8อาหารราคาแพงที่สุดในโลก

3 ก.ย. 2561 - 01:30 น.

8อาหารราคาแพงที่สุดในโลก – BBCไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

8อาหารราคาแพงที่สุดในโลก – หากคุณรู้จัก หญ้าฝรั่น (saffron) ก็คงทราบดีว่านี่คือหนึ่งในเครื่องเทศราคาแพงที่สุดในโลก โดยมูลค่าของมันสูงกว่าราคาทองคำเสียอีก

รายการ Food Programme ของบีบีซีจะพาไปสำรวจว่าโลกของเรายังมีอาหารชนิดใดบ้างที่มีราคาสูง และหาคำตอบว่าเหตุใดพวกมันจึงมีราคาแพงเช่นนั้น

Carefree woman on inflatable pineapple, floating on a beautiful turquoise swimming pool
Getty Images
แม้ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นมหาเศรษฐีจึงจะทานอาหารเหล่านี้ได้ แต่คุณก็จะต้องมีเงินในกระเป๋าอยู่พอสมควร

 

1. หญ้าฝรั่น

Saffron spice threads in vintage silver bowl
Getty Images
หญ้าฝรั่น มีชื่อเล่นว่า “ทองคำสีแดง”

หากข้าวที่คุณกำลังทานอยู่มีสีเหลืองทองที่ไม่ได้มาจากขมิ้น ก็อาจเป็นไปได้ว่ามันอาจมีหญ้าฝรั่นเป็นส่วนผสมอยู่

เครื่องเทศชนิดนี้มีชื่อเล่นว่า “ทองคำสีแดง” ซึ่งมาจากเกสรเพศเมียของดอกหญ้าฝรั่น ซึ่งเป็นพืชหัวตระกูลโครคัส (Crocus) ใช้ในการแต่งสีและกลิ่นของอาหาร

ดอกหญ้าฝรั่น
Getty Images

สาเหตุที่ทำให้หญ้าฝรั่นมีราคาแพงเป็นเพราะในหนึ่งปีมันจะออกดอกช่วงฤดูใบไม้ร่วงเป็นเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์เท่านั้น การเก็บเกี่ยวเกสรเพศเมียของดอกหญ้าฝรั่นจึงต้องใช้ความอุตสาหะเป็นอย่างยิ่ง โดยกระบวนการเก็บเกี่ยวทั้งหมดจะต้องทำด้วยมือ และดอกหญ้าฝรั่นแต่ละดอกมีเกสรเพศเมียเพียง 3 เส้นเท่านั้น นั่นจึงหมายความว่าจะต้องใช้พื้นที่ปลูกหญ้าฝรั่นขนาด 3 สนามฟุตบอลจึงจะได้หญ้าฝรั่น 1 กก. ซึ่งอาจมาจากดอกหญ้าฝรั่นมากถึง 300,000 ดอก

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้เครื่องเทศชนิดนี้มีราคาอยู่ที่ประมาณ 1,100 ถึง 11,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 36,300-363,000 บาท) ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสินค้า

2. คาเวียร์

8อาหารราคาแพงที่สุดในโลก

Sturgeon black caviar in can and spoon on white marble background

Getty Images
ยิ่งไข่ที่ได้จากปลาสเตอร์เจียนที่อาศัยตามธรรมชาติหายากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งดันให้ราคาคาเวียร์สูงขึ้นเท่านั้น

คาเวียร์ คือไข่ปลาที่ผ่านกระบวนการแปรรูปเบื้องต้นด้วยการหมักเกลือ ถือเป็นหนึ่งในอาหารหรูราคาแพงที่สุดชนิดหนึ่งของโลก

คาเวียร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดทำจากไข่ปลาเบลูกาสเตอร์เจียน (beluga sturgeon) หรือที่รู้จักในนามปลาสเตอร์เจียนขาว ซึ่งพบในแถบทะเลสาบแคสเปียนและทะเลดำ ปัจจุบันถือเป็นสัตว์ที่ตกอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ทำให้การหาซื้อไข่ของปลาชนิดนี้อย่างถูกต้องตามกฎหมายนั้นเป็นเรื่องยากมาก

นอกจากนี้ จะต้องใช้เวลาถึง 20 ปี กว่าที่ปลาเบลูกาสเตอร์เจียนจะถึงวัยเจริญพันธุ์พร้อมออกไข่ที่ใช้ทำคาเวียร์ได้ และการจะเอาไข่มาได้นั้นจะต้องทำโดยการฆ่าปลาเสียก่อน

คาเวียร์อีกชนิดที่ยิ่งหายากกว่าก็คือคาเวียร์จากไข่ของปลาสเตอร์เจียนเผือก (albino sturgeon) ซึ่งปัจจุบันแทบจะสูญพันธุ์ไปจากถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของมัน ข้อมูลสถิติโลกกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ ระบุว่า คาเวียร์ ราคาแพงที่สุดมาจากไข่ของปลาเบลูกาสเตอร์เจียนเผือก (albino beluga sturgeon) ที่มีอายุ 100 ปี โดยมีราคาขายที่กิโลกรัมละ 34,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.38 ล้านบาท)

3. หอยนางรม

Opened oysters and lemon over ice on stone table. Half dozen.
Getty Images
ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 หอยนางรมเคยมีราคาถูกพอ ๆ กับมันฝรั่งทอด

ทุกวันนี้หอยนางรมถือเป็นอาหารราคาแพง ทว่าในอดีตมันกลับไม่ใช่อาหารสำหรับผู้มีอันจะกิน

ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 หอยนางรมมีราคาถูกพอ ๆ กับมันฝรั่งทอด และเป็นแหล่งอาหารสำคัญของบรรดาชนชั้นแรงงานที่อาศัยตามแนวชายฝั่งทะเล มันถืออาหารที่หาง่ายจนมักถูกนำไปยัดเป็นไส้พายเนื้อ

แต่การทำประมงเกินขนาดและปัญหามลพิษส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อจำนวนหอยนางรมตามธรรมชาติ และทำให้อาหารทะเลชนิดนี้มีราคาพุ่งสูง

หอยนางรมมีราคาต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่สำหรับร้านอาหารทะเลหรูในกรุงลอนดอน หอยนางรม 12 ตัวอาจมีราคากว่า 2,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าผู้คนพร้อมจะควักเงินซื้อหอยนางรมมาลิ้มลองสักตัวสองตัว เพราะหลายคนมีความเชื่อว่าอาหารทะเลชนิดนี้มีสรรพคุณช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศนั่นเอง

4. เห็ดทรัฟเฟิลขาว

White truffles exposition at the International Fair of the Truffle of Alba (Cuneo Province, Piedmont, Italy).
Getty Images
ทรัฟเฟิลขาวเป็นเห็ดที่เจริญเติบโตอยู่ใต้ดินที่หายากและเก็บเกี่ยวได้ยากชนิดหนึ่งของโลก

เห็ดทรัฟเฟิลขาวเป็นเห็ดที่เจริญเติบโตอยู่ใต้ดินที่หายากและเก็บเกี่ยวได้ยากชนิดหนึ่งของโลก

เห็ดทรัฟเฟิลขาว พบได้เฉพาะในแคว้นปีเยมอนเต ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี โดยมักขึ้นอยู่ตามรากต้นไม้บางชนิดเท่านั้น ถือเป็นทรัฟเฟิลที่หาได้ยากกว่าทรัฟเฟิลชนิดอื่น ๆ

สาเหตุที่ทำให้ทรัฟเฟิลขาวมีราคาแพง เพราะมีรสชาติเข้มข้นและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ ยังเป็นเห็ดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่สามารถเพาะพันธุ์แบบฟาร์มได้

เมื่อปี 2007 เห็ดทรัฟเฟิลขาวหนึ่งหัวน้ำหนัก 1.5 กก.ได้ถูกประมูลไปด้วยราคาสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 330,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 10.89 ล้านบาท) โดย สแตนลีย์ โฮ มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจคาสิโนบนเกาะมาเก๊า

5. แฮมอิเบอริโค

Close up of hand and knife cutting jamon iberico in Spain.
Getty Images
การผลิตแฮมอิเบอริโคตั้งแต่ขึ้นตอนการเลี้ยงหมูไปถึงกระบวนการหมักแฮม อาจใช้เวลานานถึง 7 ปี

แฮมอิเบอริโค ถือเป็นของดีราคาแพงจากสเปนและโปรตุเกส ซึ่งใช้เนื้อหมูดำไอบีเรีย ที่มีถิ่นกำเนิดแถบคาบสมุทรไอบีเรีย (หรือหมูที่มีสายพันธุ์ไอบีเรียอย่างน้อย 50%) ที่เลี้ยงโดยปล่อยอิสระในป่าต้นโอ๊ก และหมูจะกินลูกโอ๊กเป็นอาหารอย่างเดียวจนถึงวัยที่เหมาะนำเนื้อไปใช้ทำแฮม

การจัดประเภทแฮมอิเบอริโคมีความเข้มงวดมาก โดยแฮมที่มี “ป้ายสีดำ” ถือเป็นแฮมชั้นเลิศที่ผลิตจากหมูไอบีเรียสายพันธุ์บริสุทธิ์

นอกจากนี้ราคาที่แพงยังมีสาเหตุมาจากกระบวนการผลิตที่ยาวนาน โดยแฮมที่มีราคาสูงจะผ่านการหมักเกลือนาน 36 เดือน หรืออาจนานถึง 48 เดือน ในพื้นที่ที่สภาพอากาศแห้งเป็นพิเศษ

ข้อมูลสถิติโลกกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ ระบุว่า ขาแฮมราคาแพงที่สุดที่ขายปลีกตามท้องตลาดอยู่ที่ขาละ 4,080 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 135,000 บาท) แต่ราคานี้ก็ฟังสมเหตุสมผลหากพิจารณาจากการที่ต้องใช้เวลาเลี้ยงหมูถึง 3 ปี และหมักแฮมอีก 4 ปี

6. เนื้อวากิว

Wagyu Beef sliced decorated with a slice of lemon, on a plate on table
Getty Images
เอกลักษณ์ของเนื้อวากิว คือ เนื้อจะมีไขมันแทรกเหมือนลายหินอ่อน

เนื้อวากิว เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “เนื้อญี่ปุ่น” และมาจากวัวญี่ปุ่น 4 สายพันธุ์

เอกลักษณ์ของเนื้อวากิว คือ เนื้อจะมีไขมันแทรกเหมือนลายหินอ่อน ทำให้เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำแทบจะละลายในปาก

สาเหตุที่เนื้อชนิดนี้มีราคาแพงนั้นมาจากการเลี้ยงดูที่พิถีพิถัน การจะทำให้เนื้อวัวมีไขมันแทรกเป็นลายหินอ่อนได้นั้นจะต้องผ่านกระบวนการเลี้ยงดูและให้อาหารตามเกณฑ์อย่างเคร่งครัด

เนื้อโกเบ คือหนึ่งในเนื้อวัวราคาแพงที่สุด มีราคาขายในญี่ปุ่นที่ราวกิโลกรัมละ 640 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 21,000 บาท)

7. กาแฟขี้ชะมด

Luwak (civet cat) eating coffee bean : Luwak Coffee is the world most expensive coffee
Getty Images
บางคนมองว่ากาแฟขี้ชะมด เป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาด อีกทั้งยังเป็นการทรมานสัตว์

กาแฟขี้ชะมด (Kopi Luwak) เป็นเครื่องดื่มราคาแพง โดยมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 700 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 23,000 บาท)

กาแฟชนิดนี้มีต้นกำเนิดมาจากเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย โดยราคาที่สูงกว่ากาแฟทั่วไปนั้นมาจากขั้นตอนการผลิตที่ยุ่งยากซับซ้อน เพราะผู้ผลิตจะให้ตัวชะมดกินผลกาแฟสุกเข้าไป เพื่อให้กรดและเอ็นไซม์ที่อยู่ในกระเพาะอาหารของมันทำปฏิกิริยาเคมีกับผลกาแฟ โดยมีลักษณะคล้ายกับการหมัก ซึ่งกระเพาะจะย่อยเฉพาะเปลือกและเนื้อของเมล็ดกาแฟ เหลือแต่เมล็ดกาแฟที่ย่อยไม่ได้และขับถ่ายออกมา

จากนั้นเกษตรกรจะไปเก็บมูลชะมด แล้วแยกเอาเฉพาะเมล็ดกาแฟออกไปทำความสะอาด แล้วตากให้แห้ง จากนั้นนำมาคั่วจนได้เป็นเมล็ดกาแฟคั่วที่สมบูรณ์ ซึ่งสามารถนำมาบดและชงดื่มได้ต่อไป

คอกาแฟบอกว่า กาแฟชนิดนี้มีรสชาติและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ที่เกิดจากกระบวนการหมักในกระเพาะของตัวชะมด แต่บางคนไม่เห็นด้วย และชี้ว่านี่เป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาด อีกทั้งยังเป็นการทรมานสัตว์ เพราะราคากาแฟชี้ชะมดที่สูงทำให้มีการจับชะมดมาเลี้ยงเป็นฟาร์มเพื่อใช้ในการนี้เพิ่มขึ้น

8. ฟัวกราส์

Foie gras with vegetables in a white plate.
Getty Images
วัฒนธรรมการกินฟัวกราส์มีมาตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ

ฟัวกราส์ ทำมาจากตับห่านหรือตับเป็ดที่ถูกขุนให้ตับมีขนาดโตกว่าปกติถึง 10 เท่า ทำให้ตับแบบนี้มีรสชาติเข้มข้นและมันละมุนลิ้น

ผู้ที่ชื่นชอบมักยอมจ่ายเงินในราคาสูงเพื่อให้ได้ลิ้มลองอาหารหรูชนิดนี้ แต่ผู้ที่ต้องจ่ายค่าเสียหายตัวจริงก็คือเป็ดหรือห่านที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกบังคับให้กินอาหารเกินขนาดโดยใช้ท่อกรอกปากเพื่อให้ตับมีขนาดใหญ่กว่าปกตินั่นเอง

การเลี้ยงสัตว์ปีกเพื่อใช้ทำฟัวกราส์เช่นนี้มีมาตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณราว 2,500 ปีก่อนคริสตกาล ในปัจจุบันหลายประเทศกำหนดให้การผลิต การนำเข้า และการจำหน่ายฟัวกราส์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพราะถือเป็นการทรมานสัตว์ อย่างไรก็ตามอาหารชนิดนี้ยังคงได้รับความนิยมในหลายประเทศ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ 8อาหารราคาแพงที่สุดในโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง