องห้าม (Blacklist) ไว้ ก่อนพลักดันกลับประเทศต้นทาง

พล.ต.ต.เชิงรณ กล่าวว่า มาตรการ การคัดกรองคนเข้าเมืองหลังจากนี้อาจจะต้องมีความเข้มงวดขึ้นว่า ทาง ทางนโยบายเรามีการว่างแผนไว้แล้ว 2 ชั้น 1.คือการสกัดกั้น และการป้องกันบุคคลต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในลักษณะของภายสังคม หรือการก่ออาชญากรรม ก็จะเป็นด้านทางประตูทางเข้าของประเทศทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด่านทางอาการ ทางบก หรือทางเรือ โดยเฉพาะด้านทางอากาศที่ต้องเพิ่มความเข้มในการตรวจสอบโดยเฉพาะในช่วงเทศกาล ได้มีการกำชับเจ้าหน้าที่ให้สังเกตุชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมการณ์ หรือส่อไปในทางก่ออาชญากรรมหรือภัยสังคม ส่วนคนพิการต้องบอกว่า ความพิการของเขาไม่ได้เป็นสิ่งที่เราจะไปตัดสินให้เขาเข้าหรือไม่เข้าเมือง ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในการตรวจสอบ

ซึ่งมาตรการก็อาจจะต้องมีการตรวจสอบการยืนยันที่พัก มีการชำระค่าที่พักหรือไม่อย่างไร ตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับ มีแผนการท่องเที่ยวในประเทศอย่างไร ซึ่งทุกคนต้องเตรียมการตอบคำถาม มาตรการในชั้นที่2 คือการเข้าตรวจสอบการยืนยันที่พัก ซึ่งต้องขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการในการแจ้งยืนยันที่พักของบุคคลต่างชาติกับเจ้าหน้าที่ ตม.ด้วย เพื่แสะดวกต่อการตรวจสอบ นอกจากนี้ ตม.ทุกพื้นที่เอ็กซ์เรย์ในพื้นที่ว่ามีบุคคลต่างชาติที่ทำตัวเป็นภัยต่อสังคมหรือไม่ และทำการกาดล้างตรวจค้นยางไปจนถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน