นาซีส่งทีมแกะรอยหาแหล่งที่มาของชาวอารยันในทิเบต

17 ก.ย. 2564 - 00:18 น.

ในปี 1938 ไฮน์ริก ฮิมม์เลอร์ สมาชิกแกนนำของพรรคนาซีของเยอรมนี และคนสำคัญที่ทำให้เกิดการสังหารหมู่ขึ้น ได้ส่งคณะที่มีสมาชิก 5 คน เดินทางผ่านอินเดียไปยังทิเบต เพื่อค้นหาต้นกำเนิดของเชื้อสายอารยัน

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

นักเขียนนามว่าไวบาฟ ปูรันดาเร ได้เล่าเรื่องราวอันน่าสนใจของการเดินทางครั้งนี้ไว้

หนึ่งปีเศษก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเริ่มต้นขึ้น กลุ่มชาวเยอรมันได้แอบเดินทางมาถึงพรมแดนทางตะวันออกของประเทศอินเดีย ภารกิจของพวกเขาคือการค้นหา “แหล่งต้นกำเนิดของเชื้อสายอารยัน”

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เชื่อว่าชาว “อารยัน” ซึ่งเป็นคนยุโรปทางเหนือหรือนอร์ดิก ได้เดินทางเข้าไปในอินเดียจากทางตอนเหนือราว 1,500 ปีก่อนหน้านั้น และชาวอารยันได้กระทำ “ความผิด” ในการคบค้ากับคน “ที่ไม่ใช่อารยัน” ในพื้นที่ ทำให้สูญเสียคุณสมบัติที่ทำให้ชาวอารยันเป็นเชื้อสายที่สูงส่งกว่าคนเชื้อสายอื่น ๆ

ฮิตเลอร์แสดงความเกลียดชังอย่างรุนแรงที่มีต่อคนอินเดียและการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของพวกเขาอยู่เป็นประจำ ผ่านการพูด การเขียน และการอภิปรายของเขา

chaefer, Ernst *1912-1992+Zoologe, D Leiter der SS-Tibetexpedition,'SS-Wissenschaftler' 1934 zum Sturmführer ehrenhalber ernannt.- mit Tibetern bei einem Gastmahl in Lhasa, 1939.In der Mitte E.Schaefer, daneben (l) Tsarong Dzasa, 2.v. links Bruno Beger, 4.v.l. Edmund Geer (beide Anthropologen), rechts Karl Wienert neben dem Tibetaner Möndro.
ullstein bild Dtl/Getty Images
บรูโน เบเกอร์ (ที่ 2 จากซ้าย) และคนอื่น ๆ ที่การประชุมในกรุงลาซาของทิเบตในปี 1939

แต่กระนั้น ฮิมม์เลอร์ หนึ่งในผู้แทนระดับสูงของฮิตเลอร์และเป็นหัวหน้าของเอสเอส (SS ย่อมาจาก Schutzstaffel หมายถึง กลุ่มชนชั้นนำที่แต่งเครื่องแบบสีดำ และเรียกตัวเองว่า “ทหารการเมือง” ของพรรคนาซี) ระบุว่า คุ้มค่าที่จะเข้าไปดูอนุทวีปอินเดียอย่างใกล้ชิด

ทิเบตจึงได้เข้ามาปรากฏอยู่ในเรื่องราวนี้

ผู้ที่ยอมรับแนวคิดที่ว่า เชื้อสายชาวยุโรปทางเหนือมีความสูงส่ง คือผู้ที่เชื่อเรื่องเล่าแอตแลนติส นครที่สาบสูญ ซึ่งเคยเป็นถิ่นที่อยู่ของคนที่ “มีเชื้อสายบริสุทธิ์ที่สุด” โดยเชื่อว่า นครแห่งนี้ตั้งอยู่จุดใดจุดหนึ่งในมหาสมุทรแอตแลนติก ระหว่างอังกฤษและโปรตุเกส ว่ากันว่า เกาะลึกลับนี้จมลงหลังจากถูกอสุนีบาตของพระเจ้าถล่ม

ชาวอารยันทุกคนที่รอดชีวิตจึงย้ายไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยมากขึ้น เชื่อว่า ภูมิภาคหิมาลัยเป็นหนึ่งในที่หลบภัยเหล่านั้น โดยเฉพาะทิเบต เพราะได้ชื่อว่าเป็น “หลังคาโลก”

ในปี 1935 ฮิมม์เลอร์ ก่อตั้งหน่วยภายในเอสเอสที่ชื่อว่า Ahnenerbe หรือ สำนักงานมรดกบรรพบุรุษ เพื่อค้นหาว่าคนจากแอตแลนติสไปอยู่ที่ไหน หลังจากเกิดอสุนีบาตและน้ำท่วมใหญ่ และค้นหาว่า ร่องรอยของเชื้อสายอันยิ่งใหญ่หลงเหลืออยู่ที่ใดบ้าง

ในปี 1938 เขาได้ส่งคณะชาวเยอรมัน 5 คน ไปยังทิเบต เพื่อ “ปฏิบัติการค้นหา” นี้

สมาชิกในคณะ 2 คนที่มีความโดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ คือ แอร์นสต์ เชเฟอร์ นักสัตววิทยาวัย 28 ปี ที่มีพรสวรรค์ เขาเคยเดินทางไปพรมแดนอินเดีย-จีน-ทิเบต ก่อนหน้านั้นมาแล้ว 2 ครั้ง เชเฟอร์ได้เข้าร่วมเอสเอส ไม่นานหลังจากที่นาซีคว้าชัยในปี 1933 ก่อนที่ฮิมม์เลอร์จะได้เป็นผู้สนับสนุนให้เขาเข้าร่วมคณะเดินทางไปทิเบตครั้งนี้

เชเฟอร์คลั่งไคล้การล่าสัตว์และสะสมถ้วยรางวัลไว้ในบ้านที่กรุงเบอร์ลินของเขา ในการออกเดินทางล่าสัตว์ครั้งหนึ่ง ขณะที่เล็งปืนเพื่อยิงเป็ดจากเรือที่เขาและภรรยานั่งอยู่ เขาเสียหลักลื่นล้ม ปืนลั่นไปโดนศีรษะของภรรยาโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เธอเสียชีวิต

ผู้ร่วมคณะสำคัญอีกคนหนึ่งคือ บรูโน เบเกอร์ นักมานุษยวิทยาหนุ่มที่เข้าร่วมเอสเอสในปี 1935 เบเกอร์ จะทำหน้าที่วัดกะโหลกและรายละเอียดของใบหน้าชาวทิเบต และทำหน้ากาก เขาอธิบายเหตุผลของการทำเช่นนี้ว่า “เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสัดส่วน ต้นกำเนิด ความสำคัญและการพัฒนาของเชื้อสายนอร์ดิกในภูมิภาคนี้”

Schaefer, Ernst *1912-1992+Zoologe, DLeiter der SS-Tibetexpedition,'SS-Wissenschaftler' 1934 zumSturmführer ehrenhalber ernannt.- Rückkehr der Expeditionsteilnehmer nachDeutschland; Ankunft auf dem FlughafenBerlin-Tempelhof: V.l.n.r: Ernst Krause,Bruno Beger, Ernst Schäfer, Edmund Geerund Karl Wiener.5.8.1939
ullstein bild Dtl/Getty Images
เรือที่บรรทุกชาวเยอรมันทั้ง 5 คน เทียบท่าที่กรุงโคลอมโบต้นเดือน พ.ค. ปี 1938

เรือที่บรรทุกชาวเยอรมันทั้ง 5 คน เข้ามาเทียบท่าที่กรุงโคลอมโบของศรีลังกาในช่วงต้นเดือน พ.ค. 1938 จากที่นั่น พวกเขาได้นั่งเรือลำที่สองไปยังเมืองมาดราส (ปัจจุบันคือเชนไน) และเรือลำที่สามไปยังเมืองกัลกัตตา (ปัจบันคือ โกลกาตา)

เจ้าหน้าที่ทางการอังกฤษในอินเดีย กังวลเกี่ยวกับชาวเยอรมันที่กำลังเดินทางเหล่านี้ และคิดว่าพวกเขาเป็นสายลับ ในตอนแรกพวกเขาไม่เต็มใจที่จะให้คณะชาวเยอรมันเดินทางผ่านอินเดีย โดยไทมส์ ออฟ อินเดีย (Times of India) ที่บริหารงานโดยอังกฤษ พาดหัวข่าวกล่าวหาพวกเขาว่าเป็น “สายลับเกสตาโปในอินเดีย”

เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเมืองชาวอังกฤษในเมืองกางท็อก รัฐสิกขิมทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็นราชอาณาจักรที่เป็นเอกราช ก็ไม่ต้องการที่จะให้ชาวเยอรมันกลุ่มนี้เดินทางเข้าทิเบตผ่านทางสิกขิมเช่นกัน

แต่ท้ายที่สุด สมาชิกนาซีกลุ่มนี้ก็แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้สำเร็จและในช่วงปลายปีนั้นเอง ชาวเยอรมันทั้ง 5 คน พร้อมกับธงสวัสติกะที่ติดอยู่กับล่อและกระเป๋าเดินทางของพวกเขา ก็ได้เดินทางเข้าทิเบต

สวัสติกะเป็นเครื่องหมายที่พบเห็นได้ทุกหนแห่งในทิเบต คนในพื้นที่รู้จักกันในชื่อว่า “ยุงดรุง” (yungdrung) เชเฟอร์ และคณะ คงจะพบเห็นเครื่องหมายนี้จำนวนมากในช่วงที่เดินทางอยู่ในอินเดียเช่นกัน ซึ่งในหมู่ชาวฮินดู ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคดีมาเป็นเวลานานแล้ว แม้แต่ในปัจจุบันนี้ สัญลักษณ์นี้ ก็พบเห็นอยู่นอกบ้าน ภายในวัด ตามหัวมุมถนน และด้านหลังรถบรรทุก

ERNST SCHAFER (1910-1992). German hunter and zoologist. Schafer (third from left) on his third expedition to Tibet, this one sponsored by the SS Ahnenerbe organization. Photographed in Shigatze, Tibet, 1939
ullstein bild Dtl/Getty Images
แอร์นสต์ เชเฟอร์ (ที่ 3 จากซ้าย) ในทิเบตในปี 1939

ส่วนในทิเบต สิ่งต่าง ๆ กำลังเปลี่ยนแปลงไป

ดาไล ลามะ องค์ที่ 13 สิ้นพระชนม์ในปี 1933 และดาไล ลามะ พระองค์ใหม่ ทรงมีพระชนมายุเพียง 3 พรรษา ดังนั้นราชอาณาจักรทิเบตที่นับถือพุทธศาสนา จึงถูกควบคุมโดยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ชาวเยอรมันได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และชาวทิเบตสามัญชน เบเยอร์ ซึ่งทำหน้ากาก ได้ทำหน้าที่คล้ายกับแพทย์ให้กับชาวบ้านในพื้นที่อยู่ช่วงเวลาหนึ่งด้วย

สิ่งที่ชาวพุทธทิเบตไม่รู้คือ ในจินตนาการอันแปลกประหลาดของนาซี ศาสนาพุทธก็ไม่ต่างจากศาสนาฮินดู เป็นศาสนาที่ทำให้ชาวอารยันที่เดินทางมายังทิเบตอ่อนแอ และส่งผลให้สูญเสียจิตวิญญาณและความกล้าหาญของพวกเขา

เมื่อเชเฟอร์และคนอื่น ๆ สามารถใช้เวลาในการสำรวจ “การวิจัย” ที่แท้จริงของพวกเขาในนามของการทดลองทางวิทยาศาสตร์เป็นเวลานานขึ้นในหลายด้านอย่าง สัตววิทยาและมานุษยวิทยา แต่สงครามที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็ทำให้การเดินทางของชาวเยอรมันกลุ่มนี้ต้องยุติลงในเดือน ส.ค. 1939

ในตอนนั้น เบเกอร์ได้วัดกะโหลกศีรษะและลักษณะต่าง ๆ ของชาวทิเบต 376 คน ถ่ายภาพ 2,000 ภาพ “ทำรูปหล่อศีรษะ ใบหน้า มือ และหู ของคน 17 คน” และเก็บ “เล็บและลายนิ้วมือของคนอีก 350 คน”

เขายังได้รวบรวม “สิ่งประดิษฐ์เกี่ยวกับชาติพันธุ์วรรณา” 2,000 ชิ้น และสมาชิกอีกคนในคณะได้ถ่ายภาพยนตร์ฟิล์มขาวดำยาว 18,000 เมตร และถ่ายภาพ 40,000 ภาพ

การที่ต้องย่นเวลาการสำรวจให้สั้นลง ฮิมม์เลอร์ได้จัดการให้คณะชาวเยอรมันกลุ่มนี้เดินทางโดยเครื่องบินออกจากกัลกัตตาในช่วงสุดท้าย และเขาก็เดินทางไปต้อนรับพวกเขาขณะเดินทางมาถึงเมืองมิวนิกด้วยตัวเอง

เชเฟอร์นำ “ทรัพย์สมบัติ” ทิเบตของเขาส่วนใหญ่ไปไว้ที่ปราสาทแห่งหนึ่งในซาลซ์บวร์ก ที่เขาย้ายเข้าไปอยู่ในช่วงสงคราม แต่เมื่อกองกำลังสัมพันธมิตรเข้ามาในปี 1945 ปราสาทถูกโจมตีและภาพของชาวทิเบตส่วนใหญ่และวัตถุอื่น ๆ ถูกทำลาย

สิ่งที่เรียกว่า “ผลทางวิทยาศาสตร์” อื่น ๆ จากการเดินทางสำรวจครั้งนี้ ก็เผชิญชะตากรรมเดียวกันในสงคราม หากไม่สูญหายก็ถูกทำลาย และความน่าอับอายของอดีตของนาซี ทำให้ไม่มีใครพยายามที่จะแกะรอยหาวัตถุต่าง ๆ เหล่านี้ในช่วงหลังสงคราม

ไวบาฟ ปูรันดาเร เป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง Hitler And India: The Untold Story of His Hatred For the Country And Its People (อาจแปลเป็นไทยได้ว่า ฮิตเลอร์และอินเดีย : เรื่องราวที่ไม่เคยมีใครบอกเล่าเกี่ยวกับ ความเกลียดชังของเขาที่มีต่อประเทศและผู้คนของอินเดีย) ตีพิมพ์โดยเวสต์แลนด์ บุ๊กส์ (Westland Books)

…………………….

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ นาซีส่งทีมแกะรอยหาแหล่งที่มาของชาวอารยันในทิเบต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง