ไร้นักเรียนนายร้อยตํารวจหญิง สิทธิของผู้เสียหายหญิงและเด็กจะเป็นอย่างไร

BBC THAI

ไร้นักเรียนนายร้อยตํารวจหญิง สิทธิของผู้เสียหายหญิงและเด็กจะเป็นอย่างไร – BBCไทย

ไร้นักเรียนนายร้อยตํารวจหญิง – ปี 2552 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สร้างปราฏการณ์เปิดรับสมัครนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิงครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 107 ปีของวงการตำรวจไทย แต่เรื่องราวนี้กำลังจะจบลงในปีการศึกษาหน้าเมื่อมีคำสั่งให้ยุติการรับสมัครนักเรียนนายร้อยหญิงไปแล้ว

กลุ่มสิทธิสตรีมองว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวขัดต่อกฎหมายว่าด้วยความเท่าเทียมทางเพศและปฏิญญาของสหประชาชาติเกี่ยวกับความก้าวหน้าของสตรี และทำให้บทบาทสตรีในวงการตำรวจถอยหลังลงคลอง รวมถึงกระทบสิทธิผู้หญิงในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมระยะยาว

“นี่คือสิ่งที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่รัฐบาลเคยร่วมรับรองปฏิญญาปักกิ่งและแผนปฏิบัติการเพื่อความก้าวหน้าของสตรี เมื่อเดือน ก.ย.ปี 2538 ซึ่งรัฐบาลก็ต้องตอบให้ได้กับการตัดสินใจดังกล่าวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลบอกกับบีบีซีไทย

การตัดสินใจของ สตช. ทำให้เกิดคำถามขึ้นต่อรัฐบาลปัจจุบันที่พยายามส่งเสริมงานด้านสิทธิมนุษยชนให้เป็นวาระแห่งชาติ ในขณะที่หลายรัฐบาลที่ผ่านมาพยายามดำเนินการพัฒนาสตรีและส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชายอย่างต่อเนื่อง

นางอุษา เลิศศรีสันทัด ผู้อำนวยการมูลนิธิผู้หญิง แสดงความกังวลเกี่ยวกับการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของผู้หญิงในอนาคต เพราะในปัจจุบันจำนวนพนักงานสอบสวนหญิงก็ไม่พอเพียงอยู่แล้ว หากว่ายุติการรับนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิงออกไป ก็จะส่งผลต่อคดีเกี่ยวกับเด็กและสตรีในอนาคตอย่างแน่นอน

“การมี พนง.สอบสวนหญิงช่วยได้มาก เพราะเหยื่อความรุนแรง ถูกล่วงละเมิด หรือถูกข่มขืน มักจะลังเลที่จะแจ้งความ แต่หากเรามี พนง.หญิง จะช่วยทำให้ผู้เป็นเหยื่อมีความสบายใจที่จะแจ้งหรือให้ปากคำกับ พนง.สอบสวนที่เป็นหญิงมากกว่า” นางอุษากล่าวกับบีบีซีไทย

พนักงานสอบสวนหญิงรายหนึ่งซึ่งเคยเป็นนักเรียนนายร้อยหญิงรุ่นแรกแต่ไม่ประสงค์จะออกนามเพราะเกรงจะกระทบต่อหน้าที่ บอกกับบีบีซีไทย ว่า ตำรวจหญิงมีบทบาทสำคัญและจำเป็นต่อการปฏิบัติงานของตำรวจโดยเฉพาะคดีทางเพศ เธอบอกว่า จนถึงขณะนี้ ยังไม่เข้าใจเหตุผลของการตัดสินใจเรื่องดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นเรื่องการบริหารจัดการ แต่การยุติการรับนักเรียนนายร้อยหญิงก็ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย

“ปัจจุบันจำนวนพนักงานสอบสวนหญิงหรือตำรวจหญิงก็มีอยู่ไม่เพียงพออยู่แล้ว ในขณะที่คดีเกี่ยวกับผู้หญิง คดีทางเพศและเด็กก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ในความเห็นส่วนตัวขอบอกเลยว่าไม่เห็นด้วย” เธอเล่า

ขัดต่อ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ

นางอุษา ผู้อำนวยการมูลนิธิผู้หญิงกล่าวอีกว่า นอกจากจะขัดกับปฏิญญาที่มีต่อ 189 ประเทศ แล้ว ยังขัดต่อ ตามมาตรา 3 ของ พ.ร.บ. ความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ที่ระบุว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ หมายความว่า การกระทำหรือไม่กระทำการใดอันเป็นการแบ่งแยก กีดกัด หรือจำกัดสิทธิประโยชน์ใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยปราศจากความชอบธรรม เพราะเหตุที่บุคคลนั้นเป็นเพศชายหรือเพศหญิง หรือมีการแสดงออกที่แตกจากเพศโดยกำเนิด”

เธอเสริมว่า พ.ร.บ.นี้กำหนดให้ภาครัฐมีกลไกต่าง ๆ ในการกำกับดูแลหน่วยงานภาครัฐให้ปฏิบัติตามกรอบดังกล่าว เช่น การมีคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ซึ่งอำนาจหน้าที่ชัดเจนตามและมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นอกจากนี้ยังมีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

“ก่อนหน้านี้ทาง สตช. ยกเลิกการรับสมัครพนง.สอบสวนหญิงไปแล้ว และต่อมาก็มีประกาศของโรงเรียนนายร้อยตำรวจที่ไม่เปิดรับนักเรียนผู้หญิง จึงขอตั้งคำถามไปยังกลไกระดับชาติต่างๆ ว่า ล้มเหลวแล้วหรือไม่ ถึงปล่อยให้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นการขัดต่อกฎหมาย” นางอุษากล่าวและเสริมว่าในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการวินิจฉัยว่าด้วยการเลือกปฏิบัติระหว่างเพศ เธอจะนำเรื่องนี้เขาที่ประชุมในช่วงปลายเดือนนี้

ตัดโอกาสผู้หญิงในสายงานตำรวจ?

นายจะเด็จแห่งมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลกล่าวว่าเขากังวลเรื่องโอกาสในการเติบโตในสายงานตำรวจของผู้หญิงในอนาคต เพราะตามระบบแล้วนอกจากหน้าที่ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจจะเป็นสถานศึกษาอบรมบุคลากรแล้วยังเป็นจุดสร้างเครือข่ายในวงการสีกากีอีกด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและความก้าวหน้าทางอาชีพตำรวจอีกด้วย

“ดังนั้นการยกเลิกรับนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง ถือเป็นการปิดโอกาส ปิดอาชีพ สำหรับผู้หญิง เพื่อขึ้นสู่ตำแหน่งด้านการบริหารสูง ๆ ไปโดยปริยาย” เขากล่าวย้ำ

เว็บไซต์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ระบุว่า โดยปกติการเข้าสู่วงการตำรวจผ่านโรงเรียนนายร้อยตำรวจของผู้หญิงนั้นจะเริ่มต้น ภายหลังจากที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 (อายุราว 16-21 ปี) จะมีสิทธิเข้าสอบเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจเป็นเวลา 4 ปี โดยเฉลี่ยวิธีดังกล่าวจะรับผู้หญิงเข้าเรียนประมาณ 60-70 คนต่อปีการศึกษา

ปรับหลักสูตรตามกลาโหม

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า การปิดรับนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง เป็นไปตามการปรับหลักสูตรของกระทรวงกลาโหม เพื่อให้สอดรับทั้ง 4 เหล่าทัพ จึงทำให้นักเรียนนายร้อยตำรวจตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไปจะรับจากผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหารเท่านั้น

“ขอยืนยันว่า การตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวจะไม่เป็นการตัดสิทธิการเข้ารับราชการตำรวจของผู้หญิง เพราะมีช่องทางอื่น ๆ ที่ผู้หญิงสามารถเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เช่น การเปิดรับบุคคลภายนอกที่มีคุณวุฒิในสาขาต่าง ๆ” รองโฆษก สตช. กล่าว

ตำรวจหญิงช่วยลดความรุนแรง

งานวิจัยหลายชิ้นในประเทศพัฒนาแล้วระบุว่าการมีเหจ้าหน้าที่หญิงช่วยลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติงานของตำรวจได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่มีการเผชิญหน้ากัน อย่างในสหรัฐฯ

หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานเมื่อเดือน ก.ค. 2558 โดยอ้างคำพูดของเดวิด คูเปอร์ อดีตหัวหน้าตำรวจในเมืองเมดิสัน ที่เขียนไว้ว่า

“การมีตำรวจผู้หญิงคือการสร้างความแตกต่างอย่างมาก และทำให้แผนกตำรวจดูดีมากขึ้น คุณเคยเห็นตำรวจหญิงพัวพันกับคดีเกี่ยวกับการยิงหรือไม่ที่ผ่านมา”

AFP/GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ
the National Center for Women and Policing พบว่าโดยเฉลี่ยจะมีการร้องเรียนเจ้าหน้าที่ชายมากกว่าเจ้าหน้าที่หญิงมากกว่า 8.5 เท่า

สื่ออเมริกันฉบับนี้ยังได้ระบุว่าตลอด 40 ปีที่ผ่านมา มีผลการศึกษาหลายฉบับที่แสดงให้เห็นว่า ตำรวจหญิงมีความประนีประนอมมากกว่าตำรวจชาย และ และเลี่ยงที่จะใช้อำนาจตามกฎหมายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่น้อยกว่าตำรวจชาย ในขณะเดียวกันทักษะด้านการสื่อสารก็มีประสิทธิภาพมากกว่า ผลจากงานวิจัยดังกล่าวส่งผลให้เกิดความคาดหวังในบรรดาผู้หญิงอเมริกันที่ต้องการเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวงการตำรวจมากขึ้นในช่วงต้น ๆ ของ ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ยังงานศึกษาฉบับหนึ่ง “Police Women on Petrol” (ตำรวจหญิงในภารกิจลาดตระเวน) ที่สนับสนุนโดยมูลนิธิตำรวจสหรัฐ ฯ เมื่อปี 1974 พบว่า เจ้าหน้าที่ผู้หญิงมีความสามารถเท่าเทียมกับผู้ชายในสถานการณ์ลักษณะเดียวกัน (เช่นเกี่ยวกับอารมณ์โกรธ คนมึนเมา หรือความรุนแรงระหว่างบุคคล) โดยสิ่งที่ค้นพบหลัก ๆ คือ “ผู้หญิงปฏิบัติงานด้วยความรุนแรงที่น้อยกว่า เพราะพวกเขาเชื่อว่า การเลี่ยงการเกิดความรุนแรงหรือทำให้สถานการณ์ตึงเครียดคลี่คลายลงน่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ดีกว่าการใช้กำลัง”

แม้ว่างานวิจัยดังกล่าวจะทำมาแล้วหลายสิบปี แต่ก็มีหลักฐานเป็นงานวิจัยหลายครั้งเมือไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ยืนยันไปในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการร้องเรียนการปฏิบัติงานของตำรวจ ระหว่างปี 2004-2014 จากสถานีตำรวจในเมืองสำคัญ ฯ ในสหรัฐฯ เช่น เดนเวอร์ อินเดียนาโพลิส กรุงวอชิงตัน ดีซี และแคนซัส ก็สะท้อนว่าการร้องเรียนเรื่องการใช้กำลังเกินกว่าเหตุในตำรวจหญิงน้อยกว่าตำรวจชายอยู่มาก โดยจากเอกสารการวิเคราะห์เรื่องดังกล่าวจัดทำโดย the National Center for Women and Policing พบว่าโดยเฉลี่ยจะมีการร้องเรียนเจ้าหน้าที่ชายมากกว่าเจ้าหน้าที่หญิงมากกว่า 8.5 เท่า

เพิ่มความหลากหลายเพื่อสู้ภัยแนวใหม่ ๆ

ในสหราชอาณาจักร รัฐบาลให้ความสำคัญของความเท่าเทียมกันทางเพศในสายงานตำรวจเพราะเชื่อว่า ผู้หญิงมีทักษะและความชำนาญแตกต่างจากผู้ชาย และที่สำคัญจุดเด่นของความหลากหลายทางเพศ ยังนำไปสู่ศักยภาพที่สูงขึ้นในการจัดการกับอาชญกรรมรูปแบบใหม่ได้

นางเทรีซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าวเมื่อปี 2015 ในเรื่องเกี่ยวกับบทบาทของสตรีในวงการตำรวจว่า ทุกวันนี้อาชญากรรมและภัยต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมาก ความต้องการมีเจ้าหน้าที่ที่มีทักษะการสอบสวนที่เก่ง หรือการบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้องเหมาะสมอย่างเดียวไม่เพียงพอ

เธอกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (compassion) มีความยืดหยุ่น (flexibility) ในการจัดการกับอาชญากรรม ที่ซับซ้อนมากขึ้น และช่วยเหลือเหยื่อผู้ผ่านประสบการณ์อันเลวร้าย ซึ่งความหลากหลายทางเพศของเจ้าหน้าที่ถือเป็นสิ่งสำคัญ

บทความก่อนหน้านี้ผลวิจัยใหม่ชี้โพรไบโอติกส์ตามท้องตลาด ไร้ประโยชน์ต่อสุขภาพ
บทความถัดไปล้วงข้อมูล บริติช แอร์เวย์ : สิ่งที่คุณต้องทำ?