แรงงานไทยในอิสราเอล : รู้จักล่ามลูกครึ่งหญิงที่ช่วยเรียกร้องสิทธิ์ให้คนไทย

แรงงานไทยในอิสราเอล : รู้จักล่ามลูกครึ่งหญิงที่ช่วยเรียกร้องสิทธิ์ให้คนไทย – BBCไทย

จากเด็กที่ฝันจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ เพื่อคิดค้นหายารักษาโรคช่วยคนให้หายป่วย กัญญพชร อาดีร์ บาคาร์ กำลังจะได้ทำงานเป็นนักโภชนาการแทน ในระหว่างทางไปสู่การทำงานในอาชีพ ตามที่ได้เรียนมา อาดีร์ ล่ามลูกครึ่งหญิงไทย-อิสราเอล มีโอกาสได้ทำตามฝันในการช่วยเหลือผู้คน แต่เป็นเพื่อนร่วมชาติที่ประสบความเดือดร้อนในต่างแดน

ล่ามลูกครึ่งหญิง

อาดีร์เกิดและเติบโตที่กรุงเทพฯ ช่วงครึ่งแรกของชีวิตเธออยู่ที่เมืองไทย และครึ่งหลังเมื่อนับถึงวัย ปัจจุบัน 28 ปี อยู่ในอิสราเอลประเทศบ้านเกิดของคุณพ่อ ที่เธอย้ายมาอยู่หลังจบชั้น ม.3 และเรียนต่อจนจบปริญญาตรีสาขาโภชนาการ จาก Tel Hai Academic College อีกไม่นานหลังฝึกงาน ที่โรงพยาบาล Meir Medical Center เสร็จ อาดีร์ก็จะได้เป็นนักโภชนาการเต็มตัว

ปัจจุบันอาดีร์ทำงานเป็นล่ามให้คาฟลาโอเวด องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานช่วยเหลือแรงงานหลากหลาย สัญชาติในอิสราเอลรวมทั้งแรงงาน เกษตรชาวไทย กลุ่มคนที่อาดีร์เคยได้พบเจอตามงานรวมตัวสังสรรค์ในวันหยุดไทย หรือที่เคยไปช่วยเป็นล่ามแปลภาษาตามสถานีตำรวจหรือในศาล ซึ่งแรงงานไทยต่างมีคำถามพรั่งพรูเกี่ยวกับสิทธิต่าง ๆ และหลายกรณีที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ตอนนั้นเธอได้แต่คิดว่าตัวเองไม่มีความรู้และไม่มีกำลัง ที่จะช่วยเหลือแรงงานไทยได้เลย

“มีอยู่วันหนึ่งเพื่อนอาดีร์ที่เขาเป็นทนายได้ส่งข้อความมาทางเฟซบุ๊กว่าองค์กรคาฟลาโอเวดประกาศหาล่าม ลองทำดูไหม อาดีร์คิดว่าการทำงานนี้ จะทำให้เราได้ช่วยคนแน่ ก็เลยลองส่งเรซูเม่ (ประวัติการทำงานและการศึกษา) ไป แล้วเขาก็เรียกไปสัมภาษณ์ค่ะ” อาดีร์ เล่าที่มาที่ไปของการ ได้เข้ามาทำงานที่ตรงกับความต้องการในวัยเด็ก แม้จะผันไปจากความฝันที่อยากจะเป็น นักวิทยาศาสตร์ ค้นคว้าวิธีรักษาคนให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ และป้องกันไม่ให้คนมีอาการป่วยมากขึ้น แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือการช่วยเหลือคน

ในการเข้าทำงานกับองค์กรคาฟลาโอเวด นอกจากจะมีการสอบถามพื้นฐานความรู้ ทางภาษาไทยและฮีบรู ประวัติการทำงานกับคนไทยในอิสราเอลแล้ว องค์กรคาฟลาโอเวด ยังต้องการทราบอุดมการณ์ของเธอ ซึ่งอาดีร์บอกอย่างชัดแจ้งว่าเธอไม่ฝักใฝ่ในเรื่องการเมือง แต่มุ่งสนใจช่วยเหลือคน และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้มีโอกาสมาทำงานคลุกคลีรับรู้เรื่องราว ความทุกข์ยากของแรงงานไทยอีกจำนวนมาก

ที่อยู่อาศัยของแรงงานไทย

BBC

“มีหลายกรณีที่แรงงานไทยถูกเอาเปรียบ บางคนทำงานแบบไม่มีวันหยุดพักผ่อนเลย ซึ่งถ้าเป็นเรา ทำงานหนักขนาดนั้น คงทำไม่ไหวแน่นอน”

อาดีร์ทำงานเป็นล่ามกับองค์กรไม่แสวงหากำไรแห่งนี้มากว่าหนึ่งปี นอกจากการแปลภาษาแล้ว เธอยังทำหน้าที่บริหารเฟซบุ๊ก ขององค์กรในส่วนภาคการเกษตร ซึ่งมีชื่อเพจว่า Kavlaoved Agriculture – องค์กร คาฟลาโอเวด ซึ่งทำให้เธอเข้าถึงคนงานได้ง่ายขึ้น ในเวลาเดียวกันก็ทำให้คนงานที่ต้องการคำปรึกษาได้รับความช่วยเหลือได้สะดวกขึ้น เธอยังเขียนเนื้อหาในเพจที่ช่วยให้ความรู้ด้านกฎหมาย แก่แรงงานไทยในอิสราเอลด้วย

“ปัญหาส่วนใหญ่ที่อาดีร์เจอ รวมกับที่แรงงานร้องเรียนมาคือ ปัญหาค่าแรงที่ได้ไม่ตรงตามกฎหมาย กับปัญหาที่อยู่อาศัยแย่ แต่คนงานส่วนใหญ่ เลือกที่จะไม่ร้องเรียน เพราะพวกเขาส่วนใหญ่ จะกลัวนายจ้างกัน บางคนถูกนายจ้างขู่บ้างว่าจะส่งกลับไทยหรือย้ายงานบ้าง หรือบางทีก็ถูก ตะคอกบ้าง เลยทำให้พวกเขาไม่กล้าที่จะเผชิญหน้า” อาดีร์ซึ่งเป็นลูกครึ่งไทย-อิสราเอลบอกว่าคนงานหลายคนไม่เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติที่คนอิสราเอลนั้น ชอบพูดเสียงดัง ฟังดูน่าตกใจมากกว่าจะมีอะไร เพราะมีบางกรณีที่แรงงานได้คุยกับนายจ้างอย่างเปิดอก แล้วทุกอย่างก็ดีขึ้นตามลำดับ

อาดีร์เล่าว่างานล่ามช่วยเหลือคนไทยที่ทำ ทั้งสร้างความประทับใจและหดหู่ใจให้เธอ “ที่ประทับใจสุด ๆ คือตอนที่คนงานโทรมาบอกเราว่านายจ้าง จ่ายเงินสิทธิให้เขาทั้งหมด แถมซื้อนาฬิกาให้เป็นที่ระลึกแล้วก็ยังพาไปเที่ยวด้วย เคสนี้ทำให้เรารู้สึกดีใจมากที่ได้รู้ว่านายจ้างดี ๆ ก็มี”

แรงงานไทยในอิสราเอล

BBC
แรงงานไทยบางส่วนไม่กล้าเปิดเผยตัวเมื่อร้องเรียนขอความเป็นธรรม

ส่วนที่ทำให้รู้สึกหดหู่และเป็นกรณีที่พบบ่อยคือการที่แรงงานถูกหลอกให้เซ็นเอกสารว่าจะไม่ดำเนินการใด ๆ ทางกฎหมายกับนายจ้าง และระบุว่า ได้รับเงินสิทธิทั้งหมดแล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง

“เคสแบบนี้เป็นอะไรที่หดหู่มากเลยค่ะ เราช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย เพราะเอกสารที่เขาเซ็นมีภาษาไทย กำกับไว้ด้วย บางคนก็บอกว่าถูกบังคับเซ็น แต่ว่าเขาไม่ได้อัดเสียงหรือมีหลักฐานอื่น ๆ มายืนยัน เลยทำให้ยากต่อการพิสูจน์ในทางกฎหมาย” เธอยังพบด้วยว่าแรงงานส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจ ถึงความสำคัญของลายเซ็น เลยทำให้ตกเป็นเหยื่อได้ง่ายจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นอกจากนี้ แรงงานยังไม่มีรายละเอียดที่ครบถ้วนของนายจ้าง หรือนายจ้างโยกย้ายให้ไปทำงานที่อื่นโดยไม่ถูกกฎหมาย จึงทำให้ปัญหาของแรงงานคนนั้น ๆ ซับซ้อนพอสมควรเมื่อจะดำเนินการฟ้องร้อง

“รู้สึกแย่ค่ะที่คนไทยต้องถูกเอาเปรียบจากคนอิสราเอล เพราะบางทีเขาไม่ได้มองว่าคนงานไทยเป็นคน แต่เปรียบเสมือนว่าเขาเป็นเครื่องจักรเครื่องหนึ่ง ส่วนตัวแล้วอาดีร์คิดว่าไม่ว่าคนเรา จะชาติไหนหรือผิวสีอะไร ก็ควรที่จะมองที่ตัวตนและเคารพคน ๆ นั้นค่ะ”

อีกไม่นานอาดีร์ก็จะได้ทำงานเป็นนักโภชนาการ แต่งานล่ามแปลภาษาไทยที่ทำมาได้ให้ ประสบการณ์ในการทำงานช่วยเหลือสังคม ซึ่งเธอเห็นว่าต้องมีความใจเย็น ไม่ตัดสินคนอื่น ไม่ว่าเขาจะดี หรือไม่ดี รวมทั้งไม่ฟังความเพียงข้างเดียวแล้วตัดสิน เพราะเธอเชื่อว่าการเจรจากัน ด้วยเหตุด้วยผลคือหัวใจของการทำงานให้สำเร็จ

บทความก่อนหน้านี้‘เหลิม’ นำทัพ เพื่อไทยหาเสียง ยินดี ‘โอ๊ค’ จ่อมาแจม ผุดวอร์รูมจับโกงเลือกตั้ง!
บทความถัดไปเซอร์ เดวิด แอตเทนบะระ : การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือ ‘ภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา’