จากน้องปูสู่ลูกทั้งสาม ทักษิณส่งเอม-อิ๊งลุยการเมือง ตอกย้ำ “พรรคชินวัตร” ?

จากน้องปูสู่ลูกทั้งสาม ทักษิณส่งเอม-อิ๊งลุยการเมือง ตอกย้ำ “พรรคชินวัตร” ? – BBCไทย

จากน้องปูสู่ลูกทั้งสาม – วิเคราะห์พรรคเพื่อไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่การเป็น “พรรคเลือดแท้ชินวัตร” เมื่อสามพี่น้อง “โอ๊ค-เอม-อุ๊งอิ๊ง” เตรียมสมัครเป็นสมาชิกพรรค และลุยลงพื้นที่หาเสียง ท่ามกลางวิกฤตทางคดีเช็คกรุงไทยที่ ทักษิณ ชินวัตร พลิกมาเป็นโอกาสทางการเมือง

คำประกาศ “สู้” ของสามพี่น้องตระกูลชินวัตร โอ๊ค พานทองแท้, เอม พินทองทา และ อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร เกิดขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ หลัง พานทองแท้ บุตรชายคนโตของ ทักษิณ ชินวัตร กับคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร์ ถูกอัยการสั่งฟ้องในคดีทุจริตการปล่อยกู้สินเชื่อของธนาคารกรุงไทยให้แก่กลุ่มกฤษดามหานคร ฐาน “สมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน” จากกรณีมีชื่อปรากฏเป็นผู้รับเช็คจำนวน 10 ล้านบาท

พานทองแท้ พี่คนโต ประกาศทางบัญชีเฟซบุ๊กของเขาเมื่อ 9 ต.ค.

“เอาคดีปักมันไว้ มันจะได้ไม่อยู่ให้รำคาญใจ ช่วงเลือกตั้ง..!!” และ “จะชวนทุกคนในบ้านมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค” และ “ไม่อยากให้ผมไปช่วยหาเสียง-ผมก็จะไปมันทุกจังหวัด” และ “ทุกพรรคการเมืองที่อยู่ในฝั่งประชาธิปไตย ให้รวมพลังกันเอาชนะการสืบทอดอำนาจของฝ่ายเผด็จการฯให้ได้..!!”

พินทองทา น้องคนรอง ระบุทางบัญชีอินสตาแกรมของเธอ เมื่อ 10 ต.ค.

BBC Thai

“คิดมาเสมอว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ จนกระทั่งมาเป็นเรื่องพี่โอ๊ค… มาถึงรุ่นพวกเราแล้วเหรอเนี่ย! แต่ในเมื่อจะทำกันขนาดนี้… เราก็คงจะไม่นั่งนิ่งเฉยให้ถูกรังแก” และ “ถ้าสู้ตามเนื้อกฎหมายยังไงเราก็ชนะ!! แต่เรื่องของธงทางการเมืองความแค้นส่วนตัวของคนบางคน อันนี้อยู่เหนือการควบคุมและคาดเดาจริง ๆ”

แพทองธาร ลูกสาวคนเล็ก ตัดพ้อทางบัญชีอินสตาแกรมของเธอวันเดียวกัน

” ‘ลูกทักษิณ’ ไม่เคยได้รับอะไรเหมือนคนอื่นเค้าหรอก “ลูกทักษิณ” ได้รับอะไร แรงกว่าคนอื่นเสมอ…” และ “สมัครสมาชิกเพื่อไทยเมื่อไรกันดี”

ตลอดเวลากว่า 1 ปีนับจาก ต.ค. 2560 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดสำนวนคดีพิเศษกล่าวหาผู้รับโอนเช็ค 4 ราย ประกอบด้วย พานทองแท้ ชินวัตร, กาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน, วันชัย หงษ์เหิน สามีของกาญจนาภา และ เกศินี จิปิภพ มารดาของกาญจนาภา ในมูลค่าการกระทำความผิด 26 ล้านบาท และ 10 ล้านบาท (ต่อมาเดือน ส.ค. 2561 ดีเอสไอสรุปสำนวนให้อัยการสั่งฟ้องเฉพาะ 3 รายแรก ก่อนที่อัยการจะสั่งไม่ฟ้องพานทองแท้และเกศินีในคดีเช็ค 26 ล้านบาท) กิจวัตรประจำสัปดาห์ของพี่น้องตระกูลชินวัตรคือการเข้าร่วมประชุมกับทีมทนายความ ทำความเข้าใจข้อกฎหมาย ภาษาการเมือง และเกมการเมือง

จากน้องปูสู่ลูกทั้งสาม
THAI NEWS PIX

พลิกวิกฤตทางคดีลูกชาย เป็นโอกาสทางการเมืองเพื่อไทย

กระทั่งคดีมาถึงจุดที่ทายาทคนโตวัย 38 ของทักษิณ ต้องเดินขึ้นสู่ศาล ด้วยเดิมพันสูงสุดคือโทษ “จำคุก 1-10 ปี” โดยมีอายุความ 15 ปี ทักษิณจึงเลือก “พลิกวิกฤตทางคดี” ให้เป็น “โอกาสทางการเมือง” ของพรรคเพื่อไทย หลังประสบปัญหา “พรรคไร้หัว” มายาวนาน และกำลังสาละวนอยู่กับการเฟ้นหาหัวหน้าพรรคคนใหม่

ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้กำลังใจพานทองแท้ ชินวัตร / THAI NEWS PIX

ที่สำคัญเป็นช่วงที่ทักษิณมี “แต้มต่อ” เพิ่มขึ้นเมื่อการเลือกตั้งใกล้มาถึง จึงไม่แปลกหากทั้ง “แกนนำ-แกนตาม” พรรคเพื่อไทยจะปรากฏกายให้กำลังใจบุตรชาย “นายใหญ่” ตั้งแต่หน้าสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อฟังคำสั่งทางคดี ไปยันหน้าศาลฎีกาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเพื่อทำเรื่องขอปล่อยตัวชั่วคราว

ทุกความเคลื่อนไหวที่ปรากฏในกรณี “ลูกโอ๊ค” ถูกถอดรหัสเป็นเกมต่อสู้ทางการเมืองของ “พรรค-พวกทักษิณ” อย่างน้อย 2 ประการ

1. เป็นการสยบข่าวลือเรื่องทักษิณทิ้งพรรค ท่ามกลางข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ไม่อนุญาตให้ “คนนอก” ก้าวก่ายแทรกแซงกิจการของพรรคการเมืองโดยกำหนดโทษถึงขั้นยุบพรรค เพราะเมื่อลูก ๆ ของทักษิณเตรียมสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ก็เป็นเครื่องยืนยันได้ว่านี่คือ “พรรค(เลือดแท้)ชินวัตร”

ดังนั้นไม่ว่าใครจะขึ้นเป็น “ผู้นำคนใหม่” ในการประชุมใหญ่ของพรรควันที่ 28 ต.ค. นี้ ผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจก็ยังคงเป็น “ผู้นำคนเดิม”

2.เป็นการส่งสัญญาณถึงมวลชน 14 ล้านเสียงของพรรคเพื่อไทยให้เตรียมพร้อมเป็น “เกราะป้องกันภัย” ให้บุตรชาย “ผู้นำพเนจร” เมื่อคดีงวดเข้ามา ซึ่ง “เกมมวลชน” ในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และน้องสาวของทักษิณ ต้องวิ่งขึ้น-ลงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ก่อนที่เธอจบหลบหนีโทษจำคุกออกนอกประเทศไปเมื่อ ส.ค. 2560

เสียงตะโกน “ยิ่งลักษณ์สู้ ๆ” ดังขึ้นจากประชาชนที่มาปักหลักรอให้กำลังใจหน้าศาลฎีกาฯ ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถึงกับน้ำตารื้น ก่อนเข้ารับการไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยนัดสุดท้ายเมื่อ 21 ก.ค. 2560 / WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

เกมมวลชน

อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณรายหนึ่งวิเคราะห์ให้บีบีซีไทยฟังว่า จังหวะในการเปิดหน้าสู้ของพานทองแท้ในคดีเช็คกรุงไทยโดยอาศัย “เกมมวลชน” ถือว่า “ดีกว่า” และ “ปลุกเร้าได้มากกว่า” จังหวะของยิ่งลักษณ์ ด้วยเพราะปี 2559-2560 คะแนนนิยมในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังค่อนข้างสูง อีกทั้ง คสช. ได้บังคับใช้กฎหมายพิเศษอย่างเข้มข้น ต่างจากปี 2561-2562 ที่รัฐบาล คสช. จำเป็นต้องผ่อนปรนประกาศ/คำสั่งต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปตามโรดแมปเลือกตั้ง อีกทั้งรัฐบาลยังอยู่ในช่วง “ขาลง” จากปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน และเสียงวิจารณ์เรื่องคนในรัฐบาล คสช. ส่งสัญญาณ “ยืดอำนาจ” ต่อผ่านพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และแนวร่วม

“รังแกลูกทักษิณ” วาทกรรมเรียกคะแนนสงสาร

หากในการเลือกตั้งปี 2554 วาทกรรม “โคลนนิ่งทักษิณ” มีส่วนสำคัญในการนำยิ่งลักษณ์ขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมืองในฐานะนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 หลังลงสู่สนามการเมืองเพียง 49 วัน เชื่อกันว่าวาทกรรม “รังแกลูกทักษิณ” จะถูกผลิตออกมาเพื่อแปรคะแนนความสงสาร-เห็นใจ-คับแค้นใจของบรรดาแฟน ๆ ให้กลายเป็นคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งปี 2562

“เกมมวลชน” จึงหวังผลในเชิงจิตวิทยาได้ 2 ส่วน ทั้งเพื่อปกป้องลูกชาย และปกป้องพรรคที่กำลังถูกทำให้ “เล็กลง” ด้วยระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งเมื่อพลิกสูตรคำนวณกันออกมาแล้วปรากฎว่าพรรคอันดับหนึ่งอย่างเพื่อไทยมีโอกาสสูงที่จะไม่ได้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเลย หรือถ้าได้ก็น้อยมาก

นี่เป็นอีกครั้งที่ทักษิณชิงกำหนดเกมใหม่ โดยเลือกเส้นทาง “เสี่ยงสูง-ให้ผลตอบแทนสูง”

เมื่อ “พญาสิงห์” ออกโรง

อย่างไรก็ตามคดี “ลูกโอ๊ค” กับ “น้องปู” มีจุดต่างที่สำคัญในบางประการ นั่นคือ ยิ่งลักษณ์เป็นนักการเมือง และคดีจำนำข้าวก็ถูกตั้งเรื่องหลังรัฐประหารปี 2557 ทำให้ฝ่ายยิ่งลักษณ์กล่าวอ้างว่าถูก “กลั่นแกล้งทางการเมือง” ขณะที่คดีของพานทองแท้เป็นคดีทุจริตของบุคคลธรรมดา (แต่เป็นบุตรชายของอดีตผู้นำ) ซึ่งตั้งเรื่องตั้งแต่ปี 2548 เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตรวจพบความไม่ชอบมาพากลกรณีผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อนุมัติเงินกู้ ให้แก่กลุ่มบริษัทกฤษดามหานครกว่า 9,900 ล้านบาท ก่อนที่ วิชัย กฤษดาธานนท์ ผู้บริหารกฤษดามหานคร (ขณะนั้น) กับพวก จะโอนเงินไปยังบุคคลและนิติบุคคลอื่น ๆ กว่า 159 ราย (มีชื่อพานทองแท้รับเช็ค) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นระหว่างปี 2546-2547 โดยผู้เกี่ยวข้องทั้งผู้บริหารกรุงไทยและกฤษดามหานครก็ถูกพิพากษาจำคุกไปแล้วตั้งแต่เดือน ส.ค. 2558 นี่จึงเป็นความกังวลใจขั้นสูงสุดของผู้เป็น “พ่อ” และ “แม่”

การขึ้นศาลของพานทองแท้เมื่อวันที่ 10 ต.ค. จึงเป็นพื้นที่ “ปรากฏตัวทางการเมือง” ของคุณหญิงพจมาน

ภาพที่ปรากฏหน้าศาลฎีกาแผนกคดีทุจริตเมื่อวาน ถูกนำไปเทียบเคียงกับภาพคุณหญิงพจมานไปขึ้นศาลเพื่อฟังคำตัดสินคดีหลีกเลี่ยงภาษีภาษีหุ้นชินคอร์ป 546 ล้านบาท เมื่อ 24 ส.ค. 2554 ซึ่งศาลได้ยกฟ้องเธอ โดยมีลูก ๆ คอยให้กำลังใจมารดาอย่างพร้อมหน้า / AFP/GETTY IMAGES

“เห็นบางคนบอกว่าพญาสิงห์ออกหน้าแล้ว ก็คิดกันไปได้ แต่คนเป็นแม่ อย่างไรก็ต้องมา คนอาจจะมองเป็นเรื่องการเมือง แต่เนื้อจริง ๆ ท่านไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรกับพรรค” เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ซึ่งเดินทางไปให้กำลังใจพานทองแท้ด้วย บอกกับบีบีซีไทย

เรืองไกรปฏิเสธเร่งคดีเปรมรับเช็ค กระทบคดีโอ๊ค

ส่วนกระแสข่าว “คุณหญิง” มุดเข้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ เรืองไกรบอกว่า “ข่าวนี้นานแล้ว มันมีภาพข่าวที่คุณหญิงพจมานไปบ้านสี่เสาฯ ถ้าจำไม่ผิดที่ตอนที่คุณทักษิณกลับไทย ก่อนมีการตัดสินคดีที่ดินรัชดา” แต่กับกระแสข่าวมุดบ้านป๋ารอบใหม่หลังมีคดีบุตรชาย เรืองไกรบอกว่าไม่รู้ไม่เห็น

ส่วนบทบาทเรืองไกรก่อนหน้านี้ที่ตาม “เกาะติด” ดีเอสไอให้เร่งสั่งฟ้องคดีเช็คกรุงไทยกับผู้รับเช็ครายอื่น ๆ ที่มีชื่อปรากฎ 159 คน ในจำนวนนี้เป็นชื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ จำนวน 2.5 แสนบาท (คดีขาดอายุความไปแล้วเมื่อ ก.ย. 2561) และ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป นายทหารคนสนิทของ พล.อ.เปรม จำนวน 1 แสนบาท ส่งผลให้คดีของพานทองแท้เดินมาถึงจุดนี้หรือไม่

เจ้าตัวปฏิเสธทันควัน “ไม่ขัด ผมร้องเรื่องป๋า (พล.อ.เปรม) ตั้งแต่เดือน ก.พ. 2559 แล้วก่อนมีการตั้งเรื่องคดีคุณโอ๊คอีก โดยได้ไปร้องที่ ศอตช. (ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ) แต่เรื่องเงียบหายไป คนไม่รู้ คิดว่าผมเพิ่งลุกมาทำหลังตั้งมีคดีคุณโอ๊ค” และย้ำว่าได้ทำหน้าที่ตามข้อเท็จจริงและหลักฐานอันเป็นที่ประจักษ์ว่าเป็น “บัญชีเดียวกัน แต่ต่างกันที่เลขเช็ค”

แม้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการต่อสู้คดีของพานทองแท้ แต่เรืองไกรให้ความเห็นว่าหากเขาเป็นทนายความของพานทองแท้ เขาจะขอเรียกดูสถานะทางบัญชีธนาคารของทั้ง 159 คนที่มีชื่อปรากฏเป็นผู้รับเช็คกรุงไทยเพราะถือเป็น “ผู้เกี่ยวข้องทางคดี” อย่าง พล.อ.เปรมแม้คดีขาดอายุความไปแล้ว แต่ก็สามารถขอศาลออกหมายเรียกมาให้การในฐานะพยานได้ และต่อสู้ประเด็นเรื่องพนักงานสอบสวนใช้ดุลพินิจ “ตัดฟ้อง” และนำสืบต่อหน้าศาลว่าสำนวนที่ฟ้องมามีเจตนาฉ้อฉลหรือไม่

5 พ.ย. เป็นอีกครั้งที่พานทองแท้ต้องขึ้นศาล ในการนัดสอบคำให้การจำเลยว่าจะรับสารภาพหรือปฏิเสธ เรืองไกรบอกว่าการไปให้กำลังใจ “ลูกโอ๊ค” ของเพื่อนร่วมพรรคเพื่อไทย “เป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคนี้ต้องโดยพ่อโอ๊คอยู่แล้ว เขาก็เลยไปเป็นกำลังใจ แต่จะไปกันเยอะหรือน้อย ไม่มีผลทำให้กระบวนการพิจารณาของศาลเยี่ยงเบนไปได้ เพราะศาลมีหน้าที่ตัดสินข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย”

บทความก่อนหน้านี้บทบรรณาธิการ : จีที 200
บทความถัดไปชกไม่มีมุม : 3 นายพลกับพันศักดิ์ ในคดีอุ้มฆ่าประวัติศาสตร์