วันเด็ก 2562 : หลากความคิดเห็นเรื่องการนำอาวุธทางการทหารมาจัดแสดงในงานวันเด็ก

วันเด็ก 2562 : หลากความคิดเห็นเรื่องการนำอาวุธทางการทหารมาจัดแสดงในงานวันเด็ก – BBCไทย

วันเสาร์ที่สองของเดือน ม.ค. ของทุกปี เป็นวันที่กองบัญชาการกองทัพไทยเปิดพื้นที่ให้เด็กเข้าไปเล่นกับอาวุธทางการทหารที่มีตั้งแต่ปืนขนาดเล็กจนถึงรถถัง โดยแต่ละปีจะได้เห็นใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเด็ก ๆ ที่ถ่ายรูปพร้อมกับอาวุธหลากประเภทโดยมีเจ้าหน้าที่ทหารคอยสอนวิธีการใช้

แม้ว่าเหล่าทัพหรือค่ายทหารจะเป็นที่ยอดนิยมที่ผู้ปกครองจะพาบุตรหลานของตนเองไปร่วมกิจกรรม และคนไม่น้อยคิดว่าเป็นการให้แรงบันดาลใจแก่เด็กว่าจะเติบโตไปเป็นอะไรในอนาคต

แต่ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วยเนื่องจากกังวลว่าจะสร้างการยอมรับอำนาจอันไม่มีขอบเขตของทหารขึ้นในสังคมไทย ส่วนนักวิชาการด้านสันติวิธีเห็นว่าการที่กองทัพจะเปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็นให้กับประชาชนน่าจะสำคัญต่อสังคมเท่ากับ ๆ การสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก

แคมเปญรณรงค์ของเพจ “ฉันเป็นนักเสียดสี” ในวันเด็กแห่งชาติเมื่อปีที่ผ่านมา

“ฮีโร่ของประชาชน”

แอดมินเพจ “ฉันเป็นนักเสียดสี” ซึ่งเคยโพสต์ภาพที่มีข้อความว่า “ไม่พาลูกหลานไปถ่ายรูปกับอาวุธสงคราม”เพื่อรณรงค์ชักจูงใจผู้ปกครอง ก่อนหน้าที่จะถึงวันเด็กเมื่อปีที่แล้ว กล่าวกับบีบีซีไทยว่าแม้ปีนี้ไม่ได้รณรงค์ แต่ความคิดเห็นก็ยังเหมือนเดิม

“ลำพังอาวุธก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่บ้านเรามีบริบทสังคมอย่างอื่น ก็คือ มีทหารปกครองบ้านเมืองโดยมาจากการรัฐประหาร และพยายามแสดงว่าบทบาทนี้คือผู้เสียสละ หรือ ‘ฮีโร่’ ของประชาชน” แอดมินเพจซึ่งไม่เปิดเผยชื่อให้ข้อสังเกต

“พอเด็กไปได้ดูการแสดงอาวุธ จับต้องอาวุธในงาน พวกเขาจะมองว่าทหารเป็นฮีโร่ น่าเชื่อถือ ผสมกับสภาพสังคมที่ไม่เคยตั้งคำถามว่าบทบาทของทหารขณะนี้ถูกแล้วหรือเปล่า เด็ก ๆ ก็อาจจะฝังใจ และยอมรับกับบทบาทของทหารให้ลักษณะนี้ต่อไปในอนาคต และก็จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม” เขากล่าว

“เมื่อเกิดการรัฐประหารปี 2549 ที่ทหารออกมาตามท้องถนน ประชาชนก็ยังทำเหมือนตอนที่เขาเป็นเด็กก็คือออกไปถ่ายรูปกับรถถัง กลายเป็นการรัฐประหารไม่มีการเสียเลือดเนื้อ ไม่เหมือนที่ใดในโลก แล้วก็เกิดรัฐประหารซ้ำขึ้นอีก คนไทยก็รู้สึกดีอีก นี่คือปัญหาที่ทำให้เห็นว่าต้องออกมารณรงค์เมื่อปีที่แล้ว”

แอดมินเพจยังได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “เด็กที่เกิดตอนรัฐประหารเมื่อปี 2557 ตอนนี้ก็คงเข้าอนุบาลแล้ว พวกเขาก็ซึมซับบรรยากาศและบทบาทของทหารในรูปแบบนี้ การพาไปชมอาวุธในวันเด็ก ซึ่งเป็นวันสำคัญของพวกเขาทุกปี ยิ่งเน้นให้ยอมรับทหารตอนนี้ในฐานะ “ฮีโร่” ของประชาชนขึ้นไปอีก”

จัดแสดงโดยปราศจากบริบท

ผศ.ดร.นิธิดา แสงสิงแก้ว อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักจัดรายการวิทยุด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว กล่าวว่า แม้ว่าส่วนตัวจะไม่ติดใจเรื่องการจัดแสดงเพื่อให้ประสบการณ์และความรู้กับเด็ก ๆ “แต่สิ่งที่เป็นห่วงมากกว่าคือการจัดแสดงโดยปราศจากบริบท รวมถึงการที่จะอธิบายว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร ประโยชน์คือที่สร้างสรรค์ ตลอดจนข้อควรระวังจากการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ รวมทั้งอานุภาพที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดสถานการณ์ความรุนแรงได้”

วันเด็ก 2562
WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

“ถ้าเราไม่มีการให้ข้อมูลและข้อจำกัดในการใช้ ในตอนนั้นเราก็ไม่แน่ใจว่าเด็กจะเชื่อมโยงการรับรู้เกี่ยวกับข้อมูลอาวุธตรงหน้ากับประสบการณดั้งเดิมของแต่ละคนอย่างไรบ้าง และอาจต้องเน้นการให้ข้อมูลสำหรับกลุ่มอาวุธ เช่น ปืน ให้มากด้วย” ผศ.ดร.นิธิดา ซึ่งเป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “คุณแม่หลังห้อง” กล่าว

“ควรมีการพูดถึงอันตราย การใช้ประโยชน์ที่ชัดเจน เช่น จับผู้ร้าย ป้องกันตัว ป้องกันประเทศ แต่ไม่ใช่ใช้เป็นเครื่องมือจัดการความโกรธ”

เปิดพื้นที่วิพากษ์วิจารณ์สำคัญกว่า

เช่นเดียวกับนายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล ที่มองว่าหากมีการปลูกฝังมากเกินไป เด็กอาจจะมีแนวโน้มที่เห็นว่าการตัดสินว่าใครถูกหรือผิดมีแต่การสู้กันด้วยอาวุธ

“จะแก้ปัญหาก็ใครมีกำลังมากกว่า หรือในแง่การเมืองคือ คนที่มีอาวุธคือคนที่มีอำนาจจากปลายกระบอกปืน” นายโคทม กล่าว

กองทัพไทยได้มีบทบาทที่สำคัญในสังคมและการเมืองไทย โดยได้ก่อรัฐประหารทั้ง 19 ครั้ง ตั้งแต่สิ้นสุดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งในจำนวนนั้นมีที่สำเร็จทั้งสิ้น 13 ครั้ง

ครั้งสุดท้ายคือเดือน พ.ค. ปี 2557 ซึ่งนำไปสู่การขึ้นมามีอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

ภายหลังรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ได้เสนอให้บรรจุ “ค่านิยม 12 ประการ” ที่ส่งเสริมให้คนไทยรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ในหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนต่าง ๆ

นายโคทมกล่าวว่า กองทัพควรจะเปิดพื้นที่ให้มีการอธิบายและวิพากษ์วิจารณ์ได้ เช่น ในกรณีการก่อรัฐประหารโดยใช้อาวุธยึดอำนาจรัฐ

“เขาอธิบายว่าการใช้อาวุธยึดอำนาจรัฐมันจำเป็น พูดมา 5 ปีแล้ว ผมก็ยังไม่คล้อยตามสักที มันก็เป็นการอธิบายที่เข้าข้างตัวเอง ผมขอแค่พื้นที่เท่า ๆ กัน ซึ่งตอนนี้ยังไม่เกิดขึ้น” เขากล่าว

มุมมองของหมอเด็ก รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่นและผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า การเอาอาวุธที่ปลดระวางมาแสดงให้เด็กได้เห็นของจริงและจับต้อง จะเป็นแรงบันดาลใจทำให้พวกเขามีแรงบันดาลใจต่ออาชีพและบทบาทหน้าที่ของทหาร

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อยากเห็น คือ การจัดแสดงจริง เช่น การนำเครื่องบินมาบินผาดโผน

“หมอไม่คิดว่าต้องทำขนาดนั้นเพราะเด็กส่วนใหญ่ที่มาเที่ยววันเด็กไม่ใช่วัยรุ่น และความที่จะอยากลองของจริง ๆ อยู่ในชุดวัยรุ่นตอนกลางขึ้นไปจนถึงวัยรุ่นตอนปลาย เมื่อไม่เป็นเช่นนั้น การที่จะต้องลงทุนถึงขนาดบินจริงและสร้างความหวาดเสียว หมอว่าอันนี้เวอร์เกินไป อันนี้ที่คิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำขนาดนั้นในทุกงานของวันเด็ก” รศ.นพ.สุริยเดว กล่าว

บทความก่อนหน้านี้น้องโยโย่ เครียดหนัก ไม่พร้อมพบพ่อแม่ พม.ชี้ อยู่บ้านพักชั่วคราวได้ 3 เดือน
บทความถัดไปลืมอีกละ! ไปฟัง “โค้ชโต่ย” ปล่อยไก่ พูดผิดไปไกล เล่นเอาฮากันทั้งห้อง