44 ปี รัฐสภา ประวัติศาสตร์-ภาพจำก่อนปิดฉาก ก.พ. 2562

44 ปี รัฐสภา ประวัติศาสตร์-ภาพจำก่อนปิดฉาก ก.พ. 2562 – BBCไทย

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ข้าราชการ ผู้ประกอบการร้านค้าภายในรัฐสภา และสื่อมวลชน ราว 500 ชีวิต ซึ่งพร้อมใจสวมใส่เสื้อสีเหลือง หรือเครื่องแบบชุด “จิตอาสา” ร่วมกิจกรรม “บิ๊ก คลีนนิ่ง เดย์” เพื่อทำความสะอาดบริเวณรัฐสภา ในวันที่ 26 ธ.ค. โดยถือเป็นกิจกรรมท้าย ๆ ที่เกิดขึ้นภายในรัฐสภา ถนนอู่ทองใน ก่อนส่งมอบอาคารและพื้นที่โดยรอบคืนให้กับสำนักพระราชวัง ซึ่งเดิมกำหนดไว้ในวันสิ้นปี

Wasawat Lukharang/BBC Thai

แต่ล่าสุด สมาชิก สนช. 240 ชีวิตได้รับแจ้งว่าให้มาประชุมที่อาคารรัฐสภา 1 ต่อไปจนถึงเดือน ก.พ. 2562 ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. กล่าวกับบีบีซีไทยว่า สำนักพระราชวังอนุญาตให้ สนช. ใช้อาคารรัฐสภา 1 เป็นสถานที่ประชุมได้เฉพาะในวันประชุมใหญ่ ซึ่งปกติจะประชุมเฉพาะวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ส่วนการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) จะย้ายไปใช้อาคารสุขประพฤติ ถนนประชาชื่นแทน ในระหว่างรอการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ย่านเกียกกาย แล้วเสร็จ

44 ปี รัฐสภา
Wasawat Lukharang/BBC Thai

ก่อนรัฐสภาแห่งที่ 2 ของไทยที่รับใช้สมาชิกทั้ง “นักเลือกตั้ง” และ “นักลากตั้ง” มานานกว่า 44 ปี จะปิดฉากลงในอีก 2 เดือนข้างหน้า บีบีซีไทยร่วมบันทึกฉากสำคัญที่เกิดขึ้นใน “สภาหินอ่อน” ซึ่งกลายเป็นภาพลักษณ์-ภาพจำของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยแห่งนี้

บีบีซีไทยร่วมบันทึกฉากสำคัญที่เกิดขึ้นใน “สภาหินอ่อน” ซึ่งกลายเป็นภาพลักษณ์-ภาพจำของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยแห่งนี้

เกิด-ดับยุครัฐบาลทหาร

ปี 2512 รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร อนุมัติก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่บนเนื้อที่เกือบ 20 ไร่ บริเวณด้านทิศเหนือของพระที่นั่งอนันตสมาคม ภายใต้งบประมาณก่อสร้าง 51.02 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา เนื่องจากพระที่นั่งอนันตสมาคมซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่ประชุมรัฐสภาแห่งแรกไม่อาจรองรับสมาชิกที่มีจำนวนมากขึ้นตามสัดส่วนประชากรไทยได้

นับจากพิธีวางศิลาฤกษ์ ตอกเสาเข็ม ก่อสร้าง กินเวลาไปเกือบ 4 ปีจึงแล้วเสร็จในยุครัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์

19 ก.ย. 2517 อาคารรัฐสภาถูกใช้เป็นสถานที่ประชุมครั้งแรกของ สนช. ชุดที่ 2 ที่มี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นประธาน วาระสำคัญคือการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยใช้เวลาราว 7 ชั่วโมง (ตั้งแต่ 09.40-16.55 น.)

28 ธ.ค. 2561 อาคารรัฐสภาแห่งนี้จะถูก สนช. ชุดที่ 6 ที่มี ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธาน ใช้ประชุมเป็นครั้งสุดท้ายของปีนี้ เพื่อพิจารณาร่างกฎหมาย 2 ฉบับคือ ร่าง พ.ร.บ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เป็น “เรื่องด่วน”

สนช. ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารปี 2557 จึงถือเป็น “ผู้ทรงเกียรติ” ชุดสุดท้ายที่มีโอกาสเข้าไปสัมผัสบรรยากาศในสภาหินอ่อน

พิธีกรรมที่ทำให้ “ผู้ทรงเกียรติ” ต้อง “มุดเข้า-ปีนกำแพงออก”

รัฐบาลจะเริ่มลงมือบริหารราชการแผ่นดินได้ก็ต่อเมื่อการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นเรียบร้อย ทว่ามีอย่างน้อย 3 ครั้งที่โฉมหน้าของ “ผู้นำรัฐบาล” ไม่ตรงกับใจของ “มวลชน” บางกลุ่ม จึงมีการ “ก่อหวอด” ต่อต้านอยู่บริเวณหน้ารัฐสภา-ขัดขวางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ให้เข้าไปแถลงนโยบายได้

ประชาชนร่วมชุมนุมประท้วง “นายกฯ ที่ไม่ได้มาจาการเลือกตั้ง” บริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อ พ.ค. 2535 / AFP/Getty Images

ปี 2535 รัฐบาล พล.อ. สุจินดา คราประยูร เปิดแถลงนโยบาย ท่ามกลางเสียงตะโกนขับไล่ของประชาชนต่อการ “สืบทอดอำนาจ” ของแกนนำคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ผู้ก่อรัฐประหารปี 2534 ด้วยเพราะ พล.อ. สุจินดาเคยประกาศไม่รับตำแหน่งนายกฯ ฝูงชนจากทั่วทุกสารทิศจึงมาจับจองพื้นที่จากบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าล้นไปถึงหน้ารัฐสภา ไม่ต่างจากเสียงอภิปรายของฝ่ายค้านในสภาฯ ที่มีแต่คำว่า “ตระบัดสัตย์” และ “นายกฯ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” ฉายวนไปมา

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บรรยายไว้ในหนังสือ “หลังม่านการเมือง” (สำนักพิมพ์มติชน, 2554) ว่า “ครม. ต้องเดินทางเข้าประชุมโดยผ่านทางพระที่นั่งอนันตสมาคม พอแถลงเข้าจริงก็เกิดการโกลาหล ฝูงชนจะบุกเข้าสภาให้ได้ แต่การแถลงก็ผ่านพ้นไปด้วยความความทุลักทุเล”

ปี 2551 รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถูก “เส้นตาย” ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ครม. แถลงนโยบายภายใน 15 วันนับแต่วันถวายสัตย์ปฏิญาณ จึงตัดสินใจ “ฝ่าวงล้อม” มวลชนที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยราว 3,000-4,000 คนเข้าไปประกอบพิธีกรรมในรัฐสภาเมื่อ 7 ต.ค. 2551 ท่ามกลางการอารักขาความปลอดภัยของตำรวจ 30 กองร้อย หรือ 4,500 นาย

เหตุการณ์สลายการชุมนุม 7 ต.ค. 2551 ทำให้นายสมชายกับพวกรวม 4 คน ตกเป็นจำเลยในคดีนาน 9 ปี ก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะยกฟ้อง เมื่อ 2 ส.ค. 2560 / AFP/Getty Images

เจ้าหน้าที่ระดมยิงแก๊สน้ำตาใส่ฝูงชนตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ หวังเปิดทางให้นายสมชายกับพวกเข้าไปในรัฐสภาได้ ที่สุดแล้วพวกเขาก็แถลงนโยบายได้สำเร็จสมใจ-ในเวลาอันสั้นไม่ถึง 3 ชั่วโมง แต่ทิ้งความเสียหายไว้มหาศาลเมื่อ 2 ชีวิตต้องสังเวยในเหตุการณ์ และกว่า 400 คน บาดเจ็บจากเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับมวลชนหลายระลอก

นาทีวิกฤตถูกพรรณนาไว้ในหนังสือ “บันทึกคนข่าว 7 ตุลาฯ” (สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, 2551) น.ส. อิศรินทร์ หนูเมือง จากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ระบุตอนหนึ่งว่า “ทั้ง ส.ส. ข้าราชการ ส.ว. และ ครม. รับทราบกันอย่างเงียบ ๆ งง ๆ ว่านายกฯ และลูก (น.ส. ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส. เชียงใหม่) ออกจากสภาไปแล้วด้วยการ ‘ปีนกำแพงหนี’ ออกไปทางด้านหลังของอาคารรัฐสภา มุ่งหน้าสู่พื้นที่ ‘ต้องห้าม’ ในเขตแดนของพระที่นั่งวิมานเมฆ” โดยที่ “ถังน้ำมันเก่าและเก้าอี้ที่ถูกปลดระวางบริเวณริมรั้วหลังอาคารรัฐสภาถูกนำมาต่อสร้างเป็นบันไดชั่วคราวเพื่อสร้าง ‘ทางออกเดียว’ ของคนทั้งสภา”

“ประมาณ 17.00 น. เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนำตัววีไอพีของรัฐสภา ได้แก่ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา วัย 80 ปี (ขณะนั้น) นายประสพสุข บุญเดช วัย 63 ปี (ขณะนั้น) รัฐมนตรี ข้าราชการ และสื่อมวลชน หลายร้อยชีวิต ทยอยกันปีนป่ายข้ามกำแพงสูง 2 เมตร ข้ามไปอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยกว่าด้วยความทุลักทุเล” น.ส. สิริกันยา มั่งสูงเนิน จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ระบุในหนังสือเล่มเดียวกัน

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยนายทักษิณ ชินวัตร ได้รับเลือกจากสภาฯ ให้เป็นนายกฯ คนที่ 26 เมื่อ 17 ก.ย. 2551 หลังรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ / Getty Images

เหตุการณ์ “7 ตุลาฯ” กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องวางแผน “ลับ ลวง พราง” ในวันแถลงนโยบายปี 2552 เนื่องจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการณ์แห่งชาติ (นปช.) ขู่ปิดล้อมรัฐสภา รัฐบาลจึงย้ายไปใช้วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมแทน โดยถือเป็นรัฐบาลชุดเดียวที่ไม่ได้แถลงนโยบายที่รัฐสภา

“คนแถลงก็รีบแถลง คนฟังก็ลุ้นว่าเมื่อไรจะจบ ๆ เสียที พอจบก็รีบถามกันพอหอมปากหอมคอแล้วรีบแยกย้ายกลับ” นายวิษณุกล่าวไว้ในหนังสือ “หลังม่านการเมือง”

แต่ถึงกระนั้น นชป. นำโดยนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ได้กลับมาปิดล้อมรัฐสภาในวันที่ 7 เม.ย. 2553 ทลายประตูรั้วและบุกเข้ามาถึงตัวอาคาร โดยอ้างว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้โยนระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่แยกคอกวัว เมื่อ 10 เม.ย. 2553 เป็นผลให้ ครม. ส.ส. และ ส.ว. หนีกระจัดกระเจิงออกจากรัฐสภาไปคนละทิศทาง

ท่านประธานที่เคารพ

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย ประเทศไทยมีประธานรัฐสภามาแล้ว 30 คน ในจำนวนนี้มี 19 คนที่มีโอกาสขึ้นทำหน้าที่ “ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ” ภายในรัฐสภาแห่งที่ 2

แม้ไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัว แต่สมาชิก “สภาห้าร้อย” มักกล่าวขึ้นต้นประโยคว่า “ท่านประธานที่เคารพ” ราวกับเป็นคำพูดติดปากก่อนเปิดฉากสาดน้ำลายใส่กัน นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ ประธานรัฐสภาคนที่ 23 เคยบอกกับคนการเมืองใกล้ชิดและกระจิบข่าวว่าถ้าเริ่มเรียกอย่างนี้เมื่อไร แปลว่าต่อจากนั้นเขาจะ “แขวะ-แว้ง-วิจารณ์” เอาท่านประธานเข้าให้แล้ว

แต่สำหรับ “ท่านประธาน” ที่เก้าอี้สั่นคลอนที่สุด หนีไม่พ้น นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาคนที่ 29 และประธานสภาฯ ชุดที่ 23 เพราะไม่เพียงถูกกระทำย่ำยีทางวาจา แต่ยังหวิดโดนทำร้ายร่างกายในระหว่างการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ จำนวน 4 ฉบับ เสนอโดย พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ระหว่าง 30-31 พ.ค. 2555

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ เป็นเจ้าของฉายา “ขุนค้อน” แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ฝ่ายค้านตะโกนต่อว่าเขาว่า “รับงาน” และเป็น “ค้อนปลอมตราดูไบ” / STR/AFP/Getty Images

ร่างกฎหมายดังกล่าวนำมาสู่ความ “ไม่ปรองดอง” อย่างหนัก เมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยกับฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ปะทะคารม-ประท้วง-เป่าปากโห่ฮาอยู่เกือบตลอดเวลาของการอภิปรายหลายชั่วโมง

กระทั่งช่วงเย็น นายสมศักดิ์ชิงตัดบท-สั่งให้ลงมติเลื่อนเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาเป็น “เรื่องด่วน” เป็นผลให้ฝ่ายค้านทิ้งเก้าอี้ตัวเองแล้ว “บุกไปล้อมบัลลังก์ประธาน” นอกจากนี้ยังมี ส.ส. บางส่วนพยายามยื้อยุดฉุดตัวนายสมศักดิ์ลงจากเก้าอี้ จน ส.ส. รัฐบาลต้องปรี่เข้าเป็น “โล่กำบัง” ประธาน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยของรัฐสภาได้เข้าควบคุมพื้นที่บริเวณบัลลังก์ประธาน นำตัวนายสมศักดิ์ออกนอกห้อง และสั่งพักการประชุม

ในระหว่าง “พักยก” เหตุชุลมุน ยังมีควันหลงเกิดขึ้นจากเหตุ ส.ส. หญิงของ 2 พรรคใหญ่แย่งยื้อเก้าอี้ประธาน โดยฝ่ายค้านอ้างว่าเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าไม่ต้องการให้นายสมศักดิ์กลับมานั่งเก้าอี้-ทำหน้าที่ต่อ

อุณหภูมิการเมืองร้อนแรง-คุกรุ่นข้ามคืน เพราะพลันที่นายสมศักดิ์กลับขึ้นบัลลังก์ในเช้าวันรุ่งขึ้น และพยายามเร่งรัดขอมติจากสมาชิกให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ปรองดอง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ก็ขว้างปาแฟ้มเอกสารและสิ่งของไปยังที่นั่งประธาน จนถูกหน้าอกข้างซ้ายของเขาเข้า ก่อนที่นายสมศักดิ์จะเตลิดออกจากบัลลังก์อีกครั้ง

เหตุการณ์นี้ถูกสื่อมวลชนประจำรัฐสภายกให้เป็น “เหตุการณ์แห่งปี 2555” พร้อมแนบเหตุผลประกอบว่า “สร้างความเสื่อมเสียให้กับรัฐสภาเป็นอย่างมาก และเป็นข่าวไปทั่วโลก”

ห้องยูเอ็น

เป็นเรื่องปกติของคนการเมืองไทยที่จะเข้าใจว่าห้องประชุมสภาฯ คือ “เวทีเปิดการแสดงทางการเมือง” ที่ต้องอวดสมอง-ประลองฝีปาก-แสดงความทุกข์ร้อนกับปัญหาน้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ทางดินลูกรัง เพื่อให้ประชาชนในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เห็นผ่านทีวีว่า “ส.ส. บ้านฉัน” กำลังทำงาน นั่นทำให้เกิดการชิงซีนและเฉือดเชือนคารมกันเป็นปกติ แต่พอลาเวทีหลังปิดประชุม พักประชุม หรือพักรับประทานอาหาร ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลก็กลับมาเป็น “เพื่อน” กันดังเดิม โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาเดินเข้า “ห้องยูเอ็น”

Wasawat Lukharang/BBC Thai

ห้องอาหารขนาดใหญ่ที่ชั้น 2 ของอาคารรัฐสภา 1 ซึ่งตั้งอยู่หน้าห้องประชุมรัฐสภาถูกขนานนามว่า “ห้องยูเอ็น” อันหมายถึงห้องที่นักการเมืองทุกขั้วอำนาจสามารถร่วมรับประทานอาหาร-แลกเปลี่ยน-พูดคุยกันได้อย่างไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบบองค์การสหประชาชาติ

ใครเป็นผู้ตั้งฉายา “ห้องยูเอ็น” คนแรกไม่มีข้อมูลแน่ชัด แต่อดีต ส.ส. ที่นั่งในสภามากว่า 30 ปีบอกบีบีซีไทยว่าสภาพการณ์เริ่มเปลี่ยนไปในยุครัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ที่มีการ “แยกสำรับกับข้าว-แยกโต๊ะ-แยกมุมนั่ง” และชัดเจนขึ้นเมื่อเกิด “วิทยาคาเฟ่” ในอีกมุมหนึ่งของรัฐสภา จัดโดยนายวิทยา บุรณศริ อดีต ส.ส. พระนครศรีอยุธยา และอดีตประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล)

เมื่อฝ่ายค้านและรัฐบาลไม่มี “บทสนทนา” หลังเวที บรรยากาศในสภาฯ จึงดุ-เดือดดาลกว่าที่เคยเป็นมา

สัตว์เลี้ยง-สัตว์(ลาง)ร้ายประจำรัฐสภา

สภาหินอ่อนไม่เพียงเป็นสถานที่ชุมนุมของคนการเมือง ยังเป็นจุดชุมนุมของสัตว์ไม่ได้รับเชิญอย่างตัวเงินตัวทองและอีกา ซึ่งโผล่มาทีไรก็ตกเป็นข่าวขึ้นหน้า 1 แทบทุกครั้ง เพราะจะมีหมอดู-หมอเดาออกมาทำนายทายทักต่าง ๆ ว่าเป็น “ลางร้าย” ของรัฐบาล

แต่สำหรับ “เพื่อนรักสี่ขา” อย่างสุนัขที่แม้ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของรัฐสภา แต่พวกมันกลายเป็น “แขกรับเชิญ” ให้เข้ามาเดินเล่นในรัฐสภาเมื่อปี 2530 หลังฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครม. ทั้งคณะในรัฐบาล พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ แต่ญัตติถูกคว่ำลงเมื่อ ส.ส. 15 คนขอถอนชื่อออกไป

Wasawat Lukharang/BBC Thai

“มันเป็นการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามฤดูกาล แต่รัฐบาลล็อบบี้ ส.ส. ให้ถอนชื่อ ทำให้ฝ่ายค้านผิดหวังหนัก วันนั้นก็มีคนเอาสุนัขหลายตัวมาปล่อยบริเวณสภา โกนขนมาอย่างดีเลย แล้วก็เขียนชื่อ ส.ส. ที่ถอนชื่อออกไปไว้ที่ตัวของสุนัขเรียกว่า ‘จารึกชื่อลงบนหนังหมา’ มีคนมาถ่ายรูปเต็มเลย งานนั้นจับมือใครดมไม่ได้ และก็น่าสงสารสุนัขนะที่ถูกโกนขน เหมือนเป็นการทำร้ายสัตว์” นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรี และอดีต ส.ส. อ่างทอง วัย 67 ปี ทบทวนความหลังกับบีบีซีไทย

แต่สำหรับสัตว์เลี้ยงประจำรัฐสภาจริง ๆ ก็มีปลาคาร์พกว่า 500 ตัวที่ว่ายวนเวียนอยู่ในบ่อกว้าง 9 เมตร ยาว 27 เมตร ซึ่งสร้างขนานไปกับตัวอาคารรัฐสภา 1 เพื่อช่วยหย่อนใจให้บรรดาสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่มาถกเถียงเหตุบ้านเมืองการเมืองกันหน้าดำหน้าแดงภายในสภาฯ

Wasawat Lukharang/BBC Thai

ทว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่หัวข้ออภิปรายของผู้แทนราษฎรกลายเป็นเรื่องปลาคาร์พ เบียดแซงวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 เมื่อ 23 ส.ค. 2556 เมื่อคนตาดีพบว่าปลาเหล่านี้เกาะกลุ่มนอนนิ่งในบ่อ ไม่ยอมว่ายน้ำ และมี 2 ตัวที่ตายไปแล้ว อีกทั้งยังมีมือมืดโปรยใบปลิววิจารณ์ผู้มีอำนาจที่ปล่อยให้ปลาตายยกบ่อ จนนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริงและตามตัวนักวิชาการกรมประมงมาหาสาเหตุปลาตายกันยกใหญ่

บทความก่อนหน้านี้มันน่าเจ็บใจ! ‘ชูวิทย์’ ชี้กฎหมายพิเศษ ยืมเพื่อนแล้วรอดคุก คนธรรมดาไม่เข้าใจ
บทความถัดไปทวิตเตอร์เดือด! ป.ป.ช.ตีตก นาฬิกาหรู แฮชแท็ก ประเทศกูมี ฮิตติดชาร์ต