แม่อุ้มบุญ : ฉันคลอดลูกที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง

JENNIFER JACQUOT มาริสสาอุ้มบุญให้คู่รักเพศเดียวกันจากสเปน

แม่อุ้มบุญ : ฉันคลอดลูกที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง – BBCไทย

แม่อุ้มบุญ – แคนาดาได้กลายเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับพ่อแม่ที่กำลังมองหาผู้หญิงที่อาสามาตั้งครรภ์แทนให้ และรับค่าตอบแทนเพียงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์

มาริสสา มัซเซลล์ ต้องเจ็บท้องอยู่นานถึง 16 ชั่วโมงกว่าจะให้กำเนิดทารกออกมาได้ ขณะที่ในระหว่างตั้งครรภ์ เธอก็แพ้ท้องรุนแรงจนต้องถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล 2 ครั้ง เธอต้องรับการฉีดฮอร์โมนทุกวันอยู่นานหลายเดือน และผ่านกระบวนการถ่ายฝากตัวอ่อนที่ล้มเหลวถึง 4 ครั้งด้วยกัน

แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อลูกสาวเธอเอง

มาริสสา แม่อุ้มบุญวัย 32 ปี เป็นหนึ่งในผู้หญิงหลายร้อยคนในแคนาดาที่เป็นอาสาสมัครตั้งครรภ์ให้ผู้อื่นโดยคิดเพียงแค่ค่าใช้จ่ายเล็กน้อยเท่านั้น

“ฉันเพิ่งสร้างครอบครัวไป… แต่ไม่ใช่ครอบครัวของฉันเอง” มาริสสาพูดกลั้วหัวเราะ เธอกำลังพักฟื้นจากการคลอดและเพิ่งมอบทารกให้คู่รักเพศเดียวกันจากสเปน

ตัวเลขความต้องการผู้หญิงอุ้มบุญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแคนาดา ข้อมูลบางแหล่งประเมินว่ามีความต้องการเพิ่มมากขึ้นกว่า 400 เปอร์เซ็นต์ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

การอุ้มบุญในแคนาดาต้องเป็นไปตามหลักปรัตถนิยม หรือเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง หมายความว่าแม่อุ้มบุญจะต้องไม่ทำเพื่อเงิน สหราชอาณาจักรเองก็ยึดหลักการนี้เช่นกัน

แต่กฎหมายในรัฐส่วนใหญ่ของแคนาดาเปิดช่องทางให้พ่อแม่ได้รับสิทธิ์ตามกฎหมายในตัวลูกที่เกิดจากการอุ้มบุญง่ายขึ้น และที่ต่างจากบางประเทศคือการเปิดโอกาสให้ทั้งคู่รักเพศเดียวกันและพ่อหรือแม่เพียงคนเดียวได้รับสิทธิ์นี้ด้วย

การอุ้มบุญโดยไม่หวังผลตอบแทนในรูปตัวเงินเป็นที่ยอมรับในเชิงจริยธรรมสำหรับบางคน และใช้ต้นทุนต่ำกว่ามากหากเปรียบเทียบกับบางประเทศที่มีการให้อุ้มบุญเชิงพาณิชย์ได้อย่างในสหรัฐฯ

“ฉันเห็นแม่อุ้มบุญชาวอเมริกันหลายคนที่มีรายได้หลายพันดอลลาร์สหรัฐฯ จากการตั้งท้องแทนคนอื่น แต่เราไม่ทำกันแบบนั้นในแคนาดา” มาริสสากล่าว

ที่แคนาดา แม่อุ้มบุญสามารถเบิกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ได้อย่างจำกัด ไม่ว่าจะเป็นค่าวิตามินเสริมระหว่างการตั้งครรภ์ ค่าเสื้อผ้า ค่าของชำ ค่าเดินทางไปพบแพทย์ และค่าตอบแทนหากต้องลางานด้วยเหตุผลทางการแพทย์

“มันไม่ใช่รายได้เป็นกอบเป็นกำจนเก็บเงินได้ เราไม่ใช่เครื่องผลิตทารก” มาริสสาซึ่งทำงานเกี่ยวกับเยาวชน กล่าว “สำหรับฉัน นั่นทำให้มันยิ่งพิเศษมากขึ้น คุณไม่ได้ทำเป็นงาน แต่ทำจากหัวใจ”

Marissa in hospital with the baby in her arms

BBC
มาริสสาอุ้มบุญด้วยกระบวนการการถ่ายฝากตัวอ่อนโดยใช้ไข่ผู้อื่น

หาคู่ออนไลน์

การอุ้มบุญในแคนาดาใช้กระบวนการการถ่ายฝากตัวอ่อนโดยใช้ไข่ผู้อื่น ไม่ใช่ของตัวแม่อุ้มบุญเอง สื่อแคนาดารายงานว่าตัวเลขของแม่อุ้มบุญที่กำลังตั้งท้องอยู่มีอย่างน้อย 900 คน แต่ยากที่จะสามารถหาตัวเลขอย่างเป็นทางการได้

“11 ปีที่แล้ว ตอนที่ฉันก่อตั้งบริษัท เรามีทารกที่เกิดจากการอุ้มบุญ 8 คนในหนึ่งปี แต่เดือนที่แล้ว เรามีทารกเกิดใหม่ถึง 30 คน” เลอา สวอนเบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Canadian Fertility Consultancy บริษัทให้คำปรึกษาด้านการอุ้มบุญรายใหญ่ที่สุดของแคนาดารายหนึ่ง

อาสาสมัครทุกคนเคยผ่านการคลอดบุตรของตัวเองมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งคน และต้องผ่านการตรวจสภาพร่างกายและจิตใจ เลอาเองก็เคยอุ้มบุญมาก่อน กับเป็นผู้ตรวจสอบและช่วยจัดสรรอาสาสมัครให้กับคู่พ่อแม่ที่มาจากทั่วโลก

“มันเหมือนกับการหาคู่ออนไลน์เลย” เจเน็ต ฮาร์บิค หญิงวัย 33 ปี ซึ่งเคยอุ้มบุญมาแล้ว 2 ครั้ง และกำลังตั้งครรภ์ทารกหญิงอีกคน

“คุณต้องกรอกข้อมูล และจากนั้นคุณก็ได้ข้อมูลจากพ่อแม่ที่มีความประสงค์” เจเน็ต กล่าว “มันยากเสมอ เพราะมีจำนวนคู่พ่อแม่มากกว่าจำนวนแม่อุ้มบุญ คุณจะรู้สึกว่าต้องแบกรับความรับผิดชอบ ฉันเลือกยังไงน่ะหรือ ก็ดูจากความรู้สึกที่มีต่อกัน คุณรู้สึกได้ตั้งแต่ตอนที่เริ่มคุยกันแล้ว”

Surrogates' retreat

BBC
กฎหมายในรัฐส่วนใหญ่ของแคนาดาเปิดช่องทางให้พ่อแม่ได้รับสิทธิ์ตามกฎหมายในตัวลูกที่เกิดจากการอุ้มบุญง่ายขึ้น

เจเน็ตอุ้มบุญครั้งแรกให้คู่จากฝรั่งเศสเมื่อปีที่แล้ว และก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง 4 เดือนหลังจากคลอด เจเน็ตคิดจะอุ้มบุญอีกสองครั้ง เพื่อที่ว่าทารกที่เธอคลอดจะได้มีพี่น้อง

“ฉันชอบเวลาตั้งครรภ์ และร่างกายฉันก็ฟื้นตัวเร็ว แล้วทำไมจะไม่ทำล่ะ?”

เช่นเดียวกับเธอ แม่อุ้มบุญคนอื่น ๆ ต่างก็เคยอุ้มบุญมาหลายครั้ง ส่วนใหญ่ก็ยังติดต่อกับครอบครัวที่พวกเขาช่วยตั้งครรภ์ให้อยู่ เจเน็ตบอกว่าพ่อแม่เริ่มจากเป็นคนแปลกหน้า กลายเป็นเพื่อน และกลายเป็นครอบครัวเดียวกันกับหญิงอุ้มบุญในที่สุด

ผู้หญิงเหล่านี้ต่างเห็นด้วยว่าการอุ้มบุญเป็นประสบการณ์เปลี่ยนชีวิต ซึ่งอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขายอมสละเวลาและเอาร่างกายมาเสี่ยง

“ฉันไม่อาจจินตนาการชีวิตที่ไม่มีเด็กได้” เจเน็ต ซึ่งมีลูก 5 คน และบอกว่าเธอพอแล้ว “ฉันชอบความรู้สึกที่ว่าฉันสามารถทำอย่างนี้ให้กับคนที่ไม่มีทางเลือกอื่นได้”

มาริสสาบอกว่า “ฉันคิดว่ามันเป็นการทำให้โลกกลับมามีแสงสว่างอีกครั้ง” เธอบอกว่านอกจากจะให้กำเนิดเด็กสำหรับผู้ชายที่อยากมีลูกเหล่านี้แล้ว เธอยังสร้างสิ่งที่จะเป็นมรดกตกทอดต่อไปด้วย

การอุ้มบุญในบริบทโลก

  • ไทย, เนปาล, เม็กซิโก และอินเดีย เพิ่งห้ามการอุ้มบุญเชิงพาณิชย์ให้กับคนต่างชาติ เมื่อไม่นานานี้
  • หลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี และสเปน ห้ามการอุ้มบุญในทุกรูปแบบ
  • สหราชอาณาจักร, ไอร์แลนด์, เดนมาร์ก และเบลเยียม อนุญาตให้มีการอุ้มบุญแบบไม่คิดค่าตอบแทนได้ หรือคิดเฉพาะค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล
  • จอร์เจีย, รัสเซีย, ยูเครน และบางรัฐในสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้มีการอุ้มบุญเชิงพาณิชย์ได้

อุปสรรคอีกมาก

อย่างไรก็ตาม การอุ้มบุญก็มีอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วหลายรอบ การถ่ายฝากตัวอ่อนที่ล้มเหลว และการแท้งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

“ฉันแพ้ท้องมาก ๆ ระหว่างตั้งครรภ์ และสามีก็ต้องรับภาระอย่างอื่นแทนฉัน เขาไม่ขัดข้องเลย ลูก ๆ ฉันก็ด้วย” เจเน็ต กล่าว

Janet Harbick showing her bump

JANET HARBICK
เจเน็ตอุ้มบุญครั้งแรกให้คู่จากฝรั่งเศสเมื่อปีที่แล้ว และก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง 4 เดือนหลังจากคลอด

“แต่สำหรับฉัน คู่หมั้นของฉันไม่เอาด้วยเลย เขาไม่เคยเข้าใจว่าทำไมฉันต้องมาทำสิ่งนี้” มาริสสากล่าว ด้วยความที่เธอมาจากเมืองเล็ก ๆ ในชนบท ชาวบ้านก็มักจะวิพากษ์วิจารณ์บางคนก็มาถามเธอว่า “แล้วยอมปล่อยเด็กไปได้ยังไง?” “ทำไมถึงต้องเสียสละชีวิตครอบครัวตัวเองเพื่อเด็กที่เธอก็จะไม่ได้พากลับบ้านมาด้วย”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์นี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ภายใต้ความคิดแบบสตรีนิยม มีแนวคิดที่ว่านี่เป็นการเอารัดเอาเปรียบร่างกายผู้หญิง เคที ฟูลเฟอร์จากมหาวิทยาลัยวอเตอร์ลู ทำวิจัยเรื่องการอุ้มบุญและพบว่า แม้การอุ้มบุญในแคนาดาจะไม่ใช่เชิงพาณิชย์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการเอารัดเอาเปรียบเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว เธอบอกว่ามันเหมาะสมที่จะเทียบการอุ้มบุญกับการขายบริการทางเพศ เพราะเป็นการขายแรงงานด้วยร่างกาย

Jesús and Marissa chatting, with the baby in her father's arms

BBC
บ่อยครั้งที่แม่อุ้มบุญได้กลายเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกันกับคนที่ตั้งครรภ์ให้

“การที่ผู้หญิงไม่มีรายได้จากการสิ่งนี้ถือเป็นปัญหา เพราะอะไรที่เกี่ยวกับการเจริญพันธุ์ที่นี่เป็นอุตสาหกรรมเพื่อหวังกำไร และทุกคนก็ควรมีรายได้ด้วย แต่ทำไมแม่อุ้มบุญถึงไม่ได้”

การอุ้มบุญภายใต้แนวคิดแบบเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ตั้งนั้น ทำได้เพียงการเบิกค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระไปกลับคืนมา ในขณะที่บริษัทให้คำปรึกษา แพทย์ ทนายความ และคลินิกการเจริญพันธุ์ ล้วนได้รับค่าตอบแทน โดยพ่อแม่ที่ต้องการจะมีลูกด้วยการอุ้มบุญอาจต้องเสียเงินมากกว่า 44,600 ปอนด์ หรือ 1.8 ล้านบาท

กระบวนการต่าง ๆ มีกฎหมายควบคุมอย่างเคร่งครัด เมื่อสองสามปีก่อน เลอา สวอนเบิร์ก กลายเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ถูกตั้งข้อหาและตัดสินให้มีความผิดที่ไม่ได้เก็บใบเสร็จการจ่ายเงินคืนให้กับแม่อุ้มบุญ และเธอก็ต้องจ่ายค่าปรับ

“เพราะข้อห้ามไม่ให้มีการจ่ายค่าตอบแทน แม้แต่ส่งดอกไม้ให้กับแม่อุ้มบุญก็อาจทำให้มีความผิดทางอาชญากรรมได้” เลอา กล่าว

ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกปรับถึงเกือบ 3 แสนปอนด์ หรือกว่า 10 ล้านบาท หรือจำคุก 10 ปี ขณะนี้มีความพยายามผลักดันให้แก้ไขกฎหมายในส่วนนี้

“เอาจริง ๆ มันคงจะดีกว่าถ้ามีกฎระเบียบไม่เคร่งครัดเท่านี้ และไม่ต้องมาคอยเก็บใบเสร็จ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เราไม่ได้ทำสิ่งนี้เพื่อเงิน” เจเน็ต กล่าว “ฉันภูมิใจ ภูมิใจมาก ๆ ที่สามารถอุ้มท้องเด็กคนนี้”

“คุณกำลังทำให้คนได้เป็นพ่อแม่มือใหม่” มาริสสากล่าว “ฉันยื่นเด็กให้กับพวกเขาด้วยความปลื้มใจ เพราะเด็กคนนี้ไม่เคยเป็นของฉัน”

“คิดซะว่าการอุ้มบุญคือการฝากเลี้ยงลูกในระดับสุดโต่ง ท้ายที่สุดแล้ว เด็กก็ได้กลับบ้านไปกับพ่อแม่ ไม่มีอะไรไปมากกว่านั้น”

บทความก่อนหน้านี้จีนหวังกินรวบ ลุยระเบิดแก่งแดนไทย-สร้างเขื่อนปากแบงในลาว ให้เรือขนาดใหญ่ล่องถึงหลวงพระบาง
บทความถัดไปซูเปอร์โพล เผยชาวสวนยางพอใจรัฐ กระตุ้นราคายางพารา บรรเทาความเดือดร้อน