เลขาธิการยูเอ็นเตือนซูจี ‘โอกาสสุดท้าย’ ยุติศึกยะไข่

ชาวโรฮิงยาหลบฝนในค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ/ AFP

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. เอเอฟพีรายงานความคืบหน้าวิกฤตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนบริเวณชายแดนพม่ากับบังกลาเทศ หลังการสู้รบในรัฐยะไข่ ประเทศพม่า ส่งผลให้มีชาวมุสลิมโรฮิงยาเสียชีวิตกว่า 1,000 ราย และอพยพเอาชีวิตรอดข้ามพรมแดนไปยังบังกลาเทศแล้วมากกว่า 400,000 คนแล้ว โดยในจำนวนนี้ เป็นเด็กเล็กกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งไม่มีผู้ปกครอง ขณะที่สหประชาชาติ หรือยูเอ็น ประเมินว่า ชาวโรฮิงยาทั้งหมดกว่า 1.1 ล้านคน อาจตัดสินใจอพยพออกจากพม่าไปยังบังกลาเทศ ส่วนนายอันโตนิโอ กูร์เตเรส เลขาธิการยูเอ็น กล่าวเตือนนางออง ซาน ซู จี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในฐานะที่ปรึกษาแห่งชาติและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่า ว่าเป็น “โอกาสสุดท้าย” ที่นางซู จี จะยุติการสู้รบที่เกิดขึ้น ก่อนวิกฤตนี้จะจบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่ไม่มีทางแก้ไขได้ และว่าปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้นนั้นเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยนางซู จี มีกำหนดจะแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจต่อปัญหาที่เกิดขึ้นภายในวันที่ 19 ก.ย.

ชาวโรฮิงยากำลังแย่งของบรรเทาภัย/ AFP

อย่างไรก็ตาม พลเอกมิน ออง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่า เขียนผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเรียกร้องให้ชาวพม่าทั้งประเทศแสดงจุดยืนร่วมกันต่อประเด็นปัญหาชาวโรฮิงยา โดยระบุว่าชาวโรฮิงยาเป็นชาวมุสลิมที่ไม่มีรากเหง้าพื้นเพอยู่ในพม่ามาก่อน แต่เป็นผู้อพยพผิดกฎหมายมาจากบังกลาเทศ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา แถลงว่า นายเพทริก เมอร์ฟีย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ จะเดินทางไปหารือกับผู้นำรัฐบาลพม่าเพื่อแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย


AFP

ด้านนายกูร์เตเรส กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าพม่านั้นยังมีระบอบประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์ เพราะกองทัพยังคงมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือนในบางมิติ อย่างไรก็ดี นางซู จี ในฐานะผู้นำรัฐบาลมีโอกาสในการยุติการสู้รบที่เกิดขึ้น หากไม่ดำเนินการ จะทำให้โศกนาฏกรรมครั้งนี้เลวร้ายถึงขั้นที่ไม่สามารถแก้ไขได้อีกต่อไป นอกจากนี้ นายกูร์เตเรส ยังเรียกร้องให้ทางการพม่าอนุญาตให้ชาวโรฮิงยากลับเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่เดิมด้วย

AFP

นายมาร์ก เพียส ผู้อำนวยการมูลนิธิช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในบังกลาเทศ กล่าวว่า หากสถานการณ์สู้รบยังคงดำเนินต่อไป จำนวนผู้อพยพอาจมากกว่า 1 ล้านคนภายในสิ้นปีนี้ ในจำนวนนี้ อาจเป็นเด็กมากกว่า 6 แสนคน ซึ่งบางส่วนอาจกลายเป็นเด็กกำพร้า บางส่วนเผชิญกับความรุนแรง อาทิ ถูกยิงใส่ เห็นครอบครัวตัวเองถูกสังหาร และบ้านเรือนตัวเองถูกเผา