ถ้ำหลวง : หกเดือนที่ผ่านมาของ วลีพร กุนัน ในวันที่ไม่มี “จ่าแซม” ข้างกาย

ถ้ำหลวง : หกเดือนที่ผ่านมาของ วลีพร กุนัน ในวันที่ไม่มี “จ่าแซม” ข้างกาย – BBCไทย

เป็นระยะเวลากว่า 6 เดือนแล้วนับตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ที่ถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ได้ผ่านพ้นมาและทำให้ผู้คนเกือบทั่วทั้งโลกได้รู้จักกับ “จ่าแซม” – จ.อ. สมาน กุนัน อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (ซีล) ในฐานะ “ฮีโร่” ผู้สละชีพในระหว่างการช่วยเหลือเด็ก ๆ นักฟุตบอลทีมหมูป่าทั้ง 13 คน ให้กลับสู่อ้อมอกผู้ปกครองอีกครั้งหนึ่ง

ฮีโร่ของคนทั้งโลก เป็น “ทุกสิ่งทุกอย่าง”ของมะเหมี่ยว – วลีพร กุนัน ผู้เป็นภรรยา ซึ่งแต่งงานกันมานานถึง 15 ปีแล้ว การจากไปอย่างกะทันหันของเขาทำให้วลีพรต้องเดินหน้าต่อไปเพียงคนเดียว ในวาระ 6 เดือนของการเสียชีวิตของจ.อ. สมาน บีบีซีไทยสนทนากับวลีพร ถึงเส้นทางชีวิตที่เปลี่ยนไปของเธอ รวมถึงวิธีการเผชิญหน้ากับความเสียใจเมื่อต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก

ทำอะไรแล้วเขาดีใจ เราก็จะทำ

การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยที่จ่าแซมทำงานอยู่ก่อนอาสาไปช่วยทีมหมูป่า ได้รับวลีพรเป็นพนักงานเต็มตัว และเมื่อวันที่ 19 ที่ผ่านมา วลีพรได้ร่วมแข่งขันในกิจกรรมกีฬาสีขององค์กร ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอลงแข่งกีฬาชนิดนี้ เสื้อออกกำลังกายที่เธอสวมใส่ รวมทั้งจักรยานสีดำที่เธอกำลังขี่ ล้วนเป็นมรดกตกทอดจาก จ.อ. สมาน ผู้รักสุขภาพและคลั่งไคล้การเล่นกีฬา ซึ่งตรงข้ามกับตัวเธออย่างสิ้นเชิง

“พี่แซมอยากให้ออกกำลังกาย – ที่สุดเลย – อยากให้ไปวิ่ง ไปปั่น [จักรยาน] เพราะตอนที่เขาอยู่ คือ หนีอย่างเดียว ไม่เอา ไม่ไป … ถ้าวันไหนเราบอกเขาว่า พี่ หนูไปด้วยนะ เขาจะดีใจกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งอีก – ดีใจมาก” วลีพรเล่าให้บีบีซีไทยฟังด้วยรอยยิ้มเปื้อนคราบน้ำตา

หกเดือนที่ผ่านมาของ วลีพร กุนัน
วลีพรยังคงน้ำตารื้นเมื่อพูดถึงจ่าแซม / ANUPONG CHANGCHAI/BBC THAI

“พอทำแล้วรู้สึกเหมือนเขาอยู่ใกล้ ๆ เรารู้ว่าทำอะไรแล้วเขาดีใจ เราก็จะทำ” วลีพรบอก และเมื่อลองสอบถามถึงผลการแข่งขันในวันนั้น เธอตอบสั้น ๆ พร้อมเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีว่า “ถึงเส้นชัย ไม่ต้องรบกวนรถพยาบาล” แต่ไม่ยอมบอกว่าได้ลำดับที่เท่าไร “อายเขา” เธอทิ้งท้าย

แม้กระทั่งเรื่องอาหารการกิน วลีพรในวัย 36 ปี ก็หันมาทานอาหาร “คลีน” ในบางมื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่จ.อ. สมานเคยกินมา และก็อยากให้เธอกินมาก่อนด้วย และตอนนี้น้องสาวคนสนิทของ จ.อ. สมาน ที่ทิ้งห้องพักใจกลางเมืองกรุงของตัวเองแล้วย้ายออกมาอาศัยอยู่กับพี่สะใภ้ เป็นคนมารับหน้าที่ต่อไป ซึ่งก่อนหน้านี้ วลีพรบอกว่าเธอจะชอบกินอย่างที่จ่าแซมไม่ค่อยอยากให้กิน “พี่จะแหวก กินเนื้อย่าง พี่แซมเขาไม่ชอบ [เพราะ] มันไหม้มั่ง มันอ้วนมั่ง”

ยังคงคิดถึง

“ถ้าอยู่คนเดียวก็จะคิดวน ๆ ถึงเขาตลอด …ทุกวันนี้พี่ยังคิดว่า เหมือนเขา (จ.อ. สมาน) ไปแข่ง [กีฬา] หรือไปทำงานต่างจังหวัด” วลีพรเล่าด้วยน้ำเสียงฉะฉานถึงสภาพจิตใจของตัวเอง แม้ดวงตาจะชื้นแฉะก็ตาม “มันก็หลอกตัวเองแหละ แต่ว่ามันโอเค มันทำให้เราไม่ขาดอะไรเลย แล้วเราอยู่ได้ ไม่งั้นอยู่ไม่ได้นะ – จริง อยู่ไม่ได้” เธอปิดท้ายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแล้วยกมือขึ้นปาดหยดน้ำตาออกจากแก้ม

อย่างไรก็ตาม เธอบอกบีบีซีไทยเพิ่มเติมว่า “ดีขึ้นในระดับหนึ่ง …รู้สติตัวเองกลับมาแล้ว ว่าวันนี้จะประคองและใช้ชีวิตอยู่ต่อยังไง” เพราะน้อง ๆ ของ จ.อ. สมานนั้นได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาพักที่บ้านเพื่อคอยดูแลและช่วยคลายเหงาให้เธอ อีกทั้งเพื่อนร่วมงานก็พยายามไม่พูดถึงประเด็นนี้ แต่จะชวนเธอคุยเล่นในหัวข้ออื่นอย่างสนุกสนานแทน

นอกจากนี้ วลีพรยังได้รับกำลังใจจากครอบครัวอย่างเต็มเปี่ยม “แม่จะโทรศัพท์มาหาทุกวัน ตอนเช้า[เวลา] ถึงที่ทำงาน และตอนเย็นช่วงเลิกงาน ถามว่า [เดินทาง] ถึงหรือยัง กินข้าวรึยัง ทำอะไรอยู่” ยังไม่นับผู้คนบนสื่อสังคมออนไลน์ที่แม้จะไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่ก็เข้ามาพูดคุยกับเธอให้รู้สึกสดชื่นมากขึ้น

เมื่อถามว่าเหตุใดเธอจึงเข้มแข็งถึงเพียงนี้ เนื่องจากหลังเหตุการณ์ถ้ำหลวง เธอยืนหยัดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน รวมทั้งออกรายการโทรทัศน์หลายต่อหลายครั้ง วลีพรบอกบีบีซีไทยว่า เธอถูกเลี้ยงดูมาเหมือนเด็กผู้ชายจากคุณพ่อแม่ผู้เป็นข้าราชการ “พ่อจะสอนตลอดให้เป็นคนมีเหตุผล อย่าใช้อารมณ์ แนวคิดทุกอย่างต้องอิงความจริงให้มากที่สุด”

พี่แซมในความทรงจำ

จ.อ. สมาน ในวัย 40 ปี มีร่างกายแข็งแรงพร้อมรอยยิ้มที่สดใสร่าเริงอยู่เสมอ เขาชอบเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมหลากหลายประเภท เช่น ไตรกีฬา และ จักรยานวิบาก ซึ่งวลีพร จะตามไปเป็นกองเชียร์ ช่างภาพ และ “หน่วยเก็บกวาด” ในเกือบทุกการแข่งขัน เธอได้เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า จ.อ. สมาน ชอบเที่ยวป่ามาก และมีอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นเสมือนบ้านหลังที่สอง แต่เมื่อเทียบกับการเดินตากแอร์ภายในอาคารแล้ว ช่างแตกต่างเหลือเกิน

“ถ้าไม่ซื้ออะไรเขาจะไม่เข้าห้าง เขาบอกว่า พอกลับมาแล้วแสบจมูก เหมือนมีฝุ่น เขาไม่ชอบ” เธอย้อนรำลึกถึงความหลัง “ตอนที่เขาไปถึงนู่น (ถ้ำหลวง) พี่โทรศัพท์ถามตลอดเพราะได้ยินว่าฝนตก [อากาศ] ชื้น แต่เขาบอก ไม่เป็นไร พี่ก็ถามว่าทำไมอยู่นี่ [ในเมือง] เข้าห้างเย็น ๆ กลับบอกว่าแสบจมูก”

FACEBOOK/VALEPON GUNAN

เคยทะเลาะกันบ้างไหม บีบีไทยลองสอบถามดู ซึ่งวลีพรก็ตอบด้วยน้ำเสียงเป็นสุข “จะเป็นงอนมากกว่า งอนเขา หึงเขามั่วไปหมด” ก่อนจะหัวเราะอย่างเขิน ๆ แล้วเล่าต่อว่า “หึงแม้กระทั่งเขาไปปั่นจักรยาน จะมีคนสวย ๆ ร่วมปั่นด้วย เราก็ไปนั่งเฝ้าที่นู่น – ผู้หญิงเนอะ บ้า ๆ บอ ๆ”

แล้วหากชายชาติทหารเช่น จ.อ. สมาน รู้สึกอ่อนแอ เขาจะทำอย่างไร วลีพรบอกกับบีบีซีไทยว่า “พี่แซมจะไม่บอกใคร ไม่ว่าจะอ่อนแออีท่าไหนเขาจะไม่แสดงออกเลย” พร้อมกันนี้เธอยังยกตัวอย่างเพิ่มเติมด้วยว่า “ถ้าเขาโกรธใครแล้วจะเดินหนี ขนาดโกรธกันกับพี่ – บางทีพี่งอน – เขาก็เดินหนี เนี่ย [ต้องเป็นคน] ไปตาม มาสิ มาเคลียร์สิ ทำไมเดินหนีฉัน” วลีพรหัวเราะชอบใจ “เขาให้เหตุผลว่า ก็รอให้คุณอารมณ์เย็นก่อนแล้วค่อยเข้ามาคุย ตอนนี้คุณโมโหอยู่พูดไม่รู้เรื่อง”

นอกจากนี้ เธอยังบอกถึงเหตุผลของความรักที่มอบให้ จ.อ. สมาน ว่า “ชอบความเป็นสุภาพบุรุษของเขา ถึงจะแต่งงานกันแล้วเขาก็ยังเหมือนเดิม – เอาเรื่องขี้ผงเลยก็ได้ – เรื่องขับรถ พี่ขับข้ามจังหวัดเหมือนเขาได้นะ แต่เขาไม่เคยให้ขับ มีแต่จะให้นอน ขึ้นรถปุ๊ปเอาหมอนวาง เอาผ้าห่มวาง – ตัวเองนอนเลยนะเดี๋ยวเค้าขับเอง”

ส่วนเคล็ดลับในการใช้ชีวิตคู่นั้นทำให้วลีพรต้องนิ่งคิดไปพักหนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “ความเข้าใจ และคน ๆ เดียวต้องเป็นให้ได้ทุกอย่าง เช่น เราไม่สบายใจ เขาก็เป็นทั้งพี่ชาย ทั้งผู้ปกครอง ทั้งคนให้กำลังใจ เขาจะกอด จะโอ๋ ถ้าเราเหงา ไม่มีเพื่อนเล่น ก็เล่นกันสองคน – เล่นเหมือนเด็กเลยนะ – เอาหมอนตีกันมั่ง โดดขี่คอ วันดีคืนดีก็ถ่ายคลิป [วิดีโอ] แกล้งกัน”

วลีพรยังให้คำนิยามของความสัมพันธ์ระหว่างเธอและ จ.อ. สมาน ว่าเหมือนกับจิ๊กซอว์ที่ปรับจนเข้าขากันแล้ว “ด้วยเราคบกันมา 15 ปี รู้ตลอดว่าใครชอบอะไรไม่ชอบอะไร …ถ้าบอกว่ามันเหมือนจิ๊กซอว์แล้ว จะไปนั่งต่อใหม่ [อีกครั้ง] ทำไม …เรารู้ตัวตลอดเวลาว่าเราคิดอะไร เราจะทำอะไร ถึงกล้าพูดว่าไม่มีใครมาแทนคนของเราได้แน่นอน”

ให้เขาอยู่เป็นกำลังใจเหมือนเดิม

เมื่อสอบถามถึงวิธีการดูแลหัวใจเมื่อต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป วลีพรให้คำแนะนำว่า “อันดับแรก ต้องหันกลับมาอยู่ในโลกความจริงให้มากที่สุด สอง อันนี้แล้วคนเชื่อแต่พี่คิดว่ามันมีส่วน คือ การฟังธรรมะ ซึ่งสอนการใช้ชีวิตและความคิด อันนั้นแหละ [ความตาย] คือปลายทาง แต่ก่อนจะไปถึงคุณจะทำยังไง พี่ฟังก่อนนอนทุกคืนแล้วก็คิดตาม สุดท้าย คือ พยายามคิดบวก มันทำยาก เข้าใจ แต่เราจะเป็นคนสงบและมีสติ”

นอกจากนี้ วลีพรยังบอกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไปนั้นต้องสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง ไม่ใช่อาศัยเพียงความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง “อะไรจะเป็นกำลังใจให้คุณ แต่ก่อนคุณเคยมีเขาเป็นตัวเป็นตน คุณจะทำยังไงให้เขายังคงอยู่ เป็นกำลังใจ [ให้คุณ] เหมือนเดิม”

“พอทำได้จะหันมาเห็นว่าตัวเองทำอะไรได้หลายอย่าง ซึ่งแต่ก่อนอาจจะต้องรอเขา [จ.อ. สมาน] มาทำให้ พอไม่มีเขาแล้วเราก็ต้องทำให้ดีที่สุด” โดยวลีพรยกตัวอย่างให้ฟังในเรื่องการขับรถเข้าไปยังใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งเธอเคยกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุเพราะมีรถจำนวนมาก จ.อ. สมานจึงมักจะขับให้อยู่เสมอ ทว่าตอนนี้ วลีพรสามารถทำเองได้แล้ว พร้อมทั้งมี “พี่แซม” ในขวดอัฐิสีใสขนาดพกพาคอยดูแลไม่ห่างกาย

บทความก่อนหน้านี้นโยบายรัฐสวัสดิการ สู้‘สวัสดิการแห่งรัฐ’ : ข่าวทะลุคน
บทความถัดไปปูตินให้สัมภาษณ์ “สาวตาบอด” สานฝันเป็นนักข่าว สุดปลื้มได้สัมผัสใบหน้าผู้นำ